การแสดงอำนาจของอิหร่านทำให้อาเซียนแตกเป็นสองฝ่าย จะยึดหลักการของโลกหรือยอมตามกติกาอิหร่าน?

การแสดงอำนาจของอิหร่านทำให้อาเซียนแตกเป็นสองฝ่าย จะยึดหลักการของโลกหรือยอมตามกติกาอิหร่าน?
สงครามอิหร่านเผยวิถีการทูตไทย ระเบียบโลกแบบมาเลเซีย กับกติกาโลกของสิงคโปร์

ขณะที่คนไทยทะเลาะกับรัฐบาลตัวเองเรื่องน้ำมันแพง

คนมาเลเซียกลับทะเลาะกับสิงคโปร์เสียอย่างนั้น

เรื่องที่ขัดแย้งกันก็เกี่ยวกับน้ำมันเหมือนกัน เพียงแต่เป็นบริบทที่กว้างกว่านั้น กล่าวคือ เกี่ยวกับการดำเนินการทางการทูตเพื่อให้ได้น้ำมันออกมาจากช่องแคบฮอร์มุซ

เรื่องมันเกิดจากคำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ วิเวียน พลกฤษณัน 

สำนักข่าว CNA ของสิงคโปร์รายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายหนึ่งสอบถามพลกฤษณันว่าสิงคโปร์จะเจรจากับอิหร่านหรือพิจารณาจ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับเรือของอิหร่านหรือไม่ พลกฤษณันตอบว่า  “การผ่านทางถือเป็นมีสิทธิ์อย่างหนึ่ง มันไม่ใช่สิทธิพิเศษที่จะได้รับจากรัฐเพื่อนบ้าน มันไม่ใช่ใบอนุญาตที่จะต้องร้องขอ และมันไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่จะต้องจ่าย”

พลกฤษณันเน้นย้ำว่าช่องแคบฮอร์มุซ เช่นเดียวกับช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ เป็นเส้นทางน้ำที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ สิทธินี้ได้รับการบัญญัติไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งสิงคโปร์เป็นภาคี

พลกฤษณันชี้ว่า กรณีของช่องแคบฮอร์มุซก็เหมือนกับการสัญจรผ่านช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของโลกและจะต้องผ่านหรือแวะพักที่สิงคโปร์ (รวมถึงที่ช่องแคบสิงคโปร์) ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า “เสรีภาพในการเดินเรือเป็นสิทธิ ไม่ใช่สิทธิพิเศษสำหรับเรือและเครื่องบิน และนี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสิงคโปร์”

จากคำพูดนี้ ผมขอตีความว่า หากมีประเทศอื่นใช้อำนาจแบบอิหร่าน สิงคโปร์ก็จะได้รับผลกระทบก่อนใคร ดังนั้น สิงคโปร์จึงต้องยึดหลักการ (กฎหมายระหว่างประเทศ) เอาไว้ หากคล้อยตามอำนาจตามอำเภอใจของอิหร่าน สิงคโปร์ก็จะต้องต่อรองอะไรได้ยาก เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก

อำนาจของอิหร่านนั้นเป็นอำนาจแบบ Might makes right หรือใครมีกำลังหรือเป็นผู้ชนะ ผู้นั้นเป็นคนกำหนดความถูกต้องหรือกำหนดกติกา ซึ่งตรงกันข้ามกับกฎหมายระหว่างประเทศที่ให้สิทธิเท่าๆ กันทุกประเทศ

พลกฤษณันจึงกล่าวดังนี้ว่า “โดยหลักการแล้ว และไม่ใช่เพราะเรากำลังเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมไม่สามารถเข้าไปเจรจาเรื่องการเดินเรืออย่างปลอดภัยหรือเจรจาเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมได้ เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นการบั่นทอนหลักการทางกฎหมายนี้โดยปริยาย” 

เขากล่าวเสริมว่า “นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์ยึดมั่นในหลักการ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

ย่อหน้าแรกของคำกล่าวดูจะเข้าใจได้เพราะสถานะของสิงคโปร์ต่อรองอะไรลำบากใน "ช่วงเวลาสงคราม" ดังนั้น หากไม่ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศเอาไว้ก็จะมีแต่เสียเปรียบ

แต่การที่พลกฤษณันกล่าวว่านี่เป็นตัวอย่างของการยึดมั่นในหลักการของสิงคโปร์ ผมเห็นว่าเป็นการ "ขิง" ประเทศอื่นเปล่าๆ แล้วที่บอกว่าสิงคโปร์ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นการ "ขิงเบิ้ล" ที่ไม่สมจริงเอาเลย

ของเพราะชอบกินขิงนี่เองทำให้เพื่อนบ้าน คือมาเลเซียหมั่นไส้ 

โปรดทราบว่า ขณะที่สิงคโปร์เทศนาเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ มาเลเซียเป็นหนึ่ในประเทศที่เจรจากับอิหร่าน เช่นเดียวกับจีน อินเดีย ปากีสถาน ญี่ปุ่น และไทย

ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด เพียงแต่ดำเนินการทางการทูตแบบ Realism คือดำเนินการโดยยึดหลักความเป็นจริงและประโยชน์นิยมโดยเอาหลักการเป็นรอง เพราะตอนนี้หลักการถูกแหกโดยสหรัฐฯ 

ส่วนอิหร่านเองแหกหลักการหรือไม่ที่ตั้งด่านที่ช่องแคบฮอร์มุซ? หากมองแบบ Realism ก็ต้องบอกว่าไม่ผิดเพราะเขาทำสงครามกับสหรัฐฯ จึงต้องตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน และในแง่กฎหมายระหว่างประเทศก็ยังไม่ผิด เพราะอิหร่านไม่ได้เป็นประเทศภาคีของ UNCLOS

ดังนั้น ช่องแคบฮอร์มุซอาจจะเป็นทางน้ำสากลสำหรับประเทศที่ถือ UNCLOS  แต่กับประเทศที่ไม่ได้ถือกติกาเดียวกันอย่างอิหร่านย่อมทำอะไรก็ได้ตามใจ 

นี่เป็น "ความจริง" ที่ประเทศอื่นๆ ต้องพิจารณาด้วย 

แต่พลกฤษณันกลับบอกว่ารัฐที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน UNCLOS ก็ต้องถือหลักการกฎหมายระหว่างประเทศด้วย 

หากสถานการณ์ปกติ ผมเชื่อว่าประเทศที่ว่านั้น (คืออิหร่าน) ก็อาจจะฟังบ้าง แต่ตอนนี้โลกมันปกติที่ไหน? 

ดังนั้น ข้อเรียกร้องของรัฐมนตรีต่างประเทศของสิงคโปร์จึงเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าผมจะเข้าใจหัวอกของสิงคโปร์ที่อยากให้ทุกคนอยู่ในกติกาโลกก็ตาม (เพราะหากทุกคนแหกกติกาหมด ประเทศเล็กจะซวยก่อนเพื่อน)

บางคนในมาเลเซียไม่เห็นด้วยเช่นกัน แต่ท่าทีของคนเหล่านั้นรุนแรงกว่า

ก่อนจะถึงมาเลเซีย บางทัศนะในเพจของสิงคโปร์ เช่น Vigilanteh ถึงกับบอกพลกฤษณันว่า "หยุดใช้คำว่า 'มีหลักการ' เพื่ออธิบายถึงนโยบายที่โดยพื้นฐานแล้วยึดผลประโยชน์เป็นหลัก เพราะนโยบายต่างประเทศที่ยึดผลประโยชน์เป็นหลักนั้นถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่สมควรที่จะมาอวดอ้างว่าเป็น 'มีหลักการ' คุณใส่กระโปรงได้ดูดีกว่านะ วิเวียน ชื่อของคุณก็ใกล้เคียงแล้ว (หมายความว่าชื่อวิเวียนคล้ายกับชื่อผู้หญิง)"

นี่เป็นคำด่าสาดเสียเทเสียมากกว่า แต่ผมยกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง อย่าได้พิจารณาเป็นเรื่องจริงจัง

ที่ควรจริงจังควรเป็นท่าทีของนักการเมืองมาเลเซียมากกว่า เช่น นูรูล อิซซาห์ อันวาร์ รองประธานพรรคยุติธรรมประชาชน (PKR) ลูกสาวคนโตของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ที่กล่าววิจารณ์ว่า “เป็นการยากที่จะมองข้ามนัยยะแฝงในท่าทีของพลกฤษณัน ท่าทีของเขาดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องของความเป็นกลาง แต่เป็นการสะท้อนความต้องการเชิงกลยุทธ์ของมหาอำนาจภายนอก ซึ่งผลประโยชน์ของพวกเขาไม่ได้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของภูมิภาคของเราเสมอไป” 

ผมขอตีความคำกล่าวของนูรูลว่า เธอคงจะคิดว่าจุดยืนของพลกฤษณันอาจจะเป็นการสนองความต้องการของสหรัฐอเมริกา (มหาอำนาจภายนอก) ซึ่งไม่ต้องการให้ไปเจรจากับอิหร่าน เพราะเท่ากับยอมรับอำนาจการต่อรองของอิหร่านและไม่เห็นหัวสหรัฐฯ

อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ สิงคโปร์เองไม่ได้เป็นประเทศเป็นกลาง บางครั้งสวิงไปสวิงมาระหว่างมหาอำนาจ นูรูลก็ทราบดี คนในอาเซียนก็ทราบดี เธอจึงบอกว่า “พลกฤษณันมีสิทธิ์ตามตำแหน่งของเขา แต่เขาควรตระหนักด้วยว่า การยอมจำนนอย่างเงียบๆ ต่อเรื่องเล่าของมหาอำนาจและกลุ่มที่ก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้นไม่เหมือนกับการมีหลักการความเป็นกลาง” 

นี่เท่ากันเธอกล่าวหาว่าพลกฤษณัน (และสิงคโปร์) ยอมอ่อนน้อมต่อสหรัฐฯ 

แต่สิงคโปร์กลับมา "ขิงใส่" เพื่อนบ้านอาเซียนอื่นๆ ที่เจรจากับอิหร่าน ซึ่งเราอ่านจากระหว่างบรรทัดก็ทราบว่าพยายามจะบอกว่าประเทศเหล่านี้ไม่ยึดหลักการอะไรแล้ว มีแต่สิงคโปร์ที่บูชาหลักการ

นูรูลอ่านระหว่างบรรทัดออกจึงว่าพลกฤษณันเต็มๆ 

เธอยังบอกว่า “เราเลือกที่จะเจรจา เพราะประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง (โดยเจรจา) จะนำไปสู่ความรุนแรง ไม่ใช่ความมั่นคง” และ “เราเลือกที่จะลงมือทำ เพราะความเป็นผู้นำนั้นต้องการมากกว่าการเว้นระยะห่างอย่างระมัดระวัง”

แต่การเลือกของมาเลเซียก็ใช่ว่าจะมีหลักการอะไร 

เพราะแม้มาเลเซียจึงพยายามแสดงจุดยืนต่อต้านอิสราเอล สนับสนุนปาเลสไตน์ และเป็นไมตรีกับอิหร่าน (ซึ่งทำให้การเจรจากับอิหร่านเป็นเรื่องคาดเดาได้) 

แต่นายกฯ อันวาร์ (พ่อของนูรูล) นั้นถูกฝ่ายค้านวิจารณ์ว่า พินอบพิเทากับสหรัฐฯ จนเกินเหตุโดยเฉพาะตอนที่เขาทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียนแล้วเชื้อเชิญให้ทรัมป์เข้ามายุ่มย่ามกับกรณีไทย-กัมพูชา ซึ่งทำให้เขาถูกตำหนิว่าละเมิดหลักการไม่แทรกแซงของอาเซียนด้วยกันแถมยังเอาคนนอกเข้ามายุ่งด้วย

จากท่าทีของอันวาร์นั้นทำให้เขาถูกมองว่าโปรตะวันออกกลางไม่จริง จริงๆ แล้วเป็นพวกประโยชน์นิยมที่จะเปลี่ยนท่าทีได้เมื่อกำไรมา

ดังนั้น ทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์ต่างก็ยกตนข่มท่านทั้งคู่ และต่างก็ "ขิง" เก่งพอๆ กัน

ผมเห็นว่าทั้งสองประเทศขัดแย้งกันทั้งๆ ที่เนื้อแท้แล้วไม่แตกต่างจากกัน เป็นเพราะนี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในโลก 

คือสถานการณ์ที่มหาอำนาจหนึ่งเดียวแหกกฎหมายระหว่างประเทศกันเห็นๆ (แม้จะแหกมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่โจ่งแจ้งเท่านี้) แต่พออิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ มหาอำนาจก็ไม่สามารถใช้กำลังแย่งชิงมาได้ แม้จะใช้กฎหมายระหว่างประเทศมาท้วงก็ยังไม่กล้า (เพราะตนละเมิดไปแล้ว) ส่วนประชาคมโลกเองก็อิหลักอิเหลื่อ แต่เลือกที่จะคุยกับอิหร่านเป็นส่วนใหญ่

เพราะสถานการณ์แบบนี้ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ก่อนว่า "ผู้มีอำนาจคือผู้ถูกต้อง" หากต้องการเอาน้ำมันของตนออกมา จะเอาหลักการไปคุยกับผู้มีอำนาจในช่วงสงครามไม่ได้ แต่ต้องแสดงความอ่อนน้อมต่อผู้มีอำนาจนั้น 

หากเอาหลักการไปคุย ผู้มีอำนาจจะฟันคอขาดเอา

ไทย มาเลเซีย ญี่ปุ่นล้วนเห็นแบบนี้

ไทยและญี่ปุ่นนั้นโดยทางสนธิสัญญาแล้วถือเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ แต่เหตุใดเราไม่คุยกับทรัมป์เล่า? นั่นเพราะทรัมป์ไม่ใช่ผู้มีอำนาจนั่นเอง

ในทางกลับกัน ทรัมป์เองก็เป็นคนวางอำนาจ หากไปคุยหลักการมีหรือจะได้ผล การคุยกับทรัมป์ต้องคุบด้วยท่าทียอมรับว่าเขามีอำนาจเช่นกัน

ดังนั้นแล้ว 'หลักการ' ที่พลกฤษณันปรารถนานี้จะนำไปใช้กับใครได้?

ผมจะขอยกอุปมาตัวอย่างจากหนังสือ 'จวงจื่อ' อันเป็นตำราปรัชญาจีนโบราณที่บันทึกแนวคิดของจวงจื๊อ นักปราชญ์สำนักเต๋าเอาไว้ ตอนหนึ่งจวงจื่อกล่าวถึงการเจรจาระหว่างมหาโจรกับขงจื๊อ ปราชญ์โบราณสำนักหญูหรือสำนักขงจื๊อ ซึ่งถือหลักการยิ่งชีพ ขงจื๊อพยายามจะใช้หลักการคุยกับมหาโจร ผลเป็นแบบนี้

มหาโจรผู้นั้นชื่อว่า โจรจื๋อเป็นน้องชายของหลิ่วเซี่ยฮุ่ย ข้าราชการระดับสูงของรัฐหลู่ (รัฐของขงจื๊อ ในยุตราชวงศ์โจวตะวันออก ช่วงสมัยชุนชิว) กล่าวกันว่าเขามีสมุนเก้าพันคน เดินทางไปทั่วแห่งหน ปล้นชิง ข่มขืน ละโมบโลภมากลืมญาติพี่น้อง ไม่สนใจพ่อแม่ผู้ใหญ่ และไม่เคารพบรรพบุรุษ

ขงจื๊ออยากจะเกลี้ยกล่อมให้เป็นคนดี จึงหาญเข้าไปหาแล้วกล่าวด้วยหลักการ

ขงจื๊อกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า มนุษย์ทุกคนในโลกล้วนมีคุณธรรมสามประการ ประการแรก คือ เกิดมาสูงใหญ่ แข็งแรง มีความงามเป็นเลิศ เป็นที่ชื่นชอบของทุกคนไม่ว่าวัยหรือฐานะทางสังคมจะเป็นอย่างไร นี่คือคุณธรรมสูงสุด ประการที่สอง คือ ปัญญาอันกว้างขวางครอบคลุมฟ้าดิน และความสามารถอันเพียงพอที่จะหยั่งรู้ทุกสิ่ง นี่คือคุณธรรมระดับกลาง ประการที่สาม คือ ความกล้าหาญ พละกำลัง ความเด็ดขาด และความองอาจ สามารถรวมมวลชนและบัญชาการทหารได้ นี่คือคุณธรรมระดับต่ำสุด หากบุคคลใดมีคุณธรรมเพียงประการเดียว เขาก็เหมาะสมที่จะปกครองเป็นกษัตริย์ บัดนี้ ท่านแม่ทัพ (คำยกย่องมหาโจร) ท่านมีคุณธรรมครบทั้งสามประการ ท่านสูงใหญ่ แข็งแรง…” เขาสูงแปดศอกสองนิ้ว มีใบหน้าและดวงตาที่เปล่งประกายสดใส ริมฝีปากแดงก่ำดุจชาด ฟันเรียงสวยดุจไข่มุก และเสียงดังก้องกังวานดุจระฆังใหญ่ แต่ชื่อกลับเรียกว่าโจรจื๋อ ข้าพเจ้ารู้สึกละอายและรังเกียจพฤติกรรมของท่านเหลือเกิน ท่านแม่ทัพ”

โจรจื๋อโกรธจัดแล้วกล่าวว่า “ขงจื๊อ โปรดออกมาข้างหน้า (นี่คือการเรียกข่มขู่) ผู้ที่โน้มน้าวด้วยผลประโยชน์หรือตักเตือนด้วยคำพูดนั้นเป็นเพียงผู้โง่เขลาและตื้นเขิน บัดนี้ข้าพเจ้าสูงใหญ่ แข็งแรง หล่อเหลา และทุกคนต่างชื่นชอบข้าพเจ้า นี่คือคุณธรรมที่พ่อแม่ของข้าพเจ้าได้มอบไว้ให้”

ข้อความตอนนี้มาจากตำราจวงจื่อ บทว่าด้วยโจรจื๋อ 《庄子·盗跖篇》

โจรนามว่าจื๋อนั้นบอกว่า อย่ามาเกลี้ยกล่อมด้วยผลประโยชน์หรือคำพูดสวยหรู ตัวข้านี่แหละคือคุณธรรม 

ผมไม่ได้บอกว่าอิหร่านเป็นเยี่ยงโจรจื๋อ แต่จะบอกว่าผู้มีอำนาจล้วนบอกว่าตนมีคุณรธรรมของตน สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช้ผลประโยชน์ คำเยินยอ ยิ่งไม่ต้องการให้คนตัวงเล็กไปสอนเรื่องหลักการ 

สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการยอมรับว่าตนมี 'คุณธรรม' ซึ่งในที่นี้หมายถึงอำนาจ 

ดังเช่นคำว่า Might makes right คือ อำนาจเป็นสิ่งที่ชอบแล้ว หรือ อำนาจคือความถูกต้องชอบธรรม

การไปพูดเรื่องหลักการของผู้ที่ใช้อำนาจ ก็จะตกอยู่ในสภาพแบบขงจื๊อ คือผู้มีอำนาจจะไม่เห็นค่า แถมยังข่มขู่เหมือนขงจื๊อถูกเรียกให้ไปยืนต่อหน้า (เหมือนผู้น้อย ทั้งๆ ที่ขงจื๊อเป็นคนระดับครูบาอาจารย์ของเสนาอำมาตย์) 

สิงคโปร์แม้จะเป็นรัฐที่อิงกับลัทธิขงจื๊ออยู่ส่วนหนึ่ง แต่สิงคโปร์ไม่ได้รักหลักการอะไรหรอก เพียงอ้างหลักการอำพรางเป้าหมายแห่งรัฐเอาไว้เท่านั้น นั่นคือ การเอาตัวรอดของประเทศเล็กโดยอ้างหลักใหญ่เอาไว้คุ้มหัว

ในช่วงที่โลกกำลังละทิ้งระเบียบอารยะหันมาสมาทานกฎแห่งป่าดงพงไร (law of the jungle) ประเทศเล็กๆ นั้นต้องอยู่อย่างน่าหวาดเสียวเป็นที่สุด

นี่คือห้วงเวลาที่สิงคโปร์จะตีสองหน้า ฉากหน้านั้นต้องรักษาหลักการเอาไว้เพื่อคุ้มหัวตัวเองในระยะยาว ในระยะสั้นและในฉากหลังต้องคล้อยตามไม่ว่าจะเป็นทรัมป์หรือกับอิหร่านซึ่งเป็นผู้แสดงอำนาจสถานเดียว

หากไม่อยู่ในฐานะแบบจีนหรือรัสเซีย ผมเห็นว่าไม่มีใครหน้าไหนในโลกที่จะยึดหลักการใดๆ เอาไว้ได้แล้ว

ป.ล.
จวงจื๊อไม่ใช่คนเจ้าหลักการเมืองขงจื๊อ เขารู้ว่าโจรคือโจร ผู้มีอำนาจต้องคุยเรื่องอำนาจ แม้อยากจะคุยเรื่องหลักการก็ต้องคุยเรื่องหลักการแห่งอำนาจ ดังเช่นในบท "แหกหีบสมบัติ" 《庄子·胠箧》 ของหนังสือจวงจื่อ เล่าไว้ว่า บรรดาลูกน้องของโจรจื๋อถามเขาว่า "โจรก็มีจรรยาบรรณเช่นกันหรือ?" จื๋อตอบว่า "ที่ไหนเล่าจะไม่มีจรรยาบรรณ? การกล้าเสี่ยงรู้ว่าอะไรซ่อนอยู่ในบ้านคือความฉลาด การเข้าไปก่อนคือความกล้าหาญ การออกมาทีหลังคือความเที่ยงธรรม การรู้ว่าอะไรเป็นไปได้และอะไรเป็นไปไม่ได้คือปัญญา การแบ่งปันอย่างเท่าเทียมคือความเมตตา ไม่มีโจรผู้ยิ่งใหญ่คนใดในโลกที่ขาดคุณสมบัติทั้งห้าประการนี้"

โจรก็มีคุณธรรมดังนี้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคุณธรรมของโจรเป็นเรื่องดี และไม่ได้หมายความว่าผู้มีอำนาจทุกคนเป็นโจร

แต่ถ้ารู้ว่าคุณธรรมหรือรากฐานแห่งอำนาจของคนผู้นั้นคืออะไร "การเจรจาทางการทูต" ก็จะง่ายดาย

ไม่เสียเวลาต้องเสี่ยงตายแบบขงจื๊อ

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ วิเวียน บาลากฤษณัน กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2025 (ภาพโดย CHARLY TRIBALLEAU / AFP)
 

TAGS: #อิหร่าน #มาเลเซีย #สิงคโปร์