การมีความฝันใฝ่เป็นเรื่องที่น่ารัก แต่ต้องสำเหนียกตัวเองด้วย
กัมพูชาก็มีแผนแห่งชาติ ซึ่งเรียกว่า 'ยุทธศาสตร์บัญจโกณ ระยะที่ 1' (យុទ្ធសាស្ត្របញ្ចកោណ-ដំណាក់កាលទី១) หนึ่งในยุทธศาสตร์หลักก็คือ การยกระดับตัวเองให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงภายในปี 2030 และเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2050
เป้าหมายแรกเรียกว่า 'จักขุวิสัย ประเทศกัมพูชา ฉนำ 2030' (ចក្ខុវិស័យប្រទេសកម្ពុជាឆ្នាំ២០៣០) เรื่องนี้พูดกันมาสักพักแล้ว ด้วยความภาคภูมิใจว่า "เราทำได้แน่ๆ"
ตัวอย่างเช่น สุนทรพจน์ของ ฮุน มาแณต ที่บอกว่าทั้งหมดนี้เพราะบิดาของข้าพเจ้าได้วางรากฐานเศรษฐกิจเอาไว้ "ด้วยเหตุนี้ กัมพูชาจึงประสบความสำเร็จในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในอัตราเฉลี่ยประมาณ 7% ต่อปีมานานกว่าสองทศวรรษ ส่งผลให้กัมพูชาบรรลุสถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างในปี 2015 โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่า จากประมาณ 3.11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1998 เป็นประมาณ 29.60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 ในขณะเดียวกัน GDP ต่อหัวก็เพิ่มขึ้นประมาณ 7 เท่า จากประมาณ 253 ดอลลาร์สหรัฐในปี 1998 เป็นประมาณ 1,784 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2022"
นี่เหมือนจะเป็นตัวเลขที่น่าฟัง แต่โปรดอย่าเชื่อตัวเลขสถิติในกัมพูชา เพราะมันน่าเชื่อถือเท่าๆ กับรัฐบาลกัมพูชา
อย่างที่เราทราบกันระยะหลังว่า 60% ของ GDP กัมพูชามาจากกิจกรรมทุนเทา โดยการประเมินอย่างเป็นทางการระบุว่ามีมูลค่าตั้งแต่ 12.5 ถึง 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
โปรดเทียบ GDP "อย่างเป็นทางการ" ในปี 2022 ที่ 29.60 พันล้านซึ่ง ฮุน มาแณตอ้างไว้ กับเงินสกปรก 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีจากธุรกิจทุนเทา จะเห็นชัดว่ามันมากมายเพียงมด
ดังนั้นการที่ GDP กัมพูชาโตขึ้นในช่วงไม่กี่ที่ผ่านมา เราต้องสงสัยไว้ก่อนว่ามาจากทุนเทาหรือไม่ ไม่ใช่เพราะด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จเตโช ฮุน แซน
เรื่องทุนเทานี้กัมพูชาไม่ว่าฝ่ายไหนก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ทั้งๆ ที่เงินมันสกปรกขนาดนั้น คงเพราะเห็นว่าขอให้เป็นเงินไว้ก่อน ผิดถูกช่างมัน
ดังนั้น แม้แต่สำนักข่าว VOD Khmer ก็ยังรายงานว่า จากการที่กัมพูชามีความทะเยอทะยานที่จะยกระดับตัวเองให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงภายในปี 2030 และเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2050 นั้นเป้าหมายนี้ "ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในกระบวนการฟื้นฟูหลังสงคราม"
VOD Khmer เป็นสื่อของฝ่ายค้านกัมพูชา ตามปกติจะตำหนิรัฐบาลตระกูลฮุนอย่างหนักเรื่องความล้มเหลวในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน
แต่มาคราวนี้แม้แต่ฝ่ายค้านก็ยังฝันไปพร้อมกับฝ่ายรัฐบาล นี่เป็นเรื่อง "น่ารัก" อย่างหนึ่งของกัมพูชา คือ แม้จะตบตีกันตลอด แต่เมื่อพูดถึงผลประโยชน์ของชาติฝ่ายค้าน (ที่ถูกรังแกอย่างหนักจากรัฐบาล) ก็พลอยฝันไปพร้อมกับรัฐบาล (ที่อำมหิตกับผู้เห็นต่าง) ไปด้วย
แต่ไม่วายที่ VOD Khmer จะชี้ว่าเรื่องนี้มันไม่ง่าย เพราะ "หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งโดยเฉลี่ยประมาณ 7% ในช่วงสองทศวรรษก่อนเกิดการระบาดใหญ่ ความสามารถของรัฐบาลในการรักษาอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกันในบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของวิสัยทัศน์นี้"
ฝ่ายค้านมองแต่ภาพใหญ่คือบริบทโลกที่ไม่แน่นอน แต่ไม่ได้เอ่ยถึงบริบทใกล้เคียงคือ กัมพูชาเอาเงินไปทุ่มทำสงครามกับไทยจนน่าจะหมดหน้าตักในไม่ช้านี้แล้ว และเมื่อถูกตัดขาดจากสินค้าและบริการของไทนย ต้นทุนหลายๆ อย่างยิ่งสูงขึ้นมาก เศรษฐกิจก็ไม่คล่องตัวเหมือนเดิม นี่ไม่ใช่แค่อุปสรรคที่จะขัดขวางฝันที่จะขึ้นมาเทียบเท่าไทย แต่ยังเป็นสูตรสำเร็จของหายนะชัดๆ
ณ เวลานี้ ธนาคารโลกจัดให้กัมพูชาอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ (lower-middle-income country) โดยเปลี่ยนสถานะจากประเทศที่มีรายได้ต่ำ (low-income) มาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงในปี 2015
แม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วจากอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม การท่องเที่ยว และการก่อสร้าง แต่กัมพูชาก็ยังคงเป็นประเทศด้อยพัฒนา (LDC) ที่มีความเปราะบางอย่างมากในด้านพื้นฐานต่างๆ นอกจากนี้มีรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อหัวของกัมพูชาในปี 2023 ยังอยู่ที่เพียงประมาณ 2,390 ดอลลาร์สหรัฐ
ตามการจัดประเภทของธนาคารโลก สถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงสำหรับปี 2026 กำหนดให้แต่ละประเทศมีรายได้ประชาชาติรวมต่อหัว (GNI ต่อหัว) ระหว่าง 4,496 ถึง 13,935 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ขนาดเวียดนามที่ว่าแน่ๆ ตอนนี้รายได้ต่อหัวยังห่างชั้นกับไทยอย่างน้อยเท่าตัวและมีอัตราเพิ่มแค่ 3-4% ต่อปี ส่วนไทยเดี๋ยวลดเดี๋ยวเพิ่มประมาณ -0.41% - +2.75% ดังนั้น ใครที่บอกเวียดนามแซงไทยแล้วอย่าไปเชื่อ เพราะ 'ความรวย' เขาวัดกันที่ GNI ต่อหัว ไม่ได้วัดกันที่ GDP
เวียดนามยังหืดจับ แล้วเมืองเขมรไม่ชักตายเลยหรือถ้าคิดจะวิ่งแข่งกับไทย?
มาดูสถานะของไทยกันก่อน
ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับโดยธนาคารโลกให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (upper-middle-income country) โดยมีรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อหัวในปี 2023 ประมาณ 7,180 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ไทยกำลังเผชิญกับ "กับดักรายได้ปานกลาง" (middle-income trap) โดยมีเป้าหมายที่จะก้าวไปสู่สถานะประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2037
คนไทยที่ติดตามเรื่องนี้รู้ดีว่าเรากำลังติดกับดัก ดังนั้นคนไทยจึงไม่ค่อยจะฝัน ซึ่งผมเห็นว่า "ไม่น่ารัก" เพราะทำให้เรามองโลกในแง่ร้ายเกินไป ควรจะฝันที่จะดิ้นรนไปให้พ้นกับดักกันบ้าง ไม่ใช่มองแต่ปลายตีน แค่ตาควรจะมองดาวด้วย
กระนั้นก็ตาม นี่เป็นคุณสมบัติ "ที่ดี" ของคนไทยที่ผมชอบ นั่นคือสำเหนียกตัวเองเก่ง วิจารณ์ตัวเองได้ลึกซึ้ง ดังนั้น จึงแก้ไขตัวเองได้เร็ว ไม่เหมือนพวกที่ฝันโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ กับพวกที่เย่อหยิ่งจองหองว่าตัวเองจะแซงไทยในไม่ช้า
ดังนั้น การที่ไทยจะไปให้ถึงสถานะประเทศรายได้สูงนั้นมีโอกาสสูง ส่วนกัมพูชาผมมองยังไงก็ไม่มีโอกาส อย่างน้อยก็ในชั่วชีวิตของฮุน เซน
สเป็กของประเทศที่มีรายได้สูง ธนาคารโลกกำหนดไว้ว่ามีรายได้ประชาชาติรวมต่อหัวตั้งแต่ 14,005 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป (ณ ปี 2024–2025) มีลักษณะเด่นคือเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว มาตรฐานการครองชีพสูง และอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและหลากหลาย ตัวอย่างประเทศชั้นนำ ได้แก่ ลักเซมเบิร์ก สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ สิงคโปร์ ไอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา
ในส่วนของกัมพูชานั้น VOD Khmer ชี้ว่า "แม้ว่าตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของกัมพูชาจะดูดี โดยแตะระดับ 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2025 แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้วก็มีข้อกังวลอยู่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน (มากกว่า 50% ในปี 2025 และ 75% ในปี 2024) และกระจุกตัวอยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่ำ การลงทุนประเภทนี้ให้การจ้างงานในระยะสั้นและขาดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการเพิ่มผลิตภาพของประเทศ"
นอกจากจะมีปัญหาเรื่องพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงแล้ว ยังคาดว่ากัมพูลชาจะหลุดพ้นจากสถานะประเทศด้อยพัฒนา (LDC) ในปี 2027 หรือ 2029 ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่เทียบชั้นกับไทย ซึ่งเป็นประเทศชั้นนำของอาเซียนได้ในเวลาไม่กี่ปี
มันยังมีปัญหา "เชิงโครงสร้าง" ของการผลักดันเศรษฐกิจเกิดขึ้นมาอีก
จากการรายงานของ VOD Khmer ยังชี้ว่าเมื่อกัมพูชาออกจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (LDC) ก็จะทำให้สูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้า “Everything But Arms” (EBA) จากสหภาพยุโรป และสิทธิพิเศษทางการค้าทั่วไป (GSP) จากประเทศอื่นๆ การวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าการสูญเสียนี้อาจลดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของกัมพูชาลงประมาณ 2.947 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสี่ปี (2027-2030) เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของภาษีนำเข้าสินค้าเพราะสูญเสียสิทธิพิเศษ
โครงการ "ทุกอย่างยกเว้นอาวุธ" (Everything But Arms: EBA) ของสหภาพยุโรป (EU) เป็นข้อตกลงทางการค้าพิเศษภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทั่วไป (Generalized System of Preferences: GSP) ที่ให้สิทธิแก่ประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) ในการเข้าถึงตลาดเดียวของสหภาพยุโรปโดยไม่ต้องเสียภาษีและไม่มีโควตาสำหรับสินค้าทุกชนิด ยกเว้นอาวุธและกระสุน โครงการนี้ริเริ่มในปี 2544 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนา โดยประเทศที่ได้รับประโยชน์หลัก ได้แก่ กัมพูชา บังกลาเทศ และเมียนมา
ก่อนหน้านี้ รายงานของธนาคารโลกระบุว่า “ผลลัพธ์จากแบบจำลองการเติบโตระยะยาวแสดงให้เห็นว่ากัมพูชามีแนวโน้มที่จะพลาดเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2030 แม้ว่าจะมีการลงทุนสูงก็ตาม” แต่รายงานระบุว่าเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2050 นั้นเป็นไปได้หากมีการเพิ่มการลงทุนอย่างแข็งแกร่ง
กระนั้นก็ตาม รายงานระบุเพิ่มเติมว่า “เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงของกัมพูชาภายในปี 2050 จำเป็นต้องรักษาอัตราการเติบโตนี้ไว้เป็นระยะเวลากว่า 30 ปี”
ฮุน มาแณต มั่นใจว่าน่าจะทำได้ เพราะเขาบอกว่า "การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งโดยเฉลี่ยประมาณ 7% ในช่วงสองทศวรรษก่อนเกิดการระบาดใหญ่"
แต่ตอนนี้ กัมพูชาโตแค่ 4.8% - 5.2% จากที่อุตส่าห์ประเมินต่ำแล้วที่ 6%
หากพิจารณารากฐานทางเศรษฐกิจในเวลานี้ที่ยังอ่อนแอ รวมถึงการจะสูญเสียข้อตกลงทางการค้าพิเศษภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทั่วไปในอนาคต ยิ่งทำให้กัมพูชาอาจจะพลาดการไปสู่เป้าหมายทั้งปี 2030 และปี 2050 ได้
แต่นั่นยังเป็นการประเมินเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่ทุนเทาที่เป็นเสาหลักที่แท้จริงจะเริ่มพังลง ทั้งระบบการเงินที่อิงกับทุนเทาก็ถูกโค่นล้มโดยแรงกดดันจากนานาชาติ หาก GDP จากทุนเทาหายไปสักครึ่งหนึ่ง แค่ประคองตัวไม่ให้สไลด์กลับไปเป็นประเทศรายได้ต่ำก็ยากแล้ว ไม่ต้องฝันถึง 'จักขุวิสัย ประเทศกัมพูชา ฉนำ 2030'
และนั่นก็ยังเป็นสถานการณ์ก่อนที่กัมพูชาจะสะบักสะบอมจากสงครามกับไทย และตอนนี้ก็ยังมีความเคลื่อนไหวทางการทหารอยู่เรื่อยๆ หมายความว่ากัมพูชากำลังเอาต้นทุนทางเศรษฐกิจมาใช้ด้านกลาโหม เพียงเพื่อจะ "ล้างตา" กับไทย
เพราะในแง่การเมืองแล้ว การไปให้ถึงเป้าปี 2030 และปี 2050 ไม่สำคัญแล้ว สิ่งสำคัญกว่าคือ รัฐบาลฮุนเสียความเชื่อมั่นสายตาประชาชน เพราะพาคนไปตาย ทำให้คนตกงานไปหากินที่ไทยไม่ได้ และยัง "เสียดินแดน" อีกต่างหาก
ดังนั้น กัมพูชามีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะล้างตากับไทยมากกว่า เมื่อล้างตาจนสะอาดหมดจนแล้ว ค่อยไปนั่งฝันถึงเป้า 2030 และ 2050 กันต่อไป
แต่การล้างตานั้นไม่ง่าย ดีไม่ดีจะน้ำตาเช็ดหัวเข่าเอาด้วยซ้ำ
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ผู้พลัดถิ่นแบกกล่องบรรจุน้ำดื่มที่แจกจ่ายในค่ายพักชั่วคราวในจังหวัดอุดรเมียนชัย ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2025 ท่ามกลางการปะทะกันตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย (ภาพโดย TANG CHHIN SOTHY / AFP)