อเมริกันรวมพลัง 'ไม่เอากษัตริย์' (No Kings) เมื่อทรัมป์ทำตัวเป็นทรราชย์เหนือรัฐธรรมนูญ

อเมริกันรวมพลัง 'ไม่เอากษัตริย์' (No Kings) เมื่อทรัมป์ทำตัวเป็นทรราชย์เหนือรัฐธรรมนูญ

การประท้วง No Kings แห่งปี 2026 (เรียกอีกอย่างว่า No Kings 3 และ No Kings Day 3.0) เป็นการประสานงานของการประท้วงหลายพื้นที่ที่เกิดขึ้นในวันที่ 28 มีนาคม 2026 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงหลายครั้งในสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อต้านสงครามอิหร่านปี 2026 และปฏิบัติการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ที่ให้อำนาจปฏิบัติหน้าที่โดยโดนัลด์ ทรัมป์และแสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อคนอเมริกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการจัดกิจกรรมมากกว่า 3,300 รายการทั่วประเทศ รวมถึงในวอชิงตัน ดี.ซี. 

การประท้วง No Kings ครั้งล่าสุดและก่อนหน้านี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อประท้วงนโยบายและการกระทำของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงแนวโน้มเที่เขาทำตัวเป็นเผด็จการ และการถดถอยทางประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา ชื่อและธีมของกิจกรรมการประท้วงสะท้อนถึงคำกล่าวอ้างของทรัมป์เองที่ว่าเขาเป็น "ราชา" และโพสต์หลายรายการของรัฐบาลของเขาที่แสดงภาพเขาในฐานะกษัตริย์

เช่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของทรัมป์ ส่งจดหมายถึงแคธี่ ฮอคัล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก เพื่อยุติข้อตกลงระหว่างกระทรวงคมนาคมกับนิวยอร์กเกี่ยวกับโครงการเก็บค่าธรรมเนียมการจราจรติดขัดแบบใหม่สำหรับแมนฮัตตัน ทรัมป์ได้เขียนข้อความบน Truth Social ว่า:

“การเก็บค่าธรรมเนียมการจราจรติดขัดจบสิ้นแล้ว แมนฮัตตันและนิวยอร์กทั้งหมดปลอดภัยแล้ว ขอให้พระราชาทรงพระเจริญ!”

จากนั้นทำเนียบขาวก็ได้แชร์คำพูดของทรัมป์บนโซเชียลมีเดีย พร้อมกับภาพที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นภาพทรัมป์ยิ้มแย้มบนปกนิตยสารไทม์ปลอม สวมมงกุฎสีทอง โดยมีเส้นขอบฟ้าของนครนิวยอร์กอยู่ด้านหลัง

แต่ฮอคัลได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า “เราเป็นประเทศที่ปกครองด้วยกฎหมาย ไม่ได้ปกครองโดยกษัตริย์” 

ท่าทีขอบทรัมป์ที่แสดงตัวเองว่าเป็นเหมือนกษัตริย์การใช้อำนาจที่หมิ่นเหม่หรือล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญ ทำให้เขาถูกมองว่าทำตัวเหมือนกษัตริย์เข้าไปทุกที จนนำไปสู่การประท้วงต่อต้านการทำตัวเป็นกษัตริย์ของทรัมป์เมื่อปีที่แล้วจนในปีนี้ โดยในระหว่างการประท้วงเมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์คัดค้านการประท้วงอย่างเปิดเผย “ผมไม่รู้สึกเหมือนเป็นราชา” แต่เขากลัยขู่คนที่ประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า “สำหรับคนเหล่านั้นที่ต้องการประท้วง พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับกำลังอันใหญ่หลวง”

การข่มขู่นี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าทรัมป์เป็นพวกนิยมใช้อำนาจตามอำเภอใจและยิ่งตอกย้ำข้อกล่าวหาว่าเขาทำตัวเหมือนกษัตริย์

ทรัมป์มองตัวเองว่าเป็นกษัตริย์
ในบทความเรื่อง "ทรัมป์มองตัวเองเหมือนกษัตริย์มากกว่าประธานาธิบดี นี่คือเหตุผล" ของ ดาฟิดด์ ทาวน์ลีย์ อาจารย์ผู้ช่วยสอนด้านการเมืองสหรัฐฯ และความมั่นคงระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ ชี้ว่า "รัฐบาลทรัมป์ชุดที่สองได้พยายามอย่างหนักที่จะเสริมสร้างอำนาจของประธานาธิบดีและลดการตรวจสอบดูแลฝ่ายบริหาร (ประธานาธิบดี) การบรรลุเป้าหมายนี้อาจหมายความว่าประธานาธิบดีจะกระทำการตามอำเภอใจคล้ายกับกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจเบ็ดเสร็จในอดีต โดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐสภาหรือศาล"

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ของทรัมป์ มีบทบัญญัติบางประการที่เสริมสร้างบทบาทของประธานาธิบดีและบั่นทอนระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจยิ่งทำให้ประธานาธิบดีมีอำนาจมากเกินกว่าระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งจะป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเผด็จการเหมือนทรราชย์มากเกินไป

โรเบิร์ต ไรช์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ เขียนไว้ว่า ร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act นี้จะลิดรอนอำนาจของศาลในการลงโทษเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารฐานละเมิดอำนาจศาล และบ่อนทำลายความพยายามใด ๆ ในการหยุดยั้งรัฐบาล คำตัดสินของศาลฎีกาอาจถูกฝ่ายบริหารเพิกเฉย และรัฐสภาจะไม่สามารถบังคับใช้หมายเรียกและกฎหมายของตนได้ “ทรัมป์จะสวมมงกุฎให้ตัวเองเป็นราชา” ไรช์สรุป

อีกท่าทีหนึ่งของทรัมป์ที่ทำตัวเป็นพระราชาก็คือ เมื่อศาลการค้าระหว่างประเทศตัดสินว่า การที่ทำเนียบขาวไม่มีอำนาจใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อขึ้นภาษีทั่วโลกนี้ และรัฐธรรมนูญระบุว่าอำนาจดังกล่าวเป็นของรัฐสภา ปรากฎว่ารัฐบาลทรัมป์ประกาศทันทีว่าจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว และ คุช เดไซ รองโฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของตุลาการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่จะตัดสินว่าควรจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติอย่างไร”และว่าทรัมป์จะใช้ “ทุกวิถีทางของอำนาจบริหาร” เพื่อ “ฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของอเมริกา” ส่วนทรัมป์ยังอ้างคำพูดผู้นำเผด็จการอีกคนหนึ่งคือ นโปเลียน บนโซเชียลมีเดีย ข้อความของเขาที่ว่า “ผู้ที่ปกป้องประเทศชาติของตนย่อมไม่ละเมิดกฎหมายใดๆ” 

"แม้ว่าทรัมป์อาจไม่ได้ต้องการมงกุฎมาสวมศีรษะ แต่เขาก็กำลังโต้แย้งว่าเขามีสิทธิ์ที่จะควบคุมฝ่ายบริหารในแบบที่เขาเห็นสมควร โดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐสภาหรือฝ่ายตุลาการ นี่ไม่ใช่การแบ่งแยกอำนาจตามที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ กำหนดไว้ แต่เป็นเหมือนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของกษัตริย์ในยุคกลางมากกว่า" ทาวน์ลีย์ กล่าว

กษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้ง?
ในบทความชื่อ "ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลายเป็นตำแหน่งกษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้งแล้วหรือ?" โดย แคธลีน บาร์โตโลนี-ทัวซอน นักวิจัยประจำโครงการ First Federal Congress Project ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ชี้ไว้ตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์จะรับตำแหน่งแล้วว่า "เมื่อสิบปีที่แล้ว ความกังวลว่าตำแหน่งประธานาธิบดีจะกลายร่างเป็นรูปแบบการปกครองแบบกษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องในอดีตมากกว่าปัจจุบัน แต่ตอนนี้ ด้วยคำตัดสินล่าสุดของศาลฎีกาที่ให้ความคุ้มครองอย่างสมบูรณ์แก่ "การกระทำอย่างเป็นทางการ" ทุกอย่างของประธานาธิบดี คำตัดสินนั้นกลับดูเหมือนเป็นการทำนายที่แม่นยำอย่างน่าตกใจ"

"แล้วเราควรคิดอย่างไรกับคำตัดสินล่าสุดของศาลฎีกาที่ยกฐานะประธานาธิบดีอเมริกันให้สูงขึ้น จนบางการกระทำถือว่าอยู่เหนือกฎหมาย? การเลือกตั้งประธานาธิบดีกลายเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัว คำตัดสินนี้เปลี่ยนทางเลือกของประชาชนให้กลายเป็นเหมือนการสมรู้ร่วมคิดกับอำนาจตามอำเภอใจ อเมริกาจะยังเรียกตัวเองว่าเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยได้อยู่หรือไม่ หากประธานาธิบดีของเราในตอนนี้ดูเหมือนกษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้ง?" บาร์โตโลนี-ทัวซอน กล่าว

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - White House

TAGS: #NoKings #ทรัมป์