ถ้าเกาหลีใต้ถูกหาว่าเหยียดเชื้อชาติ แล้วเกาหลีเหนือจะมีพฤติกรรมแบบเดียวกันไหม?

ถ้าเกาหลีใต้ถูกหาว่าเหยียดเชื้อชาติ แล้วเกาหลีเหนือจะมีพฤติกรรมแบบเดียวกันไหม?

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าเกาหลีทั้งคาบสมุทร (เหนือและใต้) เป็นประเทศชาชาติเดี่ยว (Monoethnicity) นั่นคือประชากรเกือบทั้งหมดไม่มีชนชาติอื่นนอกจากชนชาติเกาหลี โดยเกาหลีเหนือมีอัตราชาติเดี่ยวมากที่สุดในโลก คือ 94.8% ส่วนเกาหลีใต้อยู่ที่ 94.8% ถือเป็นอันดับที่ 19 ของโลก

ลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นด้วย ดังนั้นทั้งสองประเทศจึงไม่คุ้นกับความหลากหลายทางเชื้อชาติ มองต่างชาติเป็นส่วนเกินของสังคม และไม่ยอมรับการผสมผสานทางเชื้อชาติ

ถามว่าประเทศ Monoethnicity มักจะมีอาการ "เหยียด" หรือ "รังเกียจ" ชาติอื่นง่ายกว่าประเทศที่มีเชื้อชาติหลากหลาย (Multiethnicity) หรือไม่? ผมตอบไม่ได้ เพราะถ้าตอบมั่วๆ เดี๋ยวจะถูกหาว่าเหยียดอีก ดังนั้น ทุกท่านควรพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

แต่จะยกสถานการณ์ปัจจุบันให้เห็นคือ การที่ชาวเน็ตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทะเลาะกับชาวเน็ตเกาหลีใต้หลังจากถูกฝ่ายหลังเหยียดว่า "ขี้เหร่" และ "ล้าหลัง"  จนกระทั่งเกิดกระแส SEAbling หรีอ "พี่น้องอาเซียนร่วมใจถล่มเกาหลี" และนำไปสู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การถูกเหยียดโดยชาวเกาหลีของพี่น้องอาเซียน กระทั่ง ณ เวลาที่เขียนอยู่นี้มีคนชาติอื่นๆ เข้าแชร์ประสบการณืด้วย ไม่เว้นแม้แต่คนเกาหลีนอกประเทศเกาหลี (เช่น คนเกาหลีในเอเชียกลางที่อพยพไปอยู่ในสหภาพโซเวียต หรือ 'โครยอซารัม' และคนเกาหลีอเมริกัน) ก็ไม่วายเล่าว่าพวกเขาถูกเกาหลีในเกาหลีใต้เหยียดเช่นกัน

ประสบการณ์ของพวกหลังบ่งบอกว่า แม้คุณจะเป็น 'คนเกาหลี' แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในประเทศเกาหลีที่เป็น Monoethnicity คุณก็ถือเป็นคนนอก เมื่อเป็น 'คนอื่น' ก็เท่ากับเป็นเป้าของการถูกเพ่งเล็งได้ง่ายจากพวกที่คิดว่าตัวเองเป็น 'เกาหลีแท้'

ดังนั้น ยิ่งไม่ใช่คนเกาหลี คุณยิ่งถูกมองเป็นคนอื่นมากขึ้น

นอกจากความเป็น Monoethnicity ที่แข็งแกร่งแล้ว สังคมในคาบสมุทรเกาหลีทั้งเหนือและใต้ยังมีรากฐานแนวคิดเรื่อง 'ซุนฮยอล จูอึย' (순혈주의) หรือ 'ลัทธิเลือดแท้' คือถือว่าเกาหลีแท้ๆ ต้องไม่ปนเชื้อชาติอื่น แนวคิดแบบนี้สาวได้ไปถึงสมัยอาณาจักรชิลลา (57 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 935) อันเป็นยุครวมเชื้อชาติเกาหลีในยุคกลาง ในสังคมชิลลานั้นมีแนวคิดเรื่องเลือดแท้อยู่แต่เรียกว่า 'คลพุม เจโด' (골품제도) หรือ 'ระบบกระดูกแท้' เพื่อจัดว่าใครเป็นชนชั้นสูงหรือต่ำจากสายเลือด (เพราะเลือดเองนั้นก็มาจากไขกระดูก) 

นี่เป็นรากฐาน 'การแบ่งเขาแบ่งเรา' ในสังคมเกาหลีแต่โบราณ แม้คนเกาหลีจะไม่รู้ตัว แต่มันได้ซึมซาบเข้าไปใน DNA ของชนชาติไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องง่ายเข้าไปอีกเพราะทั้งประเทศมีแค่ชนชาติเดียว 

แนวคิดโบราณยังผสานเข้ากับแนวคิดโมเดิร์น คือ 'ฮันมินจุก อูวอลจูอึย' (한민족우월주의) หรือ 'ลัทธิชนชาติฮันเป็นใหญ่กว่าใคร'คำว่า 'ฮัน' ในที่นี้หมายถึงคนเกาหลีโดยเน้นที่เกาหลีใต้เป็นหลัก (ในเกาหลีเหนือและเกาหลีในจีนยังเรียกชนชาติตัวเองว่า 'โชซอน')

'ลัทธิชนชาติฮันเป็นใหญ่กว่าใคร' ที่จริงก็คือชาตินิยมแบบหนึ่ง เกิดขึ้นมาเพื่อเยียวยาแผลใจที่เกาหลีเคยเป็นลูกน้องประเทศใหญ่ คือจีนช่วงก่อนศตวรรษที่ 19 และถูกญี่ปุ่นเอาเป็นเมืองขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 20

ชาตินิยมที่มุ่งรักษาแผลในอดีตและกระตุ้นเตือนให้ "มูฟออน" สู่อนาคตอันสดใส ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่มันมักจะกลายพันธุ์กลายเป็น 'ลัทธิประเทศข้าใหญ่กว่าใคร' ยิ่งประเทศนั้นมูฟออนจนกระทั่งพัฒนาสูงและร่ำรวยก็จะยิ่งทำให้ลัทธิชาตินิยมที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกลายเป็นลัทธิตัวเองดีกว่าใครอย่างสุดโต่ง (Supremacism)

เกาหลีใต้มีอาการแบบนี้มาสักพักแล้ว คนนอกจะเห็นชัดกว่าคนใน ผมจึงจะขอยกตัวอย่างบทความของคนจีนชื่อ "ประเทศฮันเล็ก ประเทศฮันใหญ่" (‘小’韩国‘大’韩国) โดย หวางอี้เหวย (王义桅) ศาสตราจารย์ด้านการต่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมิน นักการทูต และผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาและสังคมศาสตร์  ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2006 ความตอนหนึ่งว่า 

"ในแง่ของจิตไร้สำนึก (Id): ความรู้สึกเหนือกว่าของชาวเกาหลี ชาวเกาหลีใต้มีความรู้สึกถึงอัตลักษณ์ทางชาติอย่างแรงกล้า แม้กระทั่งความรู้สึกเหนือกว่าทางชาติในระดับหนึ่ง แต่ความภาคภูมิใจของพวกเขาก็มีเหตุผลรองรับ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก แต่ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวของเกาหลีใต้สูงกว่า 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกาหลีใต้อยู่ในกลุ่ม "ประเทศร่ำรวย" ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD)"

"ในแง่ของอัตตา (Ego): ความเล็กและความงามแบบเกาหลี เล็กนั้นงดงาม แต่ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ราคาของความเล็กมักเป็นความอัปยศอดสูที่งดงาม ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ชาวเกาหลีใต้หลายคนมีร่วมกัน พูดตามตรง สำหรับเกาหลีใต้ ประเทศที่มีประชากรเป็นเนื้อเดียวกันอาศัยอยู่บนคาบสมุทรแคบๆ ที่ขาดแคลนทรัพยากร ลัทธิชาตินิยมเป็นสิ่งที่ถูกบังคับให้พวกเขาต้องรับเอาไว้"

"ในแง่ของอภิอัตตา (Superego): ด้วยความตึงเครียดระหว่างจิตไร้สำนึกและอัตตา ดังนั้นจิตวิญญาณ (psyche) ของชาติเกาหลีจึงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเปราะบาง และชาตินิยมที่เกิดจากความเปราะบางนี้มักแสดงออกมาในรูปแบบที่รุนแรง"

นี่คือการมองเกาหลีใต้ตามหลักจิตวิทยาโดยอาจารย์ชาวจีน ซึ่งผมคิดว่ามีเหตุผลน่าฟัง และคิดว่าสอดคล้องกับทัศนะของผมเองด้วย 

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะเริ่มเข้าใจวิธีคิดแบบตัวเองเป็นใหญ่ (จนนำไปสู่การเหยียด) ของคนเกาหลีใต้บางคน แต่ได้โปรดอย่าเหมารวมคนเกาหลีใต้ทั้งประเทศ เพราะนี่เป็นการมองแบบภาพรวม ไม่สามารถเอาไปครอบงำคนทั้งชาติได้ อีกประการหนึ่งก็คือ นี่เป็นการอธิบายคร่าวๆ เพื่อประกอบสถานการณ์บางอย่าง ไม่ได้ต้องการให้มองเกาหลีด้วยสายตาที่รังเกียจ

มาถึงตอนนี้หลายคนคงจะถามในใจแล้วว่า "ถ้าเกาหลีใต้เป็นแบบนั้น แล้วเกาหลีเหนือจะเป็นแบบไหน?" 

อย่างที่บอกไปว่าเกาหลีเหนือเป็นประเทศที่มีเชื้อชาติเดียวที่หนาแน่นอันดับหนึ่งของโลก อีกทั้งยังเป็นประเทศปิด คนนอกเข้าไปได้ยาก ทำให้โอกาสที่จะสร้างประชากรที่มองคนชาติอื่นเป็น 'คนอื่นที่ด้อยกว่าเรา' นั้นสูงกว่าเกาหลีใต้เสียอีก 

แต่บอกตามตรง การทีเกาหลีเหนือเข้ายากออกยาก ทำให้เรารู้วิธีคิดของประชาชนในนั้นแทบไม่ได้เลย 

แต่ยังมีร่องรอยอยู่บ้างในแง่ลัทธิเลือดบริสุทธิ์ที่ถูกย้ำใน 'ตำนานานท่านผู้นำ' 
 เช่นการเขยนประวัติของ คิม จอง-อิล (พ่อของคิม จอง-อึน) ว่าเกิดที่ภูเขาแพ็กดูในปี 1984  ตำนานนี้ย้ำขึ้นมาเพื่อบอกว่า ท่านผู้นำเกิดที่ดินแดนศักสิทธิ์อันเป็นต้นกำเนิดของบูรพกษัตริย์ของชาวเกาหลีทั้งมวล คือ ทันกุน และเท่ากับย้่ำว่า คิม จอง-อิลสืบสายเลือด (หรือความชอบธรรมเรื่องอำนาจ) จากทันกุน

เกาหลีเหนือเป็นประเทศสังคมนิยม เป็นเผด็จการพรรคเดียว และมีรัฐบาลอำนาจนิยมที่กำหนดวิธีคิดของประชาชนให้หันซ้ายหันขวาได้ แนวคิดหนึ่งของสังคมนิยมทีคือมีร่วมกันคือ International หรือความเป็นสากลนิยม หมายถึงชนชาติ เชื้อชาติ ประเทศต่างๆ ล้วนเท่าเทียมกัน ต้องช่วยกันปฏิวัติสร้างสังคมนิยมให้แก่กัน

ยกตัวอย่างเช่น ในจีน แม้ชนชาติฮั่นจะเป็นชนชาติส่วนใหญ่ แต่จีนมีชนชาติอื่นๆ อีกหลายสิบ เพื่อสร้างความสมานฉันท์ในชาติตามหลักสากลนิยม พรรคคอมมิสวนิสต์จีนจึงสั่งสอนให้ประชาชนอย่าได้มีความคิด 'ฮั่นเป็นใหญ่' (大汉族主义) ผู้นำของพรรคฯ คนแล้วคนเล่าย้่ำเรื่องนี้เสมอมา 

ด้วยแนวคิดนี้ เกาหลีเหนือน่าจะมีความเหยียดน้อยและเข้าอกเข้าใจชาติอื่นมากใช่ไหม? 

เปล่าเลย

แทนที่เกาหลีเหนือจะเลียนแบบจีนในการทำลายความเย่อหยิ่งของชนชาติส่วนใหญ่ รัฐบาลกลับเสนอแนวคิด 'อูริมินจก เจอิลจูอึย' (우리민족제일주의) หรือ 'ชนชาติของเราต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง' หรือเรียกอีกอย่างว่า 'โชซอนมินจก เจอึลจูอึย' (조선민족제일주의) คือ 'ชนชาติโชซอนต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง'

อย่างที่บอกตอนต้นว่า เกาหลีเหนือเรียกชนชาติตัวเองว่าโชซอน เกาหลีใต้เรียกตัวเองว่าฮัน

หลักการนี้เป็นแนวคิดแบบ Supremacism ชัดๆ ขัดกับหลักการสังคมนิยมเต็มๆ แต่สังคมนิยมแบบตระกูลคิมนั้นไม่ใช่สังคมนิยมแท้ๆ แต่ผสมกับชาตินิยมเกาหลี ลัทธิเกาหลีเป็นใหญ่ และลัทธิเลือดบริสุทธิ์ เรียกว่าอุดมการณ์จูเช (주체사상)

ดังที่เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 1989 คิม จอง-อิล ได้กล่าวสุนทรพจน์เรื่อง “ขอให้เราแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงจิตวิญญาณแห่งการให้ความสำคัญกับชนชาติเกาหลีเป็นอันดับแรก” ซึ่งเป็นการวางรากฐานแนวคิดที่ว่าชาวเกาหลี (ประชาชนเกาหลี) นั้นเหนือกว่าเพราะพวกเขานับถือบูชาคิม อิล-ซอง (บิดาของเขาและผู้ก่อตั้งประเทศ) และยึดมั่นในระบบอุดมการณ์จูเช

คิม จอง-อิล ก็มีเหตุผลของเขาที่จะสนับสนุนแนวคิด Supremacism ของชาติโชซอน เหมือนกันที่ศาสตราจารย์ชาวจีนชี้ว่า เกาหลีใต้มีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่ต้องยกตนข่มท่านด้วยชาตินิยมจัดๆ เกาหลีเหนือก็เช่นกัน อย่างที่ คิม จอง-อิล กล่าวไว้ว่า 

"หากชาติเล็กขาดความภาคภูมิใจในชาติ ก็ไม่อาจรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ได้ และเสี่ยงที่จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติอื่น (...) เพื่อขจัดลัทธิปฏิเสธชาตินิยมและการยอมจำนนต่อชาติอื่นในหมู่สมาชิกและคนงานของพรรค เราต้องเสริมสร้างโครงการด้านการศึกษาที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในชาติและปลูกฝังจิตวิญญาณของการให้ความสำคัญกับชนชาติเกาหลีเป็นอันดับแรก" (จากสุนทรพจน์เรื่อง 'เพื่อการเสริมสร้างและพัฒนาพรรคและกองกำลังปฏิวัติ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมนิยมครั้งใหม่')

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลสั่งการให้ประชาชนต้องคำนึงถึง  'ชนชาติของเราต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง' เราจึงสามารถอนุมานได้ว่าเกาหลีเหนือก็น่าจะเหยียดเหมือนกัน แม้ว่าในประเด็นนี้เราจะฟันธงได้ยากก็ตาม (อนุมานได้เท่านั้น) โดยที่ในเกาหลีใต้เองก็อยากจะรู้เรื่องนี้เหมือนกันแต่ก็ทำไม่ได้ 

คนเกาหลีทั้งเหนือและใต้นั้นแม้จะยังทำสงครามกันอยู่ (แค่หยุดยิงนะครับ สงครามเกาหลีไม่ได้หยุดไปด้วย) แต่ปรากฏว่าทั้งสองไม่ได้เห็นกันและกันเป็นศัตรูร้อยเปอร์เซนต์ เรามีหลักฐานจากการสำรวจของนักวิชาการชาวเกาหลีใต้ที่ได้ทำการสำรวจความเห็นของบุคลากรทางทหารในเดือนเมษายน ปี 2008 พบว่า ร้อยละ 34 ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ ในขณะที่เพียงร้อยละ 33 กล่าวว่าเกาหลีเหนือเป็นศัตรูอันดับหนึ่ง 

ในเกาหลีเหนือก็เกิดสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน เพราะพบว่ารัฐบาลโฆษณาชวนเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเป็น “ศัตรูตัวฉกาจ” แต่เอกสารทางการแทบจะไม่ถือว่าเกาหลีใต้เป็นศัตรูหลักเลย

เกาหลีใต้และเกาหลีเหนือแม้จะถูกแยกจากกันด้วยพรมแดน อุดมการณ์ และสงคราม แต่เพราะเป็นชาติที่มีเชื้อชาติเดี่ยวหนาแน่น พวกเขาจึงไม่มองกันและกันเป็นศัตรู แต่คนนอกต่างหากที่เป็นปรปักษ์ ด้อยกว่า มาที่หลัง 

และเป็นเป้าหมายของการดูแคลนโดยบางคนในชนชาตินี้

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ภาพจากอินเทอร์เน็ตที่ทำขึ้นโดยยูสเซอร์ที่ติดตามกระแส SEAbling โดยทำภาพมีมของประเทศในอาเซียนรวมตัวกันโจมตีเกาหลีใต้ (ไม่ทราบที่มาภาพ)

TAGS: #เกาหลีเหนือ #เกาหลีใต้