ใครที่บอกว่าทรัมป์ประกาศยุติสงครามกับอิหร่าน คนๆ นั้น "อ่านข่าวไม่แตก" และยิ่ง "วิเคราะห์สถานการณ์" ไม่เป็น
นักรัฐศาสตร์และผู้สื่อข่าวต่างก็ทราบกันอยู่แล้วว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจการส่งทหารไป "ปฏิบัติการ" ยังประเทศอื่นได้โดยไม่ต้องแจ้งต่อรัฐสภาในระยะเวลา 60 วัน หากเลยจากนั้นต้องแจ้งต่อสภาแล้วสภาจะอนุมัติให้ดำเนินการต่อหรือไม่ก็แล้วแต่ หรือจะยกระดับให้เป็นการประกาศสงครามก็ยังได้
เรื่องนี้ The Better เคยเขียนไปแล้ว เรื่องอำนาจของประธานาธิบดีอเมริกันในการส่งทหารไปทำปฏิบัติการในต่างประเทศ โปรดอ่านได้จากเรื่อง War Powers Resolution ของเราก่อนหน้านี้
สิ่งที่ทรัมป์บอกกับสภาก็คือ "ไม่มีการปะทะกันระหว่างกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านนับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2026" และ "การสู้รบที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ได้ยุติลงแล้ว"
ระยะเวลาระหว่างวันดังกล่าวมีแค่ 38 วัน ดังนั้น ทรัมป์ไม่ต้องแจ้งต่อสภาตามกฎหมายอำนาจสงคราม (War Powers Resolution) ที่จะต้องแจ้งสภาก่อนเส้นตายในวันที่ 60 ของปฏิบัติการทางทหารซึ่งถึงเส้นตายเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ดังนั้นการที่ทรัมป์บอกว่า "ความขัดแย้ง" กับอิหร่านได้จบลงไปแล้ว (terminated) ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2026 จึงไม่ได้หมายความว่าการปะทะจบลงจริงๆ ในทางปฏิบัติ (เช่นการทำกทารปิดกั้นทางน้ำหรือการโจมตีประปราย) แต่เป็นเพียงข้ออ้างของทรัมป์ในการ "เลี่ยงบาลี" เพื่อไม่ให้สภาริบอำนาจทางการทหารของเขาไป โดยบอกว่า "ไม่ได้รบกันตั้งแต่ 7 เมษายน 2026"
ต่อสื่อและบางคนในไทยอ่านไม่ขาด เห็นคำว่า terminated กับคำว่าอิหร่านก็คิดว่า "สงครามอิหร่านจบสิ้นแล้ว"
ความจริง "สงคราม" ยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ และการปะทะไม่มีวันจบลงง่ายๆ
คำว่า "สงคราม" (war) ก็เป็นอีกคำที่ทรัมป์และพวกรีพับลิกันพยายามเลี่ยง โดยบอกว่าการปะทะกับอิหร่านยังไม่ถึงขั้นสงคราม แม้จะมีการรบกันอย่างดุเดือดก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้ เพราะหากทรัมป์ยอมรับว่ามันเป็น "สงคราม" เมื่อไร อำนาจการส่งทหารไปปฏิบัติการจะถูกยึดมาที่รัฐสภาในทันที เพราะรัฐสภาเท่านั้นที่มีอำนาจในการ "ประกาศสงคราม"
ดังนั้น ปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแล้วคนเล่า และของทรัมป์ก็ด้วย จึงพยายามเลี่ยงที่จะใช้คำว่าสงคราม เพื่อที่ประธานาธิบดีจะได้ดำเนินการตามใจชอบต่อไป หากหลุดปากยอมรับว่าเป็นสงครามเมื่อไร ประธานาธิบดีจะเสียอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จในทันที
การแจ้งไปยังรัฐสภาจึงไม่ใช่การประกาศว่าจะหยุดรบกับอิหร่าน แต่เป็นการบอกกับสภาว่า "เราหยุดยิงกับอิหร่านตั้งแต่วันนั้นวันนี้" เพื่อที่จะอ้างว่าไม่ถึงเส้นตายที่จะต้องโอนอำนาจให้สภามาชี้นำว่านี่เป็นสงครามหรือไม่ จากนั้นทรัมป์ก็จะสามารถดำเนินการ "ตามแผน" ของเขาต่อไปได้
ดังนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือ ทรัมป์ยังบอกว่า “ผมจะพิจารณาแผนที่อิหร่านเพิ่งส่งมาให้เราในเร็วๆ นี้ แต่ผมคิดว่ามันคงไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะพวกเขายังไม่ได้ชดใช้กรรมที่ร้ายแรงพอสำหรับสิ่งที่พวกเขาทำต่อมนุษยชาติและโลกในช่วง 47 ปีที่ผ่านมา” จากโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา
นั่นหมายความว่าทรัมป์ที่จะดำเนิน "ปฏิบัติการทางทหาร" อีกครั้งกับอิหร่านก็ได้ หากดเริ่มอีกครั้ง ทรัมป์ก็จะนับหนึ่งใหม่ เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งก็จะหาเรื่องหยุดยิง ไม่ใช่เพราะยอมอิหร่าน แต่เพื่อเลี่ยงการแทรกแซงจากสภาคองเกรส
การที่ "สงคราม" ครั้งนี้ถูกชักเข้าชักออกอยู่ตลาดเวลาก็ด้วยเหตุผลนี้นี่เอง
ทางอิหร่านก็ทราบดีว่าทรัมป์ไม่มีท่างรามือง่ายๆ ดังที่ คาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน กล่าวกับนักการทูตในกรุงเตหะราน ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐบาลอิหร่านว่า "ขณะนี้เป็นหน้าที่ของสหรัฐฯ ที่จะเลือกเส้นทางทางการทูตหรือจะดำเนินนโยบายเผชิญหน้าต่อไป" และ "อิหร่านพร้อมที่จะดำเนินการทั้งสองเส้นทาง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ" เขากล่าว (AFP)
นั่นคือ อิหร่านพร้อมทั้งสองทาง คือหากทรัมป์จะลุยต่อก็จะขอลุยด้วย แต่หากจะใช้วิธีการทูตก็ว่ามาอิหร่านก็พร้อมเช่นกัน
ดังนั้น มันมีโอกาสทั้งสองทาง แต่ในที่นี้เราจะพิจารณาว่า เพราะทรัมป์ตัดการแทรกแซงของสภาไปแล้ว โอกาสที่จะรบต่อมีสูงพอๆ กับการคุยกัน หรืออาจบอกได้ว่าการรบต่อมีโอกาสมากกว่าการเจรจาด้วยซ้ำ เพราะทรัมป์ยังไม่ได้บรรลุเป้าหมายของเขา
ดังที่โมฮัมหมัด จาฟาร์ อัสซาดี จากศูนย์บัญชาการกลางของกองทัพอิหร่าน (Khatam al-Anbiya) กล่าวว่า "ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดขึ้นอีกครั้ง และหลักฐานแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ยึดมั่นในคำสัญญาหรือข้อตกลงใดๆ" จากการรายงานของสำนักข่าว Fars
ทรัมป์เสียรังวัด เสียคะแนนนิยม และเสียเส้นไปมากกับการทำอะไรไม่วางแผนครั้งนี้ ทำให้ "สงคราม" นี้สหรัฐฯ เป็น "ฝ่ายแพ้" แต่เพราะการรบกับอิหร่านตั้งแต่ปีกลายไม่ใช่การรบแบบม้วนเดียวจบ แต่รบกันเป็นยกๆ แล้วหยุดไปหลายพัก แล้วรบกันอีก ทรัมป์จึงมีโอกาสล้างตา และโอกาสนั้นจะต้องนำมาซึ่ง "ชัยชนะ" เพื่อที่จะดึงคะแนนนิยมกลับมาก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมจะมีขึ้นปลายปีนี้
หากพลาดไป พรรครีพับลิกันจะเสียคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในสภา ทีนี้ล่ะ ทรัมป์จะเลี่ยงบาลีอะไรกับรัฐสภาก็ยากแล้ว (ตอนนี้ทำได้เพราะรีพับลิกันคุมเสียงส่วนใหญ่อยู่) หากเดโมแครตชิงสภามาครองได้ จะไม่เพียงขวางเขาเรื่องปฏิบัติการทางทหาร แต่อาจจะดำเนินการถอดถอนเขาจากตำแหน่งได้ด้วย
สิ่งที่ประธานาธิบดีอเมริกันทุกคนต้องการ คืออำนาจเบ็ดเสร็จในการก่อสงคราม เพราะสงครามของพวกเขาคือตัวช่วยทางการเมืองอย่างหนึ่ง ไม่เพียงช่วยสร้างคะแนนเสียง แต่ยังช่วยกระตุ้นรายได้ให้ภาคอุตสาหกรรมทางทหารที่คอยอุดหนุนรัฐบาลและพรรคของเขา
แล้วจะปล่อยให้รัฐสภาเข้ามายุ่มย่ามได้อย่างไร? และยิ่งไม่อาจจะปล่อยให้สงครามครึ่งกลางๆ ที่ยังเก็บเกี่ยวผลกำไรไม่ได้ ต้องยุติลงกลางคันด้วย
อย่าว่าแต่ทรัมป์เลย แม้แต่ "พ่อพระนักสันติภาพ" อย่างบารัก โอบามา ก็เคยเลี่ยงบาลีมาแล้วตอนส่งทหารไปทำปฏิบัติการในลิเบีย โดยตอนแรกส่งฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นไปบอกกับสภาว่าจะรัฐบาลโอบามาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม War Powers Resolution เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในลิเบียไม่ถือเป็น "สงคราม"
พอถึงเส้นตาย 60 วัน โอบามาก็ตัดบทบอกว่า ไม่ขอแจ้งกับสภา เพราะได้โอนอำนาจปฏิบัติการทางทหารไปให้ NATO แล้ว ทั้งๆ ที่ทหารสหรัฐฯ ก็ยังพัวพันอยู่ในลิเบีย
เห็นไหมว่า แม้แต่ "สุภาพชน" อย่างโอบามาก็ยังเลี่ยงบาลีได้อย่างไม่รู้สึกยำเกรงกฎหมายแต่อย่างใด ยิ่งไม่ต้องพูดถึง "พาลชน" อย่างโดนัลด์ ทรัมป์
แต่ทั้งสุภาพชนและพาลชนที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือแนวโน้มที่จะใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ตนมี เพื่อสนองเป้าหมายทางการเมืองเฉพาะตน
อำนาจของประธานาธิบดีที่ล้นพ้นฟ้าอยู่แล้ว ตอนนี้ทรัมป์ยิ่งทำให้มันกลายเป็นเหมือนอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์มากขึ้นไปอีก โดยที่ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลโดยรัฐสภาและตุลาการถูกทำลายโดยการครองอำนาจของพรรคๆ เดียวและการเถลิงอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์นิยมใหม่ หรือ Neocon
อำนาจดังจักรพรรดิของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เป็นอยู่นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องผิดเพี้ยนทางรัฐศาสตร์ แต่สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดวันโลกาวินาศได้ง่ายๆ หากผู้มีอำนาจนั้นเป็นพวกสติไม่สมประกอบ
ผมจะปิดท้ายด้วยบทสนทนาจากภาพยนต์เรื่อง With Honors ซึ่งว่าด้วยการค้นพบตัวเองของนักศึกษารัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในฉากหนึ่งของชั้นเรียนรัฐศาสตร์ ศาสตราจารย์พิทคันนัน (รับบทโดยนักเขียนระดับตำนาน กอร์ วิดัล) ตั้งคำถามกับนักศึกษาว่า “บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศของเรา หรือถ้าจะพูดให้สุภาพกว่านั้นก็คือ บิดามารดาผู้ก่อตั้งประเทศ ได้ออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันไม่ให้ตำแหน่งประธานาธิบดีกลายเป็นเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง คือ กษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วพวกเขาทำสำเร็จหรือไม่?… ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาจะสามารถทำลายล้างโลกทั้งใบได้โดยไม่ปรึกษาประชาชนที่ตนปกครองหรือไม่?”
มอนตี้ เคสเลอร์ (รับบทโดบแบรนดัน เฟรเซอร์): “ประธานาธิบดีไม่สามารถทิ้งระเบิดโดยไม่มีเหตุผลได้”
ศาสตราจารย์พิทคานแนน: “เขามีเหตุผล เขาคิดว่าเราต้องการที่จอดรถเพิ่ม ประเด็นคือ เขาสามารถทำลายโลกได้หรือไม่?”
มอนตี้: “ไม่ได้หากปราศจากความเห็นชอบจากรัฐสภา”
พิทคานแนน: “คุณเคสเลอร์ครับ หลังจากอยู่ที่ฮาร์วาร์ดมาสี่ปี คุณยังไม่สังเกตเห็นหรือว่าประธานาธิบดีสามารถประกาศสงครามได้ 90 วันโดยไม่ต้องปรึกษารัฐสภา…
ศาสตราจารย์พิทคานแนนกล่าวว่า 90 วัน ไม่ใช่ 60 วัน ซึ่งเรื่องนี้ก็นับว่าถูกเพราะภายใต้ War Powers Resolution ประธานาธิบดีสามารถส่งกองทัพสหรัฐฯ เข้าร่วมการสู้รบในต่างแดนได้เป็นเวลา 60 วันโดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา แต่ก็ยังสามารถขยายเวลาได้อีก 30 วันสำหรับการถอนกำลังหากจำเป็น รวมเป็นระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 90 วัน
ระยะเวลาแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่ศาสตราจารย์พิทคานแนนจะตั้งคำถามเชิงเตือนว่า "ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาจะสามารถทำลายล้างโลกทั้งใบได้โดยไม่ปรึกษาประชาชนที่ตนปกครองหรือไม่?”
คำถามนี้คนทั้งโลกก็ควรตรึกตรองให้ดีเช่นกัน แม้ว่าชาวโลกจะอยู่ในสภาพเดียวกับสภาคองเกรสก็ตาม
นั่นคือ ห้าม "กษัตริย์อเมริกันที่มาจากการเลือกตั้ง" ไม่ให้ทำลายล้างโลกไม่ได้
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา โบกมือทักทายผู้สนับสนุนหลังจากกล่าวสุนทรพจน์เรื่องภาษีและประกันสังคม ที่เมืองเดอะวิลเลจส์ รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026