ข้อมูลเบื้องหลังก่อนการวิเคราะห์
เทียนเซี่ย (天下) เป็นคำภาษาจีนที่แปลตรงตัวว่า 'ใต้ฟ้า' หรือ 'ใต้หล้า' โดยนัยประหวัดหมายถึง 'โลก' หรือ 'ทุกสิ่งใต้ฟ้า' ก็คือแผ่นดินและมนุษยชาตินั่นเอง แต่แนวคิดเรื่องเทียนเซี่ยของจีนโบราณไม่ได้มองว่า "ทุกคนใต้ผ้าล้วนเท่ากัน" ตรงกันข้าม ระบอบศักดินาจีนโบราณกำหนดว่า จักพรรดิจีนคือผู้ที่ได้รับอาณัติจากสวรรค์ หรือ 'เทียนมิ่ง' (天命) ดังนั้นจึงเป็นผู้ปกครองทั้งหมดใต้หล้า ในใต้หล้าหรือเทียนเซี่ยนี้ประเทศจีนเป็นประเทศเสาหลักอยู่ตรงกลาง หรือจงกั๋ว (中國) แวล้อมด้วยรัฐบรรณาการหรือรัฐที่รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีน และที่ชายขอบของจงกั๋วคือดินแดนของชนป่าเถื่อน หรือ 'อี๋' หรือ 'หมาน' หรือดินแดนชายขอบที่ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลวัฒนธรรมจีน ดังนั้น ระเบียบ 'ใต้หล้า' ของจีนจึงประกอบด้วยรัฐศูนย์กลางวัฒนธรรมจีน หรือ 'หัวเซี่ย' (華夏) รัฐบรรณาการที่ไม่ใช่จีนแต่รับอิทธิพลจีน หรือเรียกว่า 'จีนน้อย' หรือ เสี่ยวจงหัว หรือ เสี่ยวจงกั๋ว (小中華/小中國) และรัฐนอกวัฒนธรรมจีนหรืออี๋ (夷)
รัฐจีนน้อยที่รับวัฒนธรรมจีนและส่วบรรณาการให้จีน เช่น เกาหลี ริวกิว เวียดนาม ส่วนรัฐที่ถือเป็นพวกอี๋และส่งบรรณการให้จีนด้วย เช่น สยาม (ไทย) มะละกา (มาเลเซีย) ชวา (อินโดนีเซีย) โซโล (ฟิลิปปินส์ตอนใต้) อย่างไรก็ตาม แนวิคดเรื่อง หัว (จีน) และ อี๋ (ไม่จีน) ถูกท้าทายและถูกปรับแนวคิดบ่อยครั้งในจีน เพราะราชวงศ์ในจีนหลายราชวงศ์ที่ไม่ใช่คนจีน (หัวเซี่ย) แต่เป็นเถื่อนนอกกำแพงเมืองจีน (พวกอี๋จากตอนเหนือ) เช่น หลังศตวรรษที่ 8 เป็นต้นมา พวกชี่ตานที่ตั้งราชวงศ์เหลียว พวกหนวี่เจินที่ตั้งราชวงศ์จิน พวกทิเบตที่ตั้งราชวงศ์ซีเซี่ย และพวกมองโกลที่ตั้งราชวงศ์หยวน ต่อมาราชวงศ์หมิงที่ตั้งโดยคนจีน (หัวเหริน) บ่มสลายลง และคนอี๋ที่เป็นคนแผ่นแมนจูจากตอนเหนือก่อตั้งราชวงศ์ชิงขึ้นมา แนวคิดเรื่องเทียนเซี่ยก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
ช่วงต้นราชวงศ์ชิง กู้เหยีนอู่ (顧炎武) นักคิดคนสำคัญในยุคนั้น วิเคราะห์ว่าระบบเทียนเซี่ยไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าใครปกครองประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนๆ นั้นรักษาระเบียบในใต้หล้าไว้ได้หรือไม่ ในหนังสือ 'รื่อจื้อลู่' 《日知录》 เขาชี้ให้เห็นว่า "มีการล่มสลายของรัฐ (กั๋ว) และการล่มสลายของใต้หล้า (เทียนเซี่ย) อะไรคือความแตกต่างระหว่างการล่มสลายของรัฐและการล่มสลายของใต้หล้า? มีคำกล่าวว่า ‘การล่มสลายของรัฐคือเมื่อราชวงศ์เปลี่ยนชื่อและสถานะเปลี่ยนไป การล่มสลายของใต้หล้าคือเมื่อมนุษยธรรม (仁) และคุณธรรมอันชอบธรรม (義) สูญหายไปอย่างสิ้นเชิง และผู้คนลดตัวลงกินกันเองเหมือนสัตว์เดรัจฉาน ดังนั้น จึงต้องรู้จักวิธีรักษาใต้หล้าก่อนที่จะรู้จักวิธีรักษารัฐ การรักษารัฐเป็นความรับผิดชอบของผู้ปกครองและขุนนาง ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากอำนาจ การรักษาใต้หล้าเป็นความรับผิดชอบของแม้แต่สามัญชนที่ต่ำต้อยที่สุด’"
ข้อความจากหนังสือนี้ยังกลายเป็นภาษิตสำคัญด้านการปกครองคือ "ความรุ่งเรืองและล่มจมของใต้หล้า เป็นหน้าที่ที่แม้แต่คนสามัญก็ต้องแบกรับ"「天下興亡,匹夫有責」
ดังนั้น ไม่ว่าชาวแมนจูจะเป็นพวกอี๋หรือจีน ฯลฯ สิ่งสำคัญที่สุดในทัศนะของนักปราชญ์ยุคนั้นคือ ขอให้รักษาระเบียบและมนุษยธรรมกับคุณธรรมอันชอบธรรม คือ 'เหรินอี๋' (仁義) อันเป็นหลักใหญ่ของลัทธิหญูหรือลัทธิขงจื๊อและป็นเสาหลักของวัฒนธรรมหัวเซี่ยทั้งจีนใหญ่และจีนน้อย ดังนั้น แนวคิดเรื่องเทียนเซี่ยจึงก้าวข้ามเรื่องความจีนและไม่จีนไปอีกขั้นหนึ่ง แต่เทียนเซี่ยจะถูกท้าทายอย่างหนักอีกเมื่อครั้งที่ จอร์จ แมคคาร์ทนีย์ (George Macartney) ทูกอังกฤษเดินทางไปจีนในปี 1793 ในทัศนะของจีนนั้นอังกฤษถือเป็นพวกอี๋คือไม่จีนและไร้วัฒนธรรม แต่อังกฤษเห็นตัวเองว่าเป็นผดุงความศิวิไลซ์แบบโลกตะวันตก จอร์จ แมคคาร์ทนีย์จึงหวังที่จะเจรจากับจีนเช่นเดียวกับที่สหราชอาณาจักรทำกับชาติยุโรปอื่นๆ ในเวลานั้น และโน้มน้าวให้จักรพรรดิจีนลดข้อจำกัดทางการค้า จักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิงปฏิเสธคำขอของเขา และกล่าวว่าจีนเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก และไม่มีความสนใจในสินค้าต่างชาติ แต่แล้วในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ชัยชนะของสหราชอาณาจักรเหนือราชวงศ์ชิงในสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง บังคับให้จีนต้องลงนามในสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของแนวคิดเทียนเซี่ย
หลังความพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่นครั้งที่สอง จีนถูกบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาเทียนจิน ซึ่งกำหนดให้จีนต้องเรียกสหราชอาณาจักรว่าเป็น "ประเทศอธิปไตย" ที่มีสถานะเท่าเทียมกับตนเอง ทำให้จีนไม่สามารถติดต่อกับประเทศอื่น ๆ ภายใต้ระบบเทียนเซี่ยแบบดั้งเดิมได้อีกต่อไป และบังคับให้จีนต้องจัดตั้งสำนักงานการต่างประเทศในลักษณะกระทรวงการต่างประเทศแบบสากล หรือ 'จ๋งหลี่ หยาเหมิน' (總理衙門) ขึ้น ซึ่งต่างจากกระทรสวพิธีการ หรือ 'หลี่ปู้' (禮部) ที่ทำหน้าที่รับรองทุูตแบบเดิมที่อิงกับระบบเทียนเซี่ยที่จีนเหนือกว่าประเทศที่มาติดต่อด้วย นอกจากนี้ ในช่วงเวลานั้น แนวคิดเรื่องประชาคมโลกที่เท่าเทียมและระเบียบระหว่างประเทศแบบเสรีนิยมนั้นตั้งอยู่บน 'หลักอธิปไตยแบบเวสต์ฟาเลีย' (Westphalian sovereignty) ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นหลังจากที่ยุโรปผ่านเหตุการณ์ทางประวัติศาสรตร์ที่สุกงอมคือสงครามสามสิบปี จนได้ข้อสรุปทางนรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ว่าชาติอธิปไตยต่าง ๆ ปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมกัน การที่ยุโรปเริ่มแกร่งกว่าจีนและเชิดชู 'หลักอธิปไตยแบบเวสต์ฟาเลีย' ทำให้การล่มสลายของโลกทัศน์เทียนเซี่ยแบบดั้งเดิมของจีนเริ่มชัดเจนขึ้น
หลังจากการพ่ายแพ้ของจีนในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 ญี่ปุ่นได้ยุติสถานะดั้งเดิมของเกาหลีในฐานะรัฐบรรณาการของจีน ก่อนหน้านี้ญ่ี่ปุ่นยังผนวกอาณาจักรริวกิวเป็นดินแดนของตนทำให้ริวกิวยุติการเป็นรัฐบรรณาการของจีน พร้อมๆ กันนั้น เวียดนามที่เป็นรัฐบรรณาการของจีนของจีนก็ตกเป็นของฝรั่งเศส และดินแดนต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็กลายเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกและยุติการเป็นรัฐบรรณาการของจีน รวมถึงสยามที่ตัดขาดจากระบบรัฐบรรณาการของจีน ทำให้อำนาจเทียนเซี่ยของจีนสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ หลัวจากนั้นจีนก็จะเข้าสู่ยุคถดถอยที่เต็มไปด้วยการปฏิวัติ สงครามกลางเมือง และการถูกรุกรานจากต่างชาติ เทียนเซี่ยของจีนจึงไม่แค่พังทลาย แต่ 'จงกั๋ว' เองก็เกือบจะล่มสลายลงไปด้วย
บทวิเคราะห์ว่าด้วยการเกิดและดับของเทียนเซี่ย
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 จีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสมัยใหม่และถือ 'หลักอธิปไตยแบบเวสต์ฟาเลีย' อันเป็นอุดมการณ์หลักที่ใช้ก่อตั้งสหประชาชาติด้วย นั่นคือ ไม่ว่าจะรัฐใหญ่รัฟเล็กหรือรัฐที่มีวัฒนธรรมแบบใดก็ตาม ล้วนแต่เท่าเทียมกันหมด ดังที่ บทที่ 1 ของกฎบัตรสหประชาชาติได้ยืนยันหลักอธิปไตยแบบเวสต์ฟาเลีย มาตรา 2 ข้อ 4 ระบุว่า "สมาชิกทุกประเทศต้องงดเว้นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐใด ๆ หรือในลักษณะอื่นใดที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสหประชาชาติ"
เฮนรี คิสซินเจอร์ (Henry Kissinger) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (และเกี่ยวข้องกับจีนอย่างมาก) กล่าวไว้ในหนังสือ World Order ว่า "สันติภาพเวสต์ฟาเลียสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ความเข้าใจเชิงศีลธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ สันติภาพนี้อาศัยระบบของรัฐอิสระที่งดเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน และตรวจสอบความทะเยอทะยานของกันและกันผ่านสมดุลอำนาจโดยทั่วไป ไม่มีการอ้างความจริงหรือกฎสากลใดที่ได้รับชัยชนะในการแข่งขันของยุโรป แต่ละรัฐได้รับมอบคุณลักษณะของอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตน แต่ละรัฐจะยอมรับโครงสร้างภายในและภารกิจทางศาสนาของรัฐอื่น ๆ และงดเว้นจากการท้าทายการดำรงอยู่ของรัฐเหล่านั้น"
จีนเองก็ยอมรับหลักการที่เกิดจากข้อตกลงสันติภาพเวสต์ฟาเลียเช่นกัน และกลายเป็นว่าเมื่อจีนสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว 'จีนใหม่' กลายเป็นผู้ปกป้อง 'หลักอธิปไตยแบบเวสต์ฟาเลีย' อย่างแข็งขัน ทั้งยังตำหนิแนวคิดเรื่อง 'ฮั่นเป็นใหญ่' (大漢族主義) คือแนวคิดที่ว่าชนชาติฮั่นมีความเหนือกว่าชนชาติอื่นๆ โดยเฉพาะพวกที่ไม่ใช่หัวเซี่ยและเป็นพวกอี๋ แนวคิดแบบนี้ถูกผู้นำคอมมิวนิสต์จีนตำหนิอย่างรุนแรง เพราะพวกเขาต้องการสร้าง 'จงกั๋ว' ที่ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก แต่เป็น 'ก้งเหอกั๋ว' (共和國) คือสาธารณรัฐหรือ 'รัฐของทุกคนร่วมกัน' ที่ทุกคนทุกชนชาติเท่าเทียมกัน นี่เท่ากับเป็นการปฏิเสธแนวคิดเรื่องเทียนเซี่ยแบบโบราณอีกครั้ง และยอมรับแนวคิด 'เทียนเซี่ยสมัยใหม่แบบโลกตะวันตก' แทน และผู้นำจีนก็ให้ความสำคัญกับระเบียบโลกที่ทุกประเทศมีความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ระบบที่มีมหาอำนาจเดี่ยว เช่น ในงานวิชาการเรื่อง 'บทบาทขององค์กรระหว่างประเทศในความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีน' ของโพลินา แคมป์เบลล์ (Polina Campbell) มหาวิทยาลัยบอนด์ ชี้ว่า "สหพันธรัฐรัสเซียและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีหลักการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบางประการที่เหมือนกัน ทั้งสองประเทศมุ่งมั่นที่จะสร้างโลกแบบหลายขั้วอำนาจมากกว่าโลกแบบขั้วเดียวที่สหรัฐฯ ครอบงำ
งานวิชาการนี้ชี้ว่า "ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียกล่าวในการประชุมความมั่นคงมิวนิกเมื่อปี 2007 ว่า “ในโลกยุคใหม่ รูปแบบขั้วเดียวไม่เพียงแต่ยอมรับไม่ได้ แต่ยังเป็นไปไม่ได้อีกด้วย” ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แห่งจีนกล่าวในสุนทรพจน์ที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในเดือนกันยายน 2016 ว่า “การเคลื่อนไหวไปสู่โลกแบบหลายขั้วอำนาจกลายเป็นกระแสที่ไม่อาจต้านทานได้ในประวัติศาสตร์” ความต้องการโลกแบบหลายขั้วของพวกเขาเชื่อมโยงกับความปรารถนาที่จะสร้างและรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและ/หรือความมั่นคงที่ใกล้ชิดกับรัฐต่างๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์ภายในองค์การสหประชาชาติ กลุ่ม G20 องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ เวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก กลุ่มประเทศ BRICS และการประชุมว่าด้วยปฏิสัมพันธ์และการสร้างความเชื่อมั่นในเอเชีย"
ในระยะหลัง สีจิ้นผิงเป็นผู้นำจีนที่กลับมาเอ่ยถึงแนวคิดเทียนเซี่ยอีกครั้ง แม้ว่าเราจะเห็นว่าสีจิ้นผิง (และผู้นำจีนคนอื่นๆ) สนับสนุนหลักอธิปไตยแบบเวสต์ฟาเลียก็ตาม กระนั้น เทียนเซี่ยที่สีจิ้นผิงเอ่ยถึงดูจะเป็นแนวคิดที่ผสมผสานระหว่างศัพท์แสงแบบจีนโบราณกับแนวคิดรัฐที่เท่าเทียมกันแบบโมเดิร์นมากกว่า คือใช้คำว่า เทียนเซี่ยในลักษณะที่หมายถึง "ใต้หล้าล้วนเท่าเทียมกัน" คล้ายกับแนวคิดช่วงสุดท้ายของเทียนเซี่ยยุคโบราณของกู้เหยียนอู่ที่กล่าวว่า "ความรุ่งเรืองและล่มจมของใต้หล้า เป็นหน้าที่ที่แม้แต่คนสามัญก็ต้องแบกรับ"「天下興亡,匹夫有責」ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดความเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยและแนวคิดสหประชาชาติ ซึ่งความรับผิดชอบของประเทศเล็กๆ ก็สำคัญต่ออนาคตของโลก เช่นเดียวกับที่กล่าวว่า "แม้แต่คนสามัญก็ต้องแบกรับ" ความเจริญและรุ่งเรืองของรัฐ
ดังที่สีจิ้นผิงเคยกล่าวว่า
"ประชาชนจากทุกประเทศในโลก (世界) ควรยึดมั่นในแนวคิด 'ใต้หล้าเป็นครอบครัวเดียวกัน' (天下一家) โอบกอดซึ่งกันและกัน แสวงหาจุดร่วมในขณะที่เคารพความแตกต่าง และร่วมมือกันสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมวลมนุษยชาติ" (สีจิ้นผิง, สุนทรพจน์หลักในการประชุมระดับสูงระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคการเมืองโลก 1 ธันวาคม 2017 )
ในที่นี้คำว่าโลกและใต้หล้าเป็นคำแยกจากกัน นัยว่าโลกไม่ได้ให้ความหมายที่ลึกซึ้งเท่ากับคำว่าเทียนเซี่ยหรือใต้หล้าที่บ่งความหมายถึงสิ่งต่างๆ เมื่อมองดูผ่านใต้ฟ้าอันยิ่งใหญ่หรือหลักการอันยิ่งใหญ่แล้ว ล้วนอยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน ยืนบนผืนหล้าเดียวกัน
ความเท่าเทียมกันไม่ใช่แค่หลักการการเมืองแบบโมเดิร์น (หลังการปฏิวัติฝรั่งเศส) เท่านั้น แต่ยังเป็นแนวคิดโมเดิร์นที่ผลักดันมารร์กซิสม์ อันเป็นเสาหลักอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย
ดังนั้น เทียนเซี่ยที่ถือกำเนิดใหม่นี้ จึงเป็นโลกที่ทุกคนเท่าเทียมกัน อยู่ภายใต้หลักการอันยิ่งใหญ่เหมือนกัน เพราะคำว่า หล้าหรือฟ้าหรือเทียนนั้นตามคิตจีนโบราณ ไม่ได้แปลว่า 'พระเจ้า' แต่หมายถึงหลักหรือพลังที่ขับเคลื่อนจักรวาล
เทียนเซี่ยของสีจิ้นผิงสนับสนุนความเท่าเทียมกันในฐานะรัฐอธิปไตยที่ไม่มีใครเหนือกว่าใคร และยังสนับสนุนแนวคิดร่วมแบ่งปันความมั่งคั่งร่วมกัน ดังที่เขาเคยกล่าวว่า
“เมื่อยากจนควรบำเพ็ญคุณธรรมลำพังตน เมื่อยิ่งใหญ่ควรช่วยเหลือทั้งมวลในใต้หล้า” นี่คือคุณธรรมและความใฝ่ฝันที่ชาติจีนยึดมั่นมาโดยตลอด การที่จีนมุ่งมั่นจัดการกิจการภายในประเทศของตนเองนั้น ไม่เพียงแต่เป็นความรับผิดชอบต่อตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการมีส่วนร่วมต่อโลกด้วย ในขณะที่จีนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จีนได้และจะยังคงทำอย่างสุดความสามารถเพื่อสนับสนุนสันติภาพและการพัฒนาของโลกต่อไป (สุนทรพจน์ของสีจิ้นผิง ในพิธีรำลึกครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและฝรั่งเศส 27 มีนาคม 2014)
“เมื่อยากจนควรบำเพ็ญคุณธรรมลำพังตน เมื่อยิ่งใหญ่ควรช่วยเหลือทั้งมวลในใต้หล้า” (窮則獨善其身,達則兼濟天下) เป็นคำกล่าวจากตำราเมิ่งจื่อ 《孟子·盡心章句上》หากจะตีความก็คือ หลังจากเทียนเซี่ยเดิมของจีนล่มสลายลงไป จีนจึงหันมาบ่มเพาะและพัฒนาตัวเองให้เป็นชาติอารยะสากล เมื่อจีนบรรลุเป้าหมายนั้นและยิ่งใหญ่อีกครั้ง ก็ถึงเวลาที่จะช่วยเหลือทุกคนในใต้หล้า
สิ่งที่สีจิ้นผิงกล่าวมาทั้งหมดนี้ คือเทียนเซี่ยที่ต่่างจากยุคโบราณโดยสิ้นเชิง และยังต่างจากเทียนเซี่ยที่เกิดขึ้นใหม่โดยมหาอำนาจที่ผูกขาดเพียงประเทศเดียว
ตอนนี้ จีนกำลังเป็นหัวหอกสำคัญที่ต่อต้านการผูกขาดอำนาจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นระเบียบโลกชุดปัจจุบัน และนักวิชาการจีนศึกษาเรียกระเบียบโลกนี้ว่า 'เหม่ยกั๋ว เทียนเซี่ย' (美國天下) หรือระบบเทียนเซี่ยแบบอเมริกัน (American Tianxia) ซึ่งผู้ที่พูดถึงเรื่องนี้่ได้อย่างมีมิติน่าสนใจ คือ นักวิชาการชาวจีน-ออสเตรเลีย หวางเกิงอู่ (王賡武)
เราจะมาตีแผ่อำนาจของ 'เหม่ยกั๋ว เทียนเซี่ย' กันต่อไปในภายหน้า
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2025 และเผยแพร่โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ซึ่งเป็นสำนักข่าวทางการของเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2025 แสดงให้เห็นผู้นำหลายคนจากหลายประเทศ รวมถึงประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน และผู้นำคิมจองอึน ของเกาหลีเหนือ ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันก่อนการสวนสนามทางทหารเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะเหนือญี่ปุ่นและการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง (ภาพโดย KCNA ผ่าน KNS / AFP)