เหตุผลว่าทำไมจีนถึงจะไม่ใช้ Land Bridge ของไทยเป็นทางเลือกแทนช่องแคบมะละกา

เหตุผลว่าทำไมจีนถึงจะไม่ใช้ Land Bridge ของไทยเป็นทางเลือกแทนช่องแคบมะละกา

ในระหว่างที่เกิดวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มวิตกว่า หากในอนาคตเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนขึ้นมา ช่องแคบมะละกาก็อาจจะเกิดวิกฤตการณ์แบบเดียวกัน

ดังนั้น ในช่วงไม่กี่สัปดาห์นี้ ประเทศอาเซียนจึงมีปฏิกิริยาต่างๆ กันไปต่อความกลัวที่ว่า เช่น อินโดนีเซียเสนอที่จะเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกา (นัยว่าไม่ใช่เพื่อหาเงิน แต่เพื่อ'วางก้าม'แสดงอำนาจในการควบคุม ก่อนที่ประเทศที่สามจะเข้ามาชุบมือเปิบ) 

ขณะที่ วิเวียน พลกฤษณัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์ในงานอีเวนต์หนึ่งว่า เสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์จะต้องได้รับการรักษาไว้สำหรับทุกฝ่าย และสิงคโปร์จะไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่จำกัดเส้นทางเดินเรือนี้

ส่วนไทยซึ่งถือเป็นปากทางเข้าช่องแคบทะละกาทางตะวันตกก็ขยับบ้างโดยขุดโครงการ Land Bridge ขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง 

ในที่นี้เราจะไม่อภิปรายกันว่า Land Bridge มันคุ้มหรือไม่คุ้มอย่างไร แต่จะตอบคำถามของบางคนที่สงสัยว่า "ผู้ใช้บริการคนสำคัญของ Land Bridge คือจีนใช่หรือไม่?"

ความสงสัยนี้ตั้งอยู่บนสมติฐานเรื่อง Malacca dilemma หรือ ความกังวลว่าจีนอาจจะถูกปิดทางเข้าออกที่ช่องแคบมะละกาหรืออย่างน้อยก็เข้าออกทางนี้ไม่สะดวก เพราะ 'ปัญหาเรื่องความมั่นคง'

ปัญหาเรื่องความมั่นคงนี้แต่ก่อนรวมถึงปัญหาเรื่องโจรสลัดที่ชุกชุมในบริเวณช่องแคบมะละกา ต่อมายังมีปัญหาเรื่องการก่อการร้าย แต่ทั้งสองปัญหานี้เป็นเรื่องเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ปัจจุบัน ปัญหาเรื่องความมั่นคงในแง่มุมของจีนนั้นคือความเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกา แล้วสหรัฐฯ ทำการปิดช่องแคบมะละกาไม่ให้สินค้าจากจีนออกจากทะเลจีนได้ไปยังตะวันตก ในทางกลับกันสินค้าจำเป็นเช่นน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกลางก็เข้ามาทะเลจีนใต้ไม่ได้

พึงทราบว่า จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบมะละกาเข้าสู่ทะเลจีนใต้มีมากกว่าเรือที่ผ่านคลองสุเอซถึงสามเท่า และมากกว่าเรือที่ผ่านคลองปานามาถึงห้าเท่า

ความกังวลเรื่อง  Malacca dilemma ควรจะมีมากขึ้นหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซใช่ไหม? และจีนควรจะสนับสนุนโครงการ Land Bridge ของไทยใช่หรือไม่?

เราไม่มีคำตอบจากจีน แต่ ดังนั้นเราจะวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลต่างๆ ที่มีเพื่อพิจารณากันว่าทำไมจีนอาจจะไม่จำเป็นต้องอาศัย Land Bridge ของไทยอีกต่อไปเพื่อแก้ปัญหา Malacca dilemma ในกรณีที่วันหนึ่งมันเกิดสถานการณ์แบบฮอร์มุซ

สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอลกับอิหร่านอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า "สหรัฐฯ แพ้" เพราะปล่อยให้อิหร่านควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้ ดังนั้น สหรัฐฯ จึงไม่มีแสนยานุภาพมากพอที่จะควบคุมช่องแคบมะละกาได้แน่ๆ 

แต่ความเห็นนั้นไม่ถูกต้อง เพราะตอนนี้สหรัฐฯ ทำการปิดล้อมอิหร่านโดยทำการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอีกต่อหนึ่งโดยกั้นอิหร่านไม่ให้ออกมาแม้อิหร่านจะกั้นไว้ภายในไม่ให้เรือของพันธมิตรอเมริกันออกมาได้เหมือนกัน แต่การปิดกั้นอิหร่านนั้นทรงพลังกว่า "เพราะสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้เสียหาย" จากการที่น้ำมันในอ่าวเปอร์เซียออกไม่ได้ แต่อิหร่านต่างหากคือฝ่ายที่ถูกปิดล้อม

นี่เป็นแผนการระยะยาวของสงครามเศรษฐกิจที่เรียกว่า Economic Fury ซึ่งดำเนินมาก่อน Operation Epic Fury เสียอีก 

อีกเรื่องก็คือ สหรัฐฯ ยังคงเป็นมหาอำนาจทางทะเลอันดับหนึ่งของโลก ด้วยกองเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดในโลก การที่สหรัฐฯ "พลาดท่า" ในสงครามกับอิหร่านไม่ได้หมายความว่าแสนยานุภาพจะหมดสิ้นไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความทะเล่อทะล่าทางยุทธศาสตร์ (Military blunder) ชั่วครั้งชั่วคราว

หากสหรัฐฯ เตรียมการมาดี และต้องการจะจบอิหร่านแบบม้วนเดียวก็ย่อมทำได้ แต่สหรัฐฯ "ยังไม่ได้ทำ"

ดังนั้น ไม่ใช่ว่าสหรัฐฯ ทำพลาดที่ฮอร์มุซแล้วจะพลาดแบบเดียวกันอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ในส่วนของมะละกาเองก็ยังไม่มีประเทศแบบอิหร่านที่สามารถจะต้านทาน "การรุกราน" ของสหรัฐฯ ได้แบบอิหร่านเลย (ย้่ำอีกครั้งว่าอิหร่านต้านได้เพราะสหรัฐฯ พลาดและ/หรือไม่ได้เตรียมตัวกับสงครามครั้งนี้) 

อีกประการหนึ่ง ตอนนี้มีอย่างน้อย 2 ประเทศที่มีข้อตกลงด้านยุทธศาสตร์ททงทหารกับสหรัฐฯ และให้สหรัฐฯ มาใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการทหารได้ นั่นคือ ไทยและสิงคโปร์ ในแง่นี้เท่ากับสหรัฐฯ ควบคุมช่องแคบมะละกาเอาไว้แล้ว "จะบีบเค้นมันเมื่อไรก็ได้"

โดยเฉพาะไทยที่ต้องการจะเร่ง Land Bridge นั้น คนไทยที่คิดว่าจีนเห็นว่า Land Bridge น่าจะเป็นตัวเลือกในการเลี่ยงช่องแคบมะละกาควรคิดใหม่ เพราะช่วงไม่กี่สัปดาห์นี้มีเครื่องบินทหารสหรัฐฯ แวะที่กระบี่หลายครั้ง และยังมีข่าวลือว่าสหรัฐฯ ขอที่จะตั้งฐานทัพที่พังงาด้วยซ้ำ

ข่าวลือเรื่องฐานทัพและข่าสเครื่องบินทหารขึ้นๆ ลงๆ นี้แม้จะไม่ใช่ชัดเจน แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะปิดประตูไม่ให้จีนตั้งความหวังอะไรมากมายกับ Land Bridge ของไทย เพราะนี่ไม่ใช่เท่ากับว่า Land Bridge กลายเป็น Malacca dilemma หมายเลข 2 ไปแล้วล่ะหรือ?

และถึงแม้ว่าสหรัฐศฯ จะนั่งเต๊ะท่าเฉยๆ ในแถบปากทางเข้า (ไทย) และออก (สิงคโปร์) ของช่องแคบมะละกา ก็ยังมีอีกประเทศหนึ่งที่อาจจะเป็นตัวช่วยออกแรงแทนสหรัฐฯ ด้วย นั่นคือ อินเดีย

แม้ว่าบางคนจะเถียงว่า อินเดียกับจีนเป็นสมาชิก BRICS ด้วยกัน คงไม่ทำอะไรกันหรอกน่า ผมขอเตือนว่าความคิดนี้ไร้เดียงสาเกินไป และมองว่า BRICS เป็นยาครอบจักรวาลที่รักษาโรคทางการเมืองด้วย ทั้งๆ ที่ BRICS เองเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ แถมยังรวมกันแบบหลวมๆ และมีเรื่องไม่ลงรอยกันในกลุ่มเสียอิก

ในแง่การเมือง อินเดียกับจีนในเรื่องระหองระแหงกันเกี่ยวกับชายแดน อีกทั้งจีนยังเป็นมิตรสนิทกับปากีสถานอันเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของอินเดีย และชาวอินเดียก็ยังเป็นเจ้าของทฤษฎีที่ทำให้โลกมองจีนด้วยสายตาระแวง คือทฤษฎี Debt-trap diplomacy (ที่บอกว่าจีนปล่อยเงินกู้ให้ชาติอื่นเพื่อให้ชาตินั้นเป็นทาสเงินกู้แก่ตน เช่น มัลดีฟส์ อันเป็นติ่้งของอนุทวีป) และทฤษฎี String of Pearls (ที่บอกว่าจีนลงทุนท่าเรือในประเทศต่างๆ รอบอินเดียเพื่อล้อมอินเดียไว้ เช่นที่ศรีลังกา ซึ่งอินเดียถือเป็นหลังบ้านของตน)

แบบนี้จะไว้ใจอินเดียยังไงไหว?

วันดีคืนดี อินเดียจะปิดทางเข้าออกมหาสมุทรอินเดียบ้างก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเมื่อจะเข้าช่องแคบมะละกาที่ไทยก็ต้องผ่านหมู่เกาะนิโคบาร์และอันดามันของอินเดียเสียก่อน 

หรือถ้าวันไหนสหรัฐฯ ปะทะกับจีนขึ้นมาจริงๆ แล้วร้องขอความช่วยเหลือจากอินเดีย อินเดียมีหรือจะปฏิเสธในการปิดมหาสมุทรอินเดียไม่ให้เรือจีนเข้าออกช่องแคบมะละกาได้

เพราะสหรัฐฯ และอินเดียต่างเป็นพันธมิตร Quadrilateral Security Dialogue หรีอ Quad อันเป็นกลุ่มต่อต้านอิทธิพลจีนที่ประกอบไปด้วยออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา  

ทั้งสองสถานการณ์นี้ถ้าเกิดขึ้นมาจะไม่ได้เกิด "ภายใน" ช่องแคบมะละกา แต่จะเกิดที่ปากทางเข้าช่องแคบล นั่นคือ ไทย

เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว Land Bridge จึงไม่ได้เป็น Malacca dilemma หมายเลข 2 แต่เป็นสารตั้งต้นของ Malacca dilemma ด้วยซ้ำ

แล้วจีนมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า Land Bridge ของไทยหรือไม่?

คนที่พูดถึง Malacca dilemma หรือ 马六甲困境 คนแรกคือ หูจิ่นเทา อดีตเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน จากข้อมูลของวารสาร South Asian Studies Quarterly หรือ 南亚研究季刊 (ปี 2014) ระบุไว้ว่าหูจิ่นเทา เคยมีสุนทรพจน์เกี่ยวกับปัญหาเรื่องความลักลั่นเกี่ยวกับช่องแคบมะละกา และ "ทำให้รัฐบาลกลางเร่งจัดทำแผนและโครงการเพื่อแก้ไข 'ความลักลั่นเกี่ยวกับช่องแคบมะละกา' (马六甲困局) โดยแผนและโครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้แก่ (1) การขุดคลองกระในไทยเพื่อเชื่อมทะเลจีนใต้กับมหาสมุทรอินเดีย (2) การวางท่อส่งน้ำมันและก๊าซใต้น้ำตามเส้นทางคอคอกกระ (3) การสร้างระบบทางรถไฟระหว่างเอเชียเพื่อขนส่งน้ำมัน"

ดังนั้น ที่จริงแล้ว Land Bridge (หรือคลองกระและท่อน้ำมันข้ามคอคอดกระ) ของไทยก็เป็นตัวเลือกหนึ่งเหมือนกัน (รวมถึงการขุดคลองคอคอดกระด้วย) เพียงแต่เมื่อพิจารณาจากเหตุปัจจัยข้างต้นแล้ว ผมเกรงว่าจีนก็คงไม่เห็นว่า Land Bridge มันต่างจากช่องแคบมะละกาตรงไหน  แน่นอน มันอาจช่วยร่นระยะเวลาได้ แต่ก็ไม่มาก แถมยังไม่ช่วยอะไรในกรณีที่สหรัฐฯ ต้องการปิดล้อมจีนขึ้นมาจริงๆ 

อีกทั้ง เมื่อตออนที่หูจิ่นเทาเอ่ยถึงปัญหาคอคอดกระและจีนมองไทยเป็นตัวเลือกแทนช่องแคบมะละกานั้น มันคือปี 2003 เป็นอย่างเร็วที่สุด ซึ่งจีนยังไม่ผงาดเต็มที่จนเกิดการเขม่นกับสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ไทยจึงเป็นทางเลือกได้ แต่จีนก็น่าจะมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่าการพึ่งไทยอย่างเดียวน่าจะไม่ไหว

ดังนั้น นอกจาก Land Bridge แบบการเชื่อมชายฝั่งระหว่างคายสมุทรแล้ว จีนยังต้องมองการเชื่อมต่อ Land Bridge ระหว่างแผ่นดินใหญ่ของประเทศต่างๆ ด้วย นั่นคือ การไม่ใช้การขนส่งทางทะเลเอาเลย  

เช่น ทางรถไฟจีน-ปากีสถาน (中巴铁路) โดยจะขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียผ่านท่าเรือกวาดาร์ของปากีสถาน แม้ว่าการขนส่งจะทำได้ในปริมาณจำกัด แต่อย่างน้อยก็ช่วยแก้ขัดได้หากเกิดการปิดล้อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนี่เป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (CPEC)

ยังมีสะพานน้ำมันแพนเอเชีย (泛亚石油大陆桥) ซึ่งแต่เดิมเป็นแผนการของ Mitsubishi Group ของญี่ปุ่น ExxonMobil ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นท่อส่งก๊าซธรรมชาติความยาว 8,000 กิโลเมตรที่ทอดข้ามทวีปยูเรเซีย เชื่อมต่อเอเชียกลางและตะวันออกไกล โดยเริ่มต้นจากประเทศเติร์กเมนิสถาน ผ่านอุซเบกิสถานและคาซัคสถาน ข้ามตอนเหนือของจีน และสิ้นสุดที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของญี่ปุ่น แต่จีนก็มีโครงการของตัวเองเหมือนกัน คือ สะพานแผ่นดินใหญ่ยูเรเชียใหม่ (新亚欧大陆桥) ซึ่งสามารถไปถึงเตหะรานของอิหร่านด้วยระยะทาง 9,977 กิโลเมตร ทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 20% เมื่อเทียบกับการขนส่งทางทะเล และลดระยะเวลาเดินทางลงครึ่งหนึ่ง ที่สำคัญก็คือเส้นทางนี้ผ่านทั้งประเทศผู้ัผลิตพลังงานหลักของโลก (อิหร่านและเอเชียกลาง) และยังผ่านแหล่งพลังงานหลักของจีน (ซินเจียง)  

และยังมีการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันจากเมืองจิตตะกอง เมืองท่าของบังกลาเทศไปยังเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน และในพื้นที่เดียวกัน (บริเวณอ่าวเบงกอล) จีนยังฝากความหวังไว้ที่ท่อส่งน้ำทันจากท่าเรือเจ้าก์ผิ่วในเมืองเมียนมาไปยังเมืองคุนหมิง

สองตัวเลือกหลังนี้จีนสามารถส่งสินค้าและพลังงานผ่านเมียนมาได้โดยไม่ต้องผ่านไทยด้วยซ้ำ เพียงแต่มีเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือ สถานการณ์ภายในเมียนมาต้องควบคุมได้ ซึ่งในแง่นี้เพียงแค่ต้องอาศัยปัจจัยภายในเมียนมาเป็นหลัก เทียบกับ Land Bridge ของไทยแล้วต้องพิจารณาปัจจัยภายนอกมากมาย การพึ่งพา Land Bridge แผ่นดินใหญ่ผ่านเมียนมาถือว่าง่ายกว่ามาก

กระนั้นก็ตาม มีข้อยกเว้นเรื่องหนึ่ง นั่นคือ ตราบใดที่ไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ตราบนั้นจีนก็สามารถใช้ Land Bridge ของไทยได้เหมือนกัน

คำถามต่อมาก็คือ มันคุ้มหรือไม่ในแง่โลจิสติกส์

เราพูดถึงจีนเป็นหลักในบทความนี้ เพียงแต่ในเวลานี้ รัฐบาลไทยไม่ได้มองจีนเป็นผู้ลงหลักของ Land Bridge อีกแล้ว เนื่องจากมีผู้สนใจจากตะวันออกกลางที่อยากจะสร้างท่อส่งพลังงานผ่านระบบ Land Bridge ของเรามากกว่าเพราะเห็นความจำเป็นในด้านโลจิสติกส์

นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะบทความนี้ต้องการจะตอบคำถามเชิงวิเคราะห์ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่าง Land Bridge กับความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ของจีนเท่านั้น

หวังว่ามาถึงจุดนี้ คำตอบน่าจะชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว 

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ภาพแคปหน้าจอจากคลิปรายงานเรื่อง 我国能源安全:破解马六甲困局的四大措施 / 古史新谈君
 

TAGS: #LandBridge #จีน