จีนประกาศ'สงคราม'กับ'การส่งด่วน' เมื่อการบีบ'ไรเดอร์'และการ'หั่นราคา'ทำให้สังคมถอยหลัง 

จีนประกาศ'สงคราม'กับ'การส่งด่วน' เมื่อการบีบ'ไรเดอร์'และการ'หั่นราคา'ทำให้สังคมถอยหลัง 

มีคำหนึ่งที่เราจะได้ยินบ่อยเมื่อตามข่าวธุรกิจในจีน คือคำว่า 'เน่ยเจวี่ยน' (内卷)

คำๆ นี้แปลลำบากเพราะหากเป็นภาษาอังกฤษมันจะเป็นคำว่า Involution และเมื่อ Involution แปลงเป็นภาษาไทยมันจะยิ่งฟังไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่ เพราะคือคำว่า อาวัตนาการ

ดังนั้น ผมจะแปลง่ายๆ ให้เข้าใจว่า 'เน่ยเจวี่ยน' คือ "การม้วนตัว (เจวี่ยน) เข้ามาอยู่ข้างใน (เน่ย)" 

เมื่ออะไรก็ตามที่มันม้วนเข้ามาอยู๋กับตัวเอง จมจ่อมกับที่เดิมๆ มันจะตรงกันข้ามกับการคลี่คลาย มุ่งไปข้างหน้า 

ดังนั้น Involution จึงตรงกันข้ามกับ Revolution คือการอภิวัฒนาหรือมุ่งไปข้างหน้าจนเกิดสิ่งใหม่ๆ และตรงข้ามกับนวัตกรรมคือสิ่งที่เป็นอาวัตนาการ

หวังว่าตอนนี้จะเข้าใจกันแล้วว่า 'เน่ยเจวี่ยน' หมายถึงอะไร

ความจริงคำๆ นี้มีที่มาจากงานวิชาการด้านสังคมศาสตร์ จากหนังสือเรื่อง Agricultural Involution: The Processes of Ecological Change in Indonesia (อาวัตนาการทางการเกษตร: กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาในอินโดนีเซีย) โดยคลิฟฟอร์ด เกอร์ทซ์ (Clifford Geertz) นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน

เกอร์ทซ์ชี้ให้เห็นว่า การทำการเกษตรบนเกาะชวา เผชิญกับแรงกดดันความต้องการทางเศรษฐกิจจากภายนอกของผู้ปกครองอาณานิคมชาวดัตช์ และเผชิญกับแรงกดดันภายในเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร ผลที่ตามมาคือ มีแรงงานมากขึ้นในภาคเกษตร แต่ผลผลิตต่อหัวน้อยลง กระบวนการผลิตมีความยิบย่อยมากขึ้น (เพราะคนทำงานมาก) แต่นวัตกรรมหรือผลผลิตกลับน้อย นี่คือสิ่งที่เรียกว่า 'การเติบโตที่ไร้การพัฒนา'

Involution จึงหมายถึงการม้วนเข้ามาอยู่ในวงแคบๆ อันเกิดจากแรงบีบทั้งภายในและภายนอก ผลก็คือการไม่เดินหน้ามีแต่ถอยเข้าไปอยู่ในวงในของตัวเอง สังคมนั้นจึงไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ หรือแหวกตัวเองไปสู้การปฏิวัติทางสังคมได้ 

'เน่ยเจวี่ยน' กลายเป็นคำที่มีความหมายจำเพาะขึ้นในสังคมจีน ตั้งแต่ประมาณปี 2020 ซึ่งมีการใช้คำๆ นี้เพื่อสื่อถึงการแข่งขันภายในวงกันเอง เช่น การแข่งขันของคนรุ่นใหม่กันเองเพื่อแย่งชิงที่ทางในสถานศึกษา จนกระทั่งมันลามเข้าสู่ภาคฌธุรกิจ เมื่อวงในของธุรกิจภาคต่างๆ แข่งกันเองอย่างรุนแรงจนกระทั่งเกิดการม้วนตัวหดเข้าสู่ภายในไม่ได้เกิดการวัฒนาการสู่สิ่งใหม่ๆ 

เช่น การแข่งขันในวงการรถยนต์ EV ที่ตัดราคา (ทำสงครามราคา) อย่างรุนแรง ลดแลก แจกแถม บีบให้พนักงงงานทำงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อสร้างผลผลิต แต่ผลผลิตถูกกดให้ราคาต่ำเพื่อ "ฆ่า" คู่แข่ง ยังไม่นับการทำ "พีอาร์มืด" เพื่อทำลายคู่แข่งด้วยการใส่ร้าย การแข่งขันที่หนักหน่วงนี้เป็น 'เน่ยเจวี่ยน' ที่ชัดเจนมาก

ผลก็คือือ ตลาด EV ทำกำไรไม่ได้ หรือได้น้อยลง และการตัดราคาฆ่าคู่แข่งยังทำลายผู้เล่นมที่หลากหลายในตลาด ประมาณว่าคนแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะรอด แต่ลัทธิ Darwinism ทางธุรกิจแบบนี้จะนำไปสู่การผูกขาดและทำลายบรรยากาศของการสร้างนวัตกรรม นี่คือการกลายเป็นอาวัตนาการอย่างแท้จริง

เมื่อมันลงเอยแบบนี้ รัฐบาลจีนจึงแทรกแซง โดยสั่งปรามการทำสงครามราคา ตำหนิพฤติกรรมเน่ยเจวี่ยน ไม่เฉพาะในวงการรถยนต์ EV เท่านั้น แต่ยังเริ่มสอดส่องวงการอื่นๆ ที่ทำเน่ยเจวี่ยนด้วย เพราะหาไม่แล้วมันจะทำลาย 'สังคมนิยมหรือทุนนิยมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของจีน'

ทุนนิยมส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนหลักการ Darwinism คือ Only the Strongest Will Survive (มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอด) ในระดับที่เลวร้ายที่สุดมันจะทำ Involution คือบริษัทใหญ่ๆ จะใช้กลเม็ดที่สุดโต่งเพื่อกำจัดคู่แข่งการผูกขาด

แม้จีนจะใช้ระบบทุนนิยมอยู่ก็ตาม แต่ก็เป็นสังคมนิยมด้วย โดยก่อนที่จะไปถึงสังคมนิยมที่สมบูรณ์แบบนั้น จะต้องผ่านสังคมแบบทุนนิยมก่อน โดยให้ทุนนิยมวัฒนาการหรือทำ Revolution ไปอีกขั้นตอนที่ทุกคนจะแบ่งกันมีกันใช้ 

แต่เมื่อทุนนิยมมันเริ่มจะม้วนเข้าด้าน คือเป็น Involution ในแทนที่จะวิวัฒนาการไปข้างนอกใหม่ๆ รัฐจึงต้องแทรกแซง

หลังจากที่ขัดขวางเน่ยเจวี่ยนในอุตสาหกรรม EV ไปแล้ว ล่าสุด รัฐบาลจีนเริ่มทำการกวาดล้างในธุรกิจ 'ไว่ไม่' (外卖)

'ไว่ไม่' แปลตรงตัวคือ 'ซื้อข้างนอก' หรือบริการส่งของ หรือ 'ธุรกิจส่งด่วน'

'ไว่ไม่' เป็นวงการที่แข่งกันอย่างบ้าเลือดเอามากๆ 

ใครไปจีนบ่อยๆ คงจะเห็นว่าไรเดอร์ของไว่ไม่ทำงานกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อส่งให้ไวที่สุด ไม่ใช่เพื่อทำยอดเท่านั้น แต่หากทำยอดไม่ไหวก็จะถูก'ลงโทษ' 

ความดุเดือดนี้ทำให้ไรเเดอร์ไว่ไม่ขับรถแบบถวายชีวิตโดยไม่ดูตาม้าตาเรือเอาเลย จนผมเองเคยบ่อนหลายครั้งว่าไรเดอร์เหล่านี้กำลังเอาชีวิตคนอื่นไปเสี่ยงและเสี่ยงชีวิตตัวเองด้วย

แต่ไม่ทำก็ไม่ได้เพราะแพลตฟอร์มขยันทำเน่ยเจวี่ยน ในแบบเดียวกับที่วงการ EV ทำสงครามการค้า

การทำเน่ยเจวี่ยนของวงการไว่ไม่โหดยิ่งกว่าวงการ EV เสียอีก เช่น มอบส่วนลด 18 หยวนสำหรับการสั่งซื้อมากกว่า 18 หยวน ให้ส่วนลด 23 หยวนสำหรับการสั่งซื้อมากกว่า 25 หยวน และบางครั้งอาจถึงขั้นสั่งซื้อฟรี (ข้อมูลจาก The Paper)

สิ่งที่ตามมาก็คือ "จากการตรวจสอบพบว่า แพลตฟอร์มส่งอาหารในประเทศของเรากำลังประสบปัญหาต่างๆ เช่น การใช้ความได้เปรียบด้านเงินทุนเพื่อยึดครองตลาด และการบีบบังคับให้ผู้ค้าบนแพลฟอร์มเข้าร่วมโครงการอุดหนุน ซึ่งนำไปสู่การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรม ปัญหาเหล่านี้จะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของผู้ค้าและผู้บริโภคบนแพลฟอร์ม และอาจทำให้ระเบียบการแข่งขันในตลาดปั่นป่วนและทำให้การแข่งขันด้านราคาต่ำในอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้น" (จากการรายงานของ The Paper)

ดังนั้น "ตามข้อมูลจากสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐ พบว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ แพลตฟอร์มส่งอาหารได้แข่งขันกันอย่างดุเดือด รวมถึง "การแข่งขันด้านเงินอุดหนุน ราคา และการควบคุมปริมาณการใช้งาน" ซึ่งทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ทวีความรุนแรงขึ้น เพื่อควบคุมการให้มาตรการอุดหนุนของแพลตฟอร์มส่งอาหาร สำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐจึงได้ออก "แนวทาง 10 ข้อสำหรับการให้เงินอุดหนุนของแพลตฟอร์มส่งอาหาร (ฉบับร่างเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน)" ซึ่งเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 17 เป็นต้นไป" (จากการรายงานของสถานีโทรทัศน์ CCTV)

"แนวทาง 10 ข้อสำหรับการให้มาตรการอุดหนุนของแพลตฟอร์มส่งอาหาร (ฉบับร่างเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน)" 《外卖平台补贴行为规范十条(征求意见稿)》มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้ 

1 กำหนดว่าแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารจะต้องไม่ใช้กิจกรรมอุดหนุนระยะยาวและขนาดใหญ่เป็นวิธีการหรือเครื่องมือในการกีดกันหรือจำกัดการแข่งขันในตลาด หรือทำลายระเบียบการแข่งขันในตลาด

2 มีการชี้แจงข้อกำหนดเฉพาะ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การส่งเสริมการขายแบบบังคับ การให้เงินอุดหนุนแบบใช้ผลประโยชน์ทับซ้อน การให้เงินอุดหนุนข้ามกลุ่ม และการขายต่ำกว่าต้นทุนในกิจกรรมการให้เงินอุดหนุนของแพลตฟอร์มจัดส่งอาหาร

3 เมื่อแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารดำเนินกิจกรรมการให้เงินอุดหนุน จะต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งต้องรวมถึง: แหล่งที่มาของเงินอุดหนุน; จำนวน ประเภท และวิธีการดำเนินการให้เงินอุดหนุน; เวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของการดำเนินการให้เงินอุดหนุน; และรายงานการประเมินตนเองเกี่ยวกับผลกระทบของเงินอุดหนุนต่อการแข่งขันในตลาด ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ ตลอดจนผู้ประกอบการ ผู้ส่งสินค้า และผู้บริโภคภายในแพลตฟอร์ม

ข้อกำหนดส่วนใหญ่ของ 'แนวทาง 10 ข้อ' เน้นที่การกวาดล้างการอุดหนุนทางการเงินโดยแพลตฟอร์มเพื่อทำสงครามราคา

พฤติแบบนั้นเรียกจำเพาะเจาะจงว่า 'การอุดหนุนราคาแบบเน่ยเจวี่ยน' (卷补贴) 

แต่อีกปัญหาหนึ่งที่ไม่มีใน 'แนวทาง 10 ข้อ' คือการบีบคั้นไรเดอร์ผ่านทางมาตรการอุดหนุนการสั่งซื้อต่างๆ ของแพลตฟอร์ม แต่มาตรการพวกนั้นกดขี่ขูดรีดไรเดอร์

ปัญหานี้ถูกเพ่งเล็งมานานแล้ว สื่อของรัฐคือ People's Daily เขียนในเชิงตำหนิไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วว่า "สำหรับพนักงานส่งอาหาร การเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อไม่เพียงแต่จะเพิ่มภาระงานอย่างมากเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่คุณภาพการบริการจัดส่งที่ลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้ถูกลงโทษจากแพลตฟอร์มได้ ส่วนสำหรับผู้บริโภค สงครามราคาที่ดุเดือดระหว่างแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารอาจทำให้ผู้ค้าบางรายลดคุณภาพสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหารได้" (จากบทความทัศนะของ People's Daily)

เน่ยเจวี่ยนที่เกิดขึ้นกับไรเดอร์ไม่ได้มีแค่นโยบายที่ขูดรีดอันเป็นปัจจัยภสายในเท่านั้น แต่ยังเกิดจากปัจจัยภายนอกด้วย คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่่ดีนักทำคนมาทำอาชีพไรเดอร์กันมากขึ้น จนกระทั่งมีข้อสังเกตว่า วุฒิการศึกษาของคนเป็นไรเดอร์มันชักจะสูงขึ้นทุกวัน ซึ่งหมายความว่า เด็กจบใหม่จากมหาวิทยาลัยที่หางานไม่ได้ ได้ผันตัวเองมาเป็นไรเดอร์มากขึ้น 

ผลที่ตามมาคือ ไรเดอร์ล้นตลาดและแย่งรับออร์เดอร์ ส่วนแพลตฟอร์มก็ออกแคมเปญที่ชุ่ยๆ ออกมาเพื่อทำสงครามราคา ผลคือการวิ่งแต่ละรอบมีรายได้ลดลง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ยิ่งคล้ายกับการทำเกษตรในชวา ซึ่งมีคนมากแย่งกันทำงาน ทำให้สังคมต้องอลวนอยู่กับการเอาตัวรอด แม้ตลาดไรเดอร์จะใหญ่ขึ้นแต่กระบวนการพัฒนาหยุดชะงัก

ทั้งหมดนี้เราจะเห็นความซับซ้อนของเน่ยเจวี่ยนซึ่งเป็นความซับซ้อนทั้งทางเศรษฐกิจ มานุษยวิทยา 

และยังเป็นความซับซ้อน (complications) ทางการเมืองด้วย 

ผมใช้คำว่า complications (ความซับซ้อนในเชิงอาการแทรกซ้อน) ไม่ใช่คำว่า complexity (ความซับซ้อนในทางรูปธรรม) ก็เพราะการขูดรีดไรเดอร์ผ่าน 'การอุดหนุนราคาแบบเน่ยเจวี่ยน'จะเป็นการทำลายวิวัฒนาการทางการเมืองในจีน โดยจะดึงจีนให้เข้าสู่โลกแห่งการแข่งขันเอาเป็นเอาตายแบบทุนนิยมสัมบูรณ์ จนละเลยการเกลี่ยสวัสดิภาพและกำไรให้เท่ากันแบบสังคมนิยม

นี่จะเป็นการสร้างช่องว่างระหว่างรายได้และสร้างการปะทะทางชนชั้นในที่สุด

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า จีนมีระบบการปกครองแบบ 'สังคมนิยมที่มีลักษณะจำเพาะแบบจีน' ตามทฤษฎีมาร์กซิสม์นั้น การจะไปถึงโลกสังคมนิยมได้ ต้องผ่านภาวะของการเป็นทุนนิยมก่อน แต่เพราะจีนมีลักษณะจำเพาะ การเปลี่ยนผ่านนั้นไม่จำเป็นต้องการเกิดขึ้นตามตำรา แต่เป็นการเกิดขึ้นแล้วของสังคมนิยมเพียงแต่อยู่บนรากฐานของทุนนิยมไปก่อน

ดังนั้น จีนจะปล่อยให้ทุนนิยมทำลายสังคมนิยมไม่ได้ หรือพูดอีกอย่างคือปล่อยให้ทุนนิยมดึงสังคมนิยมให้ถอยหลังสู่ภาวะทุนนิยมที่ชั่วร้ายที่สุด โดยเฉพาะการเอารัดเอาเปรียบผ่านแนวคิดเน่ยเจวี่ยนที่ทุนนิยมจ๋าเกินไป และยังทำลายสวัสดิภาพของประชาชนทั้งไรเดอร์และผู้บริโภค (สร้างนิสัยการบริโภคผิดๆ และสุรุ่ยสุร่ายให้ผู้บริโภค) 

ดังนั้น การประกาศ'สงคราม'กับ'การส่งด่วน' จึงไม่ใช่แค่การจัดระเบียบทางธุรกิจ แต่ยังมีนัยทางการเมืองด้วย 

เรื่องนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศที่การเมืองมีรากฐานบนอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน หากนอกลู่นอกทางจากอุดมการณ์ทางการเมือง รัฐจะดัดให้พฤติกรรมนั้นเข้ารูปเข้ารอย

แต่เรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้ยากในประเทศที่พรรคการเมืองขาดรากฐานด้านอุดมการณ์ ไร้เป้าหมายในการพัฒนา และปล่อยตัวลอยชายไปตามยถากรรมของทุนนิยม

ผลก็คือ ติดอยู่ในกับดักของ Involution ไปชั่วกัลปาวสาน

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - กลุ่มคนส่งอาหารจากแพลตฟอร์ม Meituan เตรียมไปส่งอาหารในกรุงปักกิ่งวันที่ 16 พฤศจิกายน 2023 (Photo by WANG Zhao / AFP)