แม้ว่าสหรัฐฯ จะระดมพลมาล้อมพื้นที่ยุทธศาสตร์ต่างๆ ในยุโรปและตะวันออกกลางเพื่อเตรียมโจมตีอิหร่าน แต่ไม่ว่าการโจมตีจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม คนที่มีแต่เสียกับเสียคือโดนัลด์ ทรัมป์
การทำสงครามมีแพ้มีชนะก็จริง แต่การรบไม่ได้อาศัยความเหนือกว่าด้านอาวุธเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาเงื่อนไขทางเศรษฐกิจด้วย
พูดกันตรงๆ ก็คือ ทรัมป์ต้องการให้ราคาน้ำมันถูกลง เขาพูดเรื่องนี้มาเป็นปีแล้ว และยังบอกชัดๆ ว่าต้องการให้ราคาอยู่ที่ประมาณ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาประมาณนี้จะเป็นคุณต่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ แต่จะเป็นโทษต่อบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ
ทรัมป์จะต้องเลือกเอาว่าจะให้อุตสาหกรรมน้ำมันหนุนเขา หรือเขาต้องการเสียคะแนนเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งกลางเทอมปีนี้ เพราะโหวตเตอร์ใช้ชีวิตกันทุกลักทุเลขึ้นทุกทีจากปัญหาเงินเฟ้อ
ทรัมป์ชัดเจนมานานแล้วว่าไม่ต้องการการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมน้ำมัน เพราะฐานเสียงสำคัญกว่า และฐานเสียงตอนนี้ต้องซื้อของแพงขึ้น (ดอกเบี้ยจึงต้องสูง) และลงทุนน้อยลง (เพราะดอกเบี้ยสูง) แถมยังตกงานมากขึ้น (ผู้ผลิตนอกทำดีกว่า)
ในบรรดาปัญหาทั้งสามนี้ การแก้เงินเฟ้อเร่งด่วนที่สุด น้ำมันจึงไม่สามารถขึ้นมากได้
80% ของการขนส่งสินค้าทั้งหมดภายในสหรัฐอเมริกาเป็นการขนส่งทางถนน ไม่ใช่ทางรถไฟ เมื่อนำมันแพงต้นทุนค่าขนส่งก็จะแพงขึ้น ข้าวของจะถูกลงได้หรือ?
และโปรดทราบว่า ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 22 บาร์เรลต่อปี ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 4 - 5 เท่า หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น จะทำให้ราคาสินค้าทุกอย่างในประเทศสูงขึ้น
และมันยังจะทำให้ประชากรชาวอเมริกัน 90% สิ้นศักยภาพในการเดินทาง เพราะครัวเรือนในสหรัฐอเมริการาว 92% เป็นเจ้าของรถยนต์อย่างน้อยหนึ่งคัน และกว่า 21% เป็นเจ้าของรถยนต์สามคันขึ้นไป โดยที่การเดินทางสัญจรไปไหนต่อไหนต้องอาศัยรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นหลัก ในเมืองขนาดกลางของสหรัฐฯ นั้นแทบไม่มีขนส่งสาธารณะเลย
หากน้ำมันแพงพวกโหวตเตอร์ตาม "พื้นที่กันดาร" เหล่านั้นที่เป็นฐานเสียงของทรัมป์จะยิ่งหงุดหงิด
ถ้าทรัมป์โจมตีอิหร่าน น้ำมันจะแพงขึ้นมาทันที (ซึ่งขณะที่เขียนนี้มันก็ขยับขึ้นมาคอยท่าแล้ว) ผลก็คือมันจะสวนทางกับความต้องการของทรัมป์และผู้บริโภคในสหรัฐฯ และจะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองในบัดดล
แน่นอนว่า อุตสาหกรรมน้ำมันอเมริกันอาจจะชอบ แต่มันก็ยังจะเป็นปัญหาทางการเมืองอยู่ดี แถมยังเป็นระดับการเมืองโลก เพราะพันธมิตรสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางที่ผลิตน้ำมันขาย ไม่ต้องการให้เกิดสงครามกับอิหร่าน
เพราะแม้น้ำมันจะแพง แต่ถ้าสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน อิหร่านก็คงตอบโต้ คราวนี้อาจจะไม่ตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง แต่อาจเล็งเป้าหมายโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศข้างเคียง
ผลก็คือ ประเทศผู้ค้าน้ำมันก็จะขุดน้ำมันมาขายไม่ได้ แม้จะขายได้แต่ก็จะผ่านอ่าวเปอร์เซียไมได้ เพราะเป็นแดนสงครามไปแล้ว ดังนั้น คนที่รวยจากน้ำมันแพงจึงเป็นคนนอกภูมิภาค ส่วนในภูมิภาคต้องนั่งน้ำตาตก
อันได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก อิหร่าน คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศเหล่านี้ต้องส่งน้ำมันผ่านช่องแคบอ่าวเปอร์เซีย
ดังนั้น ซาอุดีอาระเบียจึงปฏิเสธเสียงแข็งไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในประเทศของตนโจมตีอิหร่าน
ทรัมป์กำลังเผชิญกับความลักลั่นนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าโจมตีในพลัน แต่ใช้การแสดงแสนยานุภาพเพื่อข่มขู่ โดยหวังว่าอิหร่านต้องยอมศิโรราบก่อนจะลงมือจริง (เพราะไม่อยากจะลงมือจริงๆ)
ดังที่ สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ในการให้สัมภาษณ์กับลารา ลูกสะใภ้ของทรัมป์ ทางช่อง Fox News โดยกล่าวว่า ประธานาธิบดี "สงสัย" เกี่ยวกับท่าทีของอิหร่านหลังจากที่เขาได้เตือนอิหร่านถึงผลร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นหากพวกเขาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
"ผมไม่อยากใช้คำว่า 'ผิดหวัง' เพราะเขาเข้าใจว่าเขามีทางเลือกมากมาย แต่เขาสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงยังไม่... ผมไม่อยากใช้คำว่า 'ยอมจำนน' แต่ทำไมพวกเขาถึงยังไม่ยอมจำนน" วิทคอฟฟ์ กล่าว
และยังกล่าวต่อว่า “ทำไม ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ ด้วยแสนยานุภาพทางทะเลและกองทัพเรือที่มีอยู่มากมาย ทำไมพวกเขาถึงไม่มาหาเราและบอกว่า ‘เรายืนยันว่าเราไม่ต้องการอาวุธ ดังนั้นนี่คือสิ่งที่เราพร้อมจะทำ’? แต่การจะทำให้พวกเขามาถึงจุดนั้นกลับเป็นเรื่องยาก”
ถ้าเราพิจารณาคำพูดของวิทคอฟฟ์ดีๆ เราจะพบว่า ทรัมป์ไม่อยากจะใช้กำลังกับอิหร่าน แต่อิหร่านไม่ยอมศิโรราบเสียที ทำให้ทรัมป์สงสัยด้วยอาการหงุดหงิดและร้อนรน
โปรดทราบว่าคนแบบทรัมป์นั้นทำตามใจชอบมาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะการโจมตีอิหร่านเมื่อปีที่แล้วเขาก็ทำโดยไม่ลังเล แต่ทำไมตอนนี้เกิดลุกลี้ลุกลนขึ้นมา?
นั่นเพราะเขารู้ดีว่า หากโจมตีอิหร่านขึ้นมา คนที่แพ้ในท้ายที่สุดก็คือเขา
ในบ้านก็แพ้ เพราะของจะแพงมหันต์และคนจะหมดศรัทธาในตัวเขาในฐานะ "ผู้กอบกู้เศรษฐกิจ" เพราะตอนนี้ไพ่ใหญ่ที่ฟาดเปรี้ยงไปกลายเป็นหมันไปแล้ว นั่นคือสงครามภาษีที่ศาลสูงสั่งให้เป็นโมฆะ
สรุปแล้ว ทรัมป์ล้มเหลวทุกอย่างในการทำให้ปากท้องคนอเมริกันดีขึ้น
ส่วนพันธมิตรค้าน้ำมันในตะวันออกกลางที่อุตส่าห์ทุ่มเงินลงทุนให้เขา แต่กลับถูกเขาก่อสงครามจนเศรษฐกิจป่นปี้ไปหมด ก็จะหันหลังให้ ดีไม่ดีจะยิ่งวิ่งไปหาจีน
พวกเดียวที่จะได้ประโยชน์คือ?
แม้จะมีน้ำมันจากเวเนซุเอลามากพอที่จะป้อนสหรัฐฯ ในช่วงที่โจมตีอิหร่าน แต่น้ำมันจากเวเนซุเอลานั้นเป็นน้ำมันดิบข้นที่เป็นที่ต้องการของโรงกลั่นอเมริกันมากว่าโดยเน้นที่การส่งออก ไม่ใช่น้ำมันสำหรับการอุปโภคเพื่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ดังนั้น หากโจมตีอิหร่านจริง ก็เท่ากับทรัมป์เลือกที่จะโอ๋อุตสาหกรรมน้ำมันอเมริกัน ซึ่งน้ำมันแพงเป็นเรื่องดี แถมยังไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรอน้ำมันจากตะวันออกกลาง เพราะได้ของเวเนซุเอลามาแล้ว
แต่คนที่ซวยคือผู้บริโภคชาวอเมริกันกับพันธมิตรในตะวันออกกลาง
ฝ่ายแรกจะลงโทษทรัมป์ในการเลือกตั้งกลางเทอมด้วยการเลือกพรรคเดโมแครตเข้ามาขวางเขาในสภา
ฝ่ายหลังจะหันไปคบจีนกับรัสเซียเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทิ้งขวางโดยทรัมป์ และแม้นว่าการโจมตีอิหร่านไม่อาจโค่นรัฐบาลอิหร่านลงได้ พวกซาอุดีฯ ก็จะยิ่งไปกระชับมิตรกับอิหร่านยิ่งขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพในแถบอ่าวเปอร์เซีย
ซาอุดีฯ นั้นเป็นปรปักษ์กับอิหร่านมานานหลายสิบปีก็จริง ทั้งยังมีสงครามตัวแทนกันในเยเมน แต่ทั้งสองรัฐบาลดำเนินนโยบายคลายความตึงเครียดระหว่างกัน (Détente) ไปมาหาสู่กัน และร่วมมือกันมากขึ้น
ทั้งสองประเทศทราบดีว่า อิสราเอลต้องการถอนรากถอนโคนรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งมันจะนำไปสู่สงครามใหญ่โตได้ ผลก็คือน้ำมันจะยิ่งขายไม่ได้ ทางที่ดีเพื่อนบ้านของอิหร่านจึงหลีกเลี่ยงการสนับสนุนสงคราม (ที่อิสราเอลต้องการ) แล้วช่วยกันค้ากันขายจะดีกว่า
อิสราเอลนั้นต้องการจะเผด็จศึกอิหร่านอย่างยิ่ง จึงเร่งรัดให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้กำลังโดยเร็ว แต่ทรัมป์ "อยู่ระหว่างเขาควาย" คือไม่โจมตีก็ไม่ดี โจมตีก็ไม่ดี จึงซื้อเวลาไปเรื่อยๆ โดยบอกว่าเดี๋ยวรู้กันอีก 10 วัน ความจริงก็คือ เขาไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะจริงๆ เราทุกคนรู้ว่าทรัมป์เป็นคนโผงผางแค่ไหน แต่กับเรื่องนี้เขากลับพะว้าพะวังอย่างมาก
ก็อย่างที่บอกล่ะครับว่า เขาต้องการให้อิหร่านคุกเข่ายอมจำนนโดยไม่ต้องใช้กำลังนั่นหมายความว่าเขาเองก็ไม่อยากใช้กำลัง
ไม่ใช่ว่าเป็นผู้ปรารถนาสันติภาพ แต่เป็นนักเลงที่กำลังจนตรอกมากกว่า
ป.ล.
อีกเป้าหมายหนึ่งของทรัมป์อาจจะเป็นการเดินหน้าเพื่อโค่นรัฐบาลอิหร่านให้ได้ แล้วทนที่โดยหุ่นเชิด คือ เรซา ปาห์ลาวี โอรสของชาห์ปาลาห์วี (อดีตกษัตริย์อิหร่าน) ซึ่งเป็นดาวเด่นขึ้นมาในช่วงที่เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน
ปาห์ลาวีซึ่งพำนักอยู่ในสหรัฐฯ กล่าวต่อฝูงชนในมิวนิกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เขาพร้อมที่จะนำประเทศไปสู่ “อนาคตประชาธิปไตยแบบทางโลก” อันเป็นระบอบการปกครองตรงกันข้ามกับสาธารณรัฐอิสลามที่อิหร่านเป็นอยู่ในเวลานี้
สตีฟ วิทคอฟฟ์ ยังยืนยันในการสัมภาษณ์ด้วยว่า เขาได้พบกับเรซา ปาห์ลาวี โดยบอกว่า “ผมพบกับเขาตามคำสั่งของประธานาธิบดี” แต่ก็ไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
แต่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศอิหร่าน
"สิ่งที่ดีที่สุด" ที่ทรัมป์หมายถึงนี้ไม่ใช่กับชาวอิหร่าน แต่ต่อตัวเขากับโหวตเตอร์อเมริกัน เพราะหากเขาโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านได้แล้วตั้งเรซา ปาห์ลาวีเป็นหุ่นเชิด เขาก็จะสามารถรับประกันกระแสน้ำมันป้อนสหรัฐฯ ได้อย่างไม่ขาดสาย
แต่โปรดตระหนักว่า สงครามที่อเมริกันเข้าไปก่อและเข้าไปยุ่งนั้น มักจะจบลงด้วยการถอนทัพออกไปด้วยการสูญเสียมากกว่าได้มา แล้วประเทศนั้นก็จะเกิดความวุ่นวายจนควบคุมไม่ได้ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่านเป็นความฝันเฟื่องอีกครั้งของผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งคิดจะ "แก้ปัญหา" (หรือสร้างปัญหา) ด้วยวิธีขวานผ่าซาก
จบลงด้วยการได้น้ำมันมาไม่เท่าไร แต่หยาดเลือดไหลนองแผ่นดิน
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยเว็บไซต์ Sepanews ซึ่งเป็นเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2026 แสดงให้เห็นจรวดที่ถูกยิงระหว่างการฝึกซ้อมทางทหารโดยสมาชิกของ IRGC และกองทัพเรือในช่องแคบฮอร์มุซ (ภาพโดย SEPAH NEWS / AFP)