เรื่องหนึ่งที่ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาถูกคนไทยกล่าวหามาดดยตลอดก็คือ เขาได้ทุนโควต้าสำหรับทหารไทยไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ (West Point) ซึ่งการได้มาซึ่งโควต้านั้น "ว่ากันว่า" มีนายทหารใหญ่คนหนึ่งของไทยเป็นผู้จัดแจงให้
ต้องอธิบายก่อนว่าเรื่องนี้ไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่พึงทราบว่าในช่วงทศวรรษที่ 90 นั้นชนชั้นนำทางทหารของไทยมีความสนิทสนมกับชนชั้นนำของกัมพูชเป็นพิเศษ
บอกได้แค่นี้
ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม ฮุน มาเนตถูกคนไทย 'ล้อ' และ 'ทวงบุญคุณ' มาโดยตลอด จนกระทั่งถูกคนไทยดูถูกหนักๆ อีกครั้งหลังจากที่เขาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายทหารเวสต์พอยต์ สหรัฐอเมริกา เมื่อ 27 ปีที่แล้ว (29 พฤษภาคม 1999) ในเฟซบุ๊คของเขา
หลังจากนั้นฮุน มาเนตจึงตอบโต้โดยโพสต์เฟซบุ๊คอีกครั้งว่า มีชาวไทยบางคนแสดงความคิดเห็นว่า ผมได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายทหารเวสต์พอยต์ สหรัฐอเมริกา ผ่านโควตาที่จัดสรรให้กับกองทัพไทย ความคิดเห็นทำนองนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว แต่ผมไม่เคยตอบโต้เพราะคิดว่าไม่จำเป็น ครั้งนี้ ผมอยากจะชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจนสักครั้งเพื่อยุติความเข้าใจผิดนี้ คำตอบสั้นๆ ของผมคือ ผมไม่ได้เข้าเรียนที่เวสต์พอยต์ผ่านโควตาจากกองทัพไทย "
จากนั้นฮุน มาเนตก็ร่ายเหตุผลซึ่งผมจะสรุปสั้นๆ ว่า
1. อ้างว่าสหรัฐฯ เป็นประเทศใหญ่จะให้ทุนใครก็ให้ตรงๆ ไปเลยไม่ต้องผ่านไทย
2. อ้างว่าประเทศที่ได้โควต้าทุนไปเรียนที่สหรัฐฯ จะโอนโควต้าให้ประเทศอื่นไม่ได้
3. อ้างว่าประกาศณียบัตรจากเวสต์พอยต์ไม่ได้บอกว่าเป็นนักเรียนจากไทยแต่บอกว่ามาจากกัมพูชา
4. อ้างว่าต้องการไปเรียนที่เวสต์พอยต์ต้องได้รับการเสนอชื่อจากกระทรวงกลาโหมของประเทศตนเอง พร้อมกับการรับรองจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศนั้น
นี่เป็นคำตอบของฮุน มาเนต
คนไทยจะเชื่อหรือไม่ก็อีกเรื่อง
ส่วนผมเองนั้นไม่อยากจะเชื่อ ไม่ใช่ว่าฮุน มาเนตโกหก เพียงแต่เบื้องหลังการไปเวสต์พอยต์ของเขากับบริบทการเมืองระหว่างประเทศนั้นมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลอยู่ ดังนั้นผมอยากจะตั้งข้อสงสัยต่อฮุน มาเนตก็คือ
1. สหรัฐฯ จะให้ทุนกับใครก็ได้ก็จริง แต่ประเทศที่จะได้ทุน (หรือแม่แต่ออกเงินเองแล้วไปเรียน) ที่เวสต์พอยต์จะต้องเป็นประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น ส่วนกัมพูชาไม่ใช่พันธมิตรของสหรัฐฯ จุดยืนของกัมพูชาตั้งแต่สมัยเจ้าสีหนุคือการเป็นประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดแต่เอียงไปทางจีน ในบางกรณีกัมพูชามีท่าทีไม่เป็นคุณต่อสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ ช่วงทศวรรษที่ 90 ตอนที่ฮุน มาเนตได้ทุนไปเวสต์พอยต์ก็ยังเป็นช่วงที่กัมพูชาไม่ได้เป็นพันธมิตรกับใคร และถือเป็นช่วงฟื้นตัวจากสงครามกลางเมือง ดังนั้น เป็นประเทศที่ไม่มีคุณประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศในสายตาของรัฐบาลอเมริกัน สรุปสั้นๆ ก็คือ กัมพูชาไม่ใช่พันธมิตรสหรัฐฯ แล้วฮุน เมานตไปเรียนที่เวสต์พอยต์ได้อย่างไร?
2. การไปเวสต์พอยต์ของฮุน มาเนต "อาจจะ" ไม่ใช่โควต้าของไทยก็จริง แต่การไปเวสต์พอยต์จะต้องใช้ "เส้น" ของพันธมิตรสหรัฐฯ หรือจะต้องมี "เส้น" ของนักการเมืองและชนชั้นปกครองของสหรัฐฯ จึงจะได้สิทธินั้น ในเรื่องนี้มีการตั้งข้อสังเกตเอาไว้เมื่อปี 2022 ในรายงานของ rfa ภาคภาษาเขมรเรื่อง "พวกอเมริกันจะไม่แปลกใจเลยหากฮุน มาเนต เข้าเรียนในโรงเรียนนายทหารของสหรัฐฯ ผ่านเส้น"
อนึ่ง "เส้น" ในภาษาเขมรใช้คำว่า "ขแส" (ខ្សែ) ซึ่งแปลว่าเส้นสายเหมือนภาษาไทย
เหตุที่ rfa ตั้งข้อสงสัยเรื่องการใช้ "เส้น" ของฮุน มาเนต เพราะเมื่อปี 2021 ฮุน เซนพ่อของเขา เผยจดหมายที่ฮุน มาเนต เขียนว่า การสมัครเข้าเรียนโรงเรียนทหารในสหรัฐอเมริกานั้นยากมาก เพราะส่วนใหญ่คนที่ได้เข้าเรียนเป็นชาวอเมริกัน และหากเป็นนักเรียนต่างชาติ ก็ต้องยื่นคำขอพิเศษเสียก่อน เขากล่าวต่อว่า ตามลุงของเขาบอก ตราบใดที่ผู้ช่วยเหลือมีตำแหน่งเป็นนายพลหรือเอกอัครราชทูตในต่างประเทศ ก็สามารถเข้าเรียนได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นักเรียนต่างชาติอย่างเขาต้องสมัครในฐานะนักการทูต (ภายใต้กรอบการทูต)
สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ จดหมายนี้เอ่ยถึง "ลุง" (អ៊ំប្រុស) คนๆ นี้ควรเป็นคนที่มีอายุมากกว่าฮุน เซน และให้คำแนะนำเรื่องการส่งลูกของฮุน เซนไปเรียนที่เวสต์พอยต์ และคำแนะนำนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับการให้คนต่างชาติมาช่วยรับรอง
เป็นไปได้ไหมว่า "ลุง" คนนี้เป็นคนที่มีอิทธิพลชาวต่างประเทศ? แล้วควรเป็นประเทศไหน?
เรื่องนี้ทำให้สม รังสี แกนนำฝ่ายค้านของกัมพูชาชี้สวนฮุน มาเนตมาแล้วครั้งหนึ่งในปีนั้นโดยบอกว่าเพราะบารมีพ่อลูกจึงเรียนจบมาได้ ทั้งให้ทั้งคู่มีวิวาทะต่อกัน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก เพราะย้อนกลับไปในปี 2019 ก็เคยปะทะคารมกันมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยสม รังสี ตำหนิว่า ฮุน เซนและครอบครัวเป็น "ตัวอย่างที่ไม่ดี" ที่ทำการ "โอ้อวดปริญญาปลอมหรือประกาศนียบัตรชั้นสอง" ซึ่งเขาอ้างว่ามีมาตรฐานทางวิชาการต่ำกว่าและสงวนไว้สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มี "เส้นสายทางการเมือง"
จนกระทั่งในปี 2023 สม รังสี ก็ "เปิดวอร์" อีกครั้งโดยใช้จดหมายของฮุน มาเตนั่นเองมาโจมตีเขา บอกว่าฮุน มาเนต เข้าเรียนโรงเรียนทหารในสหรัฐอเมริกาเพราะการสนับสนุนของพ่อของเขา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด
อย่างไรก็ตาม ฮุน มาเนต ยืนยันว่าการเข้าเรียนที่เวสต์พอยต์จนจบการศึกษานั้นเป็นเพราะความสามารถของเขาเองล้วนๆ และสวนกลับสม รังสีว่า กำลังกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าเป็นประเทศที่เล่นเส้นอยู่หรือไม่
แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่สหรัฐฯ จะมีการเล่นเส้น?
รายงานของ rfa ทำการสัมภาษณ์ลอเร เดอ วุลปิลลิแยร์ (Laure de Vulpillieres) หรือที่รู้จักกันในชื่อ วูป (Voop) อดีตศาสตราจารย์จาก Harvard Kennedy School กล่าวว่า "เป็นเรื่องปกติ แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ที่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกาจะกำหนดให้นักเรียนต้องมีเส้นสายหรือผู้มีอิทธิพลเป็นผู้ค้ำประกันก่อนจึงจะสามารถเข้าเรียนได้ โดยเฉพาะนักเรียนต่างชาติที่เป็นบุตรหลานของผู้มีอิทธิพลอย่างฮุน เซน" และ "การที่บุตรชายของชาวต่างชาติเข้าเรียนในสถาบันการทหารที่มีชื่อเสียงของอเมริกาเช่นนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจมีการประนีประนอมบางอย่างเพื่อให้เขาสามารถเข้าเรียนได้"
เดอ วุลปิลลิแยร์กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ฮุน มาเนตเขียนใมนจดหมายนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสหรัฐฯ นั้นคือการใช้เส้น เธอกล่าวว่า “บุคคลผู้ทรงอิทธิพลเหล่านั้นอาจเป็นสมาชิกสภาคองเกรสหรือแม้แต่สมาชิกวุฒิสภา เพราะพวกเขาทราบดีว่าต้องออกจดหมายรับรองให้กับนักเรียนที่พวกเขาไม่รู้จัก หรือเคยพบเพียงครั้งเดียว หรือรู้จักผ่านทางพ่อหรือแม่ เป็นต้น ฉันคิดว่าระบบแบบนี้ไม่ดี เพราะมันทำให้คนที่มีอำนาจและอิทธิพล หรือคนที่มีเส้นสายหรือผู้สนับสนุน เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงได้ง่าย ดังนั้นสิ่งที่เขากล่าวในจดหมายนั้นจึงเป็นความจริงอย่างแน่นอน นั่นคือ เขาต้องมี “เส้นสายหรือผู้รับรองที่มีอิทธิพลหรืออำนาจในอเมริกาเพื่อช่วยให้เขาเข้าเรียนในโรงเรียนนั้นได้”
ไม่ใช่แค่โรงเรียนนายร้อย แต่สถาบันการศึกษาชั้นนำก็ยังต้องใช้ "เส้น" ซึ่งเดอ วุลปิลลิแยร์ กล่าวว่า "ฉันไม่รู้เรื่องโรงเรียนนายทหาร แต่ที่ฮาร์วาร์ด นักศึกษา (ที่มีเส้น) สามารถได้รับประกาศนียบัตรได้แม้จะมีเกรด D ก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ถ้าคุณเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ดได้ คุณก็จะได้รับประกาศนียบัตร เพราะนักศึกษาสามารถเลือกวิชาที่ง่ายๆ เพื่อให้ผ่านได้"
แม้จะยืนยันไม่ได้ว่า "ลุง" หรือ "ผู้มีเส้น" คนไหนที่ช่วยฮุน เซนส่งลูกไปเรียนเวสต์พอยต์ แต่จากจดหมายของฮุน มาเนต มันเป็นหลักฐานในตัวว่าฮุน มาเนต "ไม่ใช้เส้นไม่ได้"
และอดีตศาสตราจารย์ของฮาร์วาร์ดก็ยืนยันว่าในสหรัฐฯ มีการเล่นเส้นจริง และเป็นไปได้ทมี่จะใช้เส้นเข้าเวสต์พอยต์และฮาร์วาร์ด
"เส้น" ที่ว่านั้นไม่น่าจะอยู่ในกัมพูชา เพราะกัมพูชาไม่ใช่พันธมิตรของสหรัฐฯ แม้แต่ฮุน เซนก็ไม่มีมีบารมีพอที่จะเอาลูกตัวเองไปยัดเข้าเวสต์พอยต์ได้
นอกจากนี้ หลังจากที่ฮุน มาเนตเรียจบในปี 1999 ฮุน เซน ยังเกือบไม่ได้วีซ่าไปเยี่ยมและแสดงความยินดีกับลูกชาย เพราะเมื่อสองปีก่อนหน้านั้น คือในปี 1997 เกิดการรัฐประหารในกัมพูชาซึ่งฮุน เซน นายกรัฐมนตรีคนที่สองขับไล่กลุ่มของเจ้านโรดม รณฤทธิ์นายกรัฐมนตรีคนที่แรกออกไปจากวงอำนาจ ทำให้เขากุมอำนาจแต่เพียงผู้เดียวนับแต่นั้น (กัมพูชาเคยใช้ระบบนายกรัฐมนตรีสองคนจากกลุ่มอำนาจต่างกัน)
ด้วยเหตุนี้ สภาคองเกรสจึงพยายามขัดขวางไม่ให้ออกวีซ่าให้ฮุน เซน ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ที่จะอนุญาตให้เขาไปพบหน้าฮุน มาเนตได้ในที่สุด
เรื่องนี้นิ่งแสดงให้เห็นว่าบารมีฮุน เซนไม่ถึงแถมยังถูกขัดขวางจากสหรัฐฯ เสียด้วย
แต่ทำไมสหรัฐฯ ถึงยอมให้ลูกชายของฮุน เซนไปเรียนที่เวสต์พอยต์ได้?
เมื่อปี 2020 อึม สัมอาน (អ៊ុំ សំអាន) แกนนำฝ่ายค้านคนหนึ่งของกัมพูชากล่าวว่า การที่ ฮุน มาเนต เข้าไปเรียนที่เวสต์พอยต์ได้ง่ายๆ ก็เพราะ "ตั้งแต่แรกเริ่ม พวกเขา (สหรัฐฯ) มักเลือกบุตรหลานของผู้มีอำนาจหรือนายพลให้ไปเรียนที่เวสต์พอยต์ และไม่ใช่ว่าอเมริกาจะทุจริตหรือมีการเล่นพรรคเล่นพวก นั่นเป็นเพียงนโยบายของโรงเรียนนั้น พวกเขาต้องการให้การศึกษาแก่บุตรหลานของผู้มีอำนาจเพื่อให้พวกเขารู้จักประชาธิปไตยในอเมริกา ต่อมา พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลง พวกเขาสามารถนำประชาธิปไตยไปปลูกฝังในประเทศเผด็จการได้"
สิ่งที่อึม สัมอานกล่าวนี้เป็นความจริงกับไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งมีนักเรียนนายร้อยไปศึกษาที่เวสต์พอยต์ตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้มีการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มร้อย ในแง่หนึ่งสหรัฐฯ ให้โควต้าประเทศเหล่านี้ไปเรียนที่เวสต์พอยต์ก็เพื่อจะให้มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยจริงๆ แต่ในแง่หนึ่งสหรัฐฯ นั้นไม่สนหรอกว่าประเทศพันธมิตรจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย ตราบใดที่พวกเขารับใช้ผลประโยชน์ของอเมริกัน ดังนั้น การจะได้โควต้าไปเรียนเวสต์พอยต์หรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำประเทศนั้น "ดูมีแวว" ว่าจะรับใช้ผลประโยชน์อเมริกันหรือไม่
หากฮุน มาเนตได้เส้นมาก็น่าจะเป็นเส้นเพราะเหตุผลนี้ หรือไม่ก็มีคนต่างชาติที่มีบารมีไปรับประกันกับรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า "ครอบครัวฮุน" จะสนองต่อผลประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ในภายภาคหน้า สหรัฐฯ จึงยอมคล้อยตาม
แต่ปรากฏว่าเกิดผลตรงกันข้าม
เอม สุวัณณรา (ឯម សុវណ្ណរ៉ា) นักรัฐศาสตร์กัมพูชากล่าวว่า ฮุน มาเนต ซึ่งจบจากเวสต์พอยต์แท้ๆ กลับไม่ได้ช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสองประเทศให้ดีขึ้น เขากล่าวไว้เมื่อปี 2020 ว่า “ผมคิดว่า การจบจากเวสต์พอยต์นั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำต้องการไปในทิศทางใด ใช่ไหมครับ? ถ้าเขาจบจากเวสต์พอยต์ แต่หันไปหาจีน เขาจะไม่สามารถช่วยพัฒนาหรือฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและสหรัฐฯ ให้ดีขึ้นได้ ขอให้ผมยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คือ บุตรชายของนายกรัฐมนตรี คือ ฮุน มาเนต จบจากเวสต์พอยต์ แต่เราเคยเห็นมาแล้วว่า การฟื้นฟูความสัมพันธ์ของกัมพูชา (กับสหรัฐฯ) ไม่ได้ก้าวหน้าไปถึงระดับเดียวกับจีน ลองละเว้นการฝึกซ้อมในอดีตกับสหรัฐฯ และ Angkor Sentinel (ឆ្មាំអង្គរ) ไป เรามีเพียงการฝึกซ้อมมังกรทองกับจีนเท่านั้น ดังนั้น นโยบายหรือการสร้างความสัมพันธ์จึงขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมือง หรือที่จริงแล้ว ขึ้นอยู่กับทัศนคติทางการเมืองของผู้นำแต่ละคน”
จนถึงวันนี้ เราก็ยังเห็นว่ากัมพูชาแนบสนิทกับจีนมากกว่า ทั้งๆ ที่มีนายกรัฐมนตรีจบการศึกษาด้านการทหารจากสหรัฐฯ
สหรัฐฯ ก็ยังพยายามจะใช้เหตุปัจจัยนี้ (ฮุน มาเนตเป็นศิษย์เวสต์พอยต์) ในการสร้างสัมพันธ์ทางการทหารกับกัมพูชา ดังจะเห็นว่าในปี 2015 สหรัฐฯ ให้ทุนชาวกัมพูชาไปเรียนที่โรงเรียนนายร้อยแห่งต่างๆ ในสหรัฐฯ
แต่ไม่กี่ปีถัดมากัมพูชาตอบแทนด้วยการไปตีสนทกับจีนในเรื่องการทหาร และลดระดับความสัมพันธ์ทางการทหารกับสหรัฐฯ กับทั้งการกดขี่สิทธิมนุษยชนของระบอบฮุน เซนทำให้ถอนทุนที่ให้นักเรียนกัมพูชาทั้งหมด ทำให้นักเรียนนายร้อยเขมรต้องนอรัฐบาลกัมพูชาควักเงินเองเพื่อเรียนต่อให้จบ
ตกลงแล้ว การลงทุนกับฮุน มาเนตถือเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของสหรัฐฯ หรือไม่?
แต่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ถ้า "ท่านลุง" ที่ฮุน มาเนตเอ่ยถึงว่าเป็นเส้นสายให้เขาไปเรียนที่เวสต์พอยต์กลับกลายเป็นคนใหญ่คนโตในไทย
นี่ไม่เท่ากับไทยลงทุนพลาดมหันต์เท่านั้น แต่เท่ากับเลี้ยงงูเห่าเอาไว้ทำร้ายเราทีเผลอด้วยซ้ำ
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ฮุน มาเนต ในวันสำเร็จการศึกษาที่เวสต์พอยต์ จาก Hun Manet/Facebook