ความเห็นแก่ได้ของ'คอนเทนต์หิวเงิน'จากจีนถึงไทย ครีเอเตอร์บงการอารมณ์คนเพื่อต้มคนดู
'คอนเทนต์หิวเงิน' หรือ 'คอนเทนต์หิวแสง' กำลังระบาดหนักในจีน จนกลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน และตอนนี้กำลังเกิดเรื่องคล้ายๆ กันในเมืองไทยในเวลาไล่เลี่ยกัน
แต่ก่อนอื่นผมต้องขอเท้าความ "เบื้องหลังสถานการณ์" ในเมืองไทยก่อน
ตอนนี้เกิดขึ้นอื้อฉาวในวงคอนเทนต์ครีเอเตอร์เมืองไทย เมื่อช่อง 'ครอบครัวบิ๊กบอส' ซึ่งประกอบไปด้วย พ่อ (ไรเดอร์) แม่ (แม่บ้าน) และลูก ซึ่งโด่งดังมียอดวิวเป็นล้านจากการทำคลิปเล่าชีวิตประจำวันของไรเดอร์หาเช้ากินค่ำกับครอบครัวเล็กๆ ของเขา จนได้รับความเห็นใจและสงสารของผู้ชมเป็นจำนวนมาก และนำมาซึ่งยอดวิวและรายได้ต่อเนื่อง
แต่ต่อมา 'ครอบครัวบิ๊กบอส' ได้รับการติดต่อจากเอเจนซี่ (ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นทุนจีน) ให้มาทำงานร่วมกันโดยแบ่งรายได้จากการทำคลิป แต่เอเจนซี่ดังกล่าวทำดารเขียนบท 'ดราม่า' ให้กับครอบครัวนี้ นำไปสู่คลิปเจ้าปัญหาที่แม่บ้านเอาแต่นอนไม่ช่วยเหลือสามี และยังกินอาหารแพงๆ ทำให้ผู้ชมต่อว่าและกลายเป็นไวรัล แน่นอนว่า ทำให้ยอดวิวพุ่งหลักสิบล้าน
'ครอบครัวบิ๊กบอส' เผยว่าหลังจากคลิปกลายเป็นไวรัล ก็ได้รับค่าจ้างจากเอเจนซี่ 20,000 บาทต่อเดือน แต่ต้องปล่อยให้เอเจนซี่เขียนบทให้และบริหารช่องให้ ทำให้ช่องของพวกเขามีคอนเทนต์ที่ดราม่าและมีเอนเกจเมนต์มากมายโดยเฉพาะใน TikTok แต่กระแสเป็นไปในทางลบต่อครอบครัว ทำให้พวกเขาเริ่มทนไม่ไหว
จนในที่สุด 'ครอบครัวบิ๊กบอส' ประกาศเลิกสัญญากับเอเจนซี่ แต่นั่นเป็นการละเมิดสัญญาเช่นกัน ทำให้ช่องของพวกเขาถูกเอเจนซี่ยึดไป ทำให้พวกเขาต้องออกมาร้องขอความเป็นธรรมผ่าน TikTok และทำให้สังคมรับรู้ถึงการมีอยู่ของ 'เอเจนซี่สีเทา' ที่เข้าไปบงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์ดังๆ เพื่อสร้างไวรัลที่ไม่ถูกต้องแล้วทำกำไรจากเรื่องนั้น
นี่เป็น 'สรุปข่าวโซเชียล' ที่กำลังเป็นเรื่องอื้อฉาวในเมืองไทย
เรื่องแบบเดียวกันเพิ่งเกิดขึ้นในจีน
เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียของจีน เกี่ยวข้องกับการจัดฉากสร้างคอนเทนต์เพื่อหวังเอนเกจเมนต์ โดยผู้ก่อเหตุเป็นผู้พิการทางสายตาเสียด้วย ยิ่งทำให้ประเด็นนี้เป็นเรี่องละเอียดขึ้นอีกหลายเท่า เพราะสังคมเริ่มเผชิญกับคอนเทนต์จอมปลอมและการใช้ "ปัจจัยเรื่องความสงสาร" มาสร้างไวรัลมากขึ้น
กรณีนี้เกิดขึ้นกับช่องที่ชื่อ 'เป้าเป้า หมางทู่' (抱抱盲兔) หรือ 'เสี่ยวเจียง' ซึ่งมีผู้ติดตามถึง 1.398 ล้านคน
'เป้าเป้า หมางทู่' หรือเสี่ยงเจียงเป็นหญิงสาวพิการทางสายตา (ตาบอด) เธอสูญเสียการมองเห็นในปี 2023 เนื่องจากเส้นประสาทตาฝ่ออันเกิดจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดอักเสบในระบบ แต่ในปีนี้หรือ 3 ปีหลังจากสูญเสียการมองเห็น 'เป้าเป้า หมางทู่' ตัดสินใจลองเดินทางไกลเพียงลำพังโดยเดินทางกลับบ้านช่วงตรุษจีนด้วยรถไฟความเร็วสูง เธอได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนมากมายระหว่างการเดินทาง และกลายเป็นคอนเทนต์ที่สร้างความประทับใจให้ชาวเน็ตจีนและทำให้เธอกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้คนติดตามมากมายในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากนั้นเธอยิ่งโด่งดังมากขึ้นจากการเดินทางเพียงลำพังจากเมืองอู๋ซีไปยังกว่างโจวโดยเครื่องบินในเดือนมีนาคม และเป็นอีกครั้งที่เธอได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนตลอดเส้นทาง โดยเธอได้บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ในกล้องวิดิโอที่แขวนไว้ที่คอของเธอ คลิปแห่งความประทับใจในน้ำจิตน้ำใจของผู้คนต่อหญิงสาวตาพิการนี้ยิ่งทำให้ชาวเน็ตจีน 'ฟีลกู๊ด' กันเข้าไปใหญ่ มียอดวิวถึง 34 วิวและ 650,000 ไลค์ ณ วันที่ 10 มีนาคม
แต่ในขณะที่เธอกำลังเป็นดาวรุ่งของโลกโซเชียลอยู่นั่นเอง ก็มีคลิปหนึ่งปล่อยออกมา
ในคลิปนั้น 'เป้าเป้า หมางทู่' กำลังเดินทางอยู่ในกรุงปักกิ่งบนทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา แต่ระหว่างนั้นเธอถูกจักรยานไฟฟ้าที่ขี่อยู่บนทางเดียวกันชน ทำให้มือของเธอได้รับบาดเจ็บและไม้เท้าสีขาวนำทางของเธอกระเด็นหลุดมือ โดยที่ชายผู้ก่อเหตุไม่ได้ขอโทษ แต่กลับถามว่า "คุณไม่ดูทางบ้างเหรอ?" หลังจากที่หญิงสาวตอบว่า "ฉันกำลังเดินบนทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา" เขาจึงถามว่า "ทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตาอะไรกัน?" ก่อนจะขับรถหนีไปจากที่เกิดเหตุ
หลังจากที่วิดีโอถูกโพสต์ ก็มีการแชร์และแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวเน็ต โดยบางความคิดเห็นรุนแรงมาก เรียกร้องให้ตามหาผู้กระทำผิดและ "ลงโทษอย่างหนัก" กลายเป็นไวรัลที่สะเทือนไปถึงสำนักงานตำรวจจราจรปักกิ่ง ซึ่งตอบสนองต่อการเรียกร้องของสังคมโดยติดต่อไปยังหญิงพิการทางสายตาเจ้าของช่อง
แต่แทนที่จะเรียกร้องเอาผิดกับชายคนก่อเหตุ หญิงสาวตอบกลับในภายหลังว่า "ขอบคุณสำหรับความห่วงใย ฉันได้รับการขอโทษจากผู้ที่เกี่ยวข้องเมื่อคืนนี้แล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ติดต่อฉันแล้ว"
หลังจากนั้นคลิปดังกล่าวก็ถูกลบไปจากช่องของเธอ นักข่าวสังเกตเห็นว่ามันหายไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม
แต่ก่อนที่คลิปจะหายไป สื่อจีนรายหนึ่งสังเกตเห็นว่าเด็กสาวคนนั้นเคยตอบกลับใต้คลิปวิดีโอว่า "ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงนะคะ วิดีโอนี้ถ่ายไว้นานแล้ว และมือของฉันก็ไม่เจ็บแล้วค่ะ ฉันได้รับการขอโทษจากผู้ที่เกี่ยวข้องเมื่อคืนนี้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ติดต่อฉันมาแล้วด้วยค่ะ"
ท่าทีของเธอถูกตั้งข้อสงสัยและมีการขุดคุ้ย ตำรวจก็ทำการสอบสวนเพิ่มเติมจนกระทั่งทราบว่า คลิปดังกล่าวเป็นการจัดฉากขึ้นมา โดยเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ตำรวจปักกิ่งออกแถลงการณ์ระบุว่า วิดีโอที่แสดงภาพ "คนตาบอดถูกจักรยานไฟฟ้าชนขณะเดินบนทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา และถูกคนขับดุด่า" เป็นฉากที่จัดฉากขึ้น ขณะนี้ บุคคลทั้งสองที่เกี่ยวข้องถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไว้เพื่อดำเนินคดีอาญาแล้ว
สำนักข่าว CCTV รายงานเป็นข่าวอาชญากรรมว่า "กรณีที่ 1: นายหลิว (ชาย อายุ 26 ปี) และนางเจียง (หญิง อายุ 24 ปี) เพื่อดึงดูดผู้ติดตาม สร้างความสนใจ และแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ได้จัดฉากวิดีโอปลอมริมถนนในเขตเฉาหยาง (ปักกิ่ง) โดยแสดงภาพคนตาบอดถูกจักรยานไฟฟ้าชนและถูกคนขับตำหนิ จากนั้นพวกเขาก็โพสต์วิดีโอลงบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากเข้าใจผิดและก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ บุคคลทั้งสองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว"
ไม่เพียงเท่านั้น China News Network ยังรายงานว่า พบบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองซีอัน ก่อตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน 2020 ด้วยทุนจดทะเบียน 3 ล้านหยวน โดยมีขอบเขตธุรกิจประกอบด้วยบริการไลฟ์สตรีมมิ่งส่วนบุคคลทางอินเทอร์เน็ต การเป็นตัวกลางในการแสดง และบริการเทคโนโลยีไลฟ์สตรีมมิ่งทางอินเทอร์เน็ต
พูดง่ายๆ คือเป็นเอเจนซี่ของอินฟลูฯ ทั้งหลาย
แต่ที่น่าตกใจก็คือ ก่อนหน้านี้สื่อได้ข้อมูลจากบุคคลผู้พิการทางสายตาหลายรายที่เปิดเผยว่า บริษัทดังกล่าวได้ออกประกาศรับสมัครงานสำหรับผู้พิการทางสายตา โดยระบุว่า "หวังว่าบุคคลผู้พิการทางสายตาจะให้ความร่วมมือกับแผนการถ่ายทำของทีม"
และอดีตพนักงานของบริษัทได้ยืนยันกับสื่อว่าธุรกิจดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการจัดฉากถ่ายคอนเทนต์
นี่ทำให้ผู้คนสงสัยว่ากรณีของ 'เป้าเป้า หมางทู่' เกี่ยวข้องกับบริษัทจัดฉากคอนเทนต์ด้วยหรือไม่? เพราะระยะหลังจีนพบกรณีจัดฉากสร้างคอนเทนต์ลวงโลกบ่อยครั้ง
ไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่ก็ตาม กรณีของ 'เป้าเป้า หมางทู่' สร้างความกระทบกระเทือนใหญ่หลวงต่อสังคม
เพราะผู้คนรู้สึกถูกทรยศโดยคนที่พวกเขาคิดว่าลำบากกว่าตนแต่กลับเป็นคนที่หาประโยชน์จากความลำบากนั้น บางคนถึงกับบอกว่าเรื่องนี้ทำให้พวกเขาระแวงว่าคนไหนเป็นคนลำบากจริงหรือลำบากจัดฉาก คนไหนบอดจริงและน่าสงสารหรือคนไหนเป็นคนตาบอดที่เป็นนักแสดงในสังกัดของเอเจนซี่กันแน่ อย่างที่บทความของ The Paper ชี้ว่า "หลายคนฉโพสต์ข้อความไว้ใน WeChat Moments ว่า ในปัจจุบัน เมื่อพวกเขาเห็นข่าว พวกเขาต้องคิดทบทวนว่าข่าวนั้นจริงหรือเท็จ และรู้สึก "เหนื่อยหน่าย" มาก"
People's Daily มีบทความทัศนะว่า "ในยุคของวิดีโอสั้น ผู้สร้างคอนเทนต์ที่ต้องการเพิ่มการเข้าถึงและดึงดูดผู้ชมมากขึ้นต้องให้ความสำคัญกับความจริงใจ วิดีโอที่จัดฉากและปลอมแปลงนั้นใช้ประโยชน์จากความเห็นอกเห็นใจของสาธารณชนอย่างโหดร้าย ทำลายความไว้วางใจทางสังคมที่มีอยู่ และทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยเมื่อเผชิญหน้ากับบุคคลที่อ่อนแออย่างแท้จริง ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ มันบั่นทอนความทุกข์ยากของผู้พิการ เปลี่ยนปัญหาที่น่าเป็นห่วงอย่างแท้จริง เช่น ทางเท้าที่ไม่เป็นระเบียบ ให้กลายเป็นความบันเทิง ซึ่งทำให้ทุกคนรู้สึกหดหู่"
การทำคอนเทนต์ทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการ "แบ่งปัน" และ "บอกเล่า" เสียแล้ว แต่ขับเคลื่อนด้วยการ "หิวแสง" และ "หิวเงิน" เป็นสำคัญโดยการผลักดันของแพลตฟอร์มที่ขาดระบบคัดกรองที่ดี ทั้งยังปล่อยปละละเลยให้มีการสร้าง "คอนเทนต์ขยะ" มากมายเพื่อสร้างทราฟฟิกและเอนเกจเมนต์
เพราะความ "หิว" ของคอนเทนครีเอเตอร์มือสมัครเล่นเหล่านี้ ทำให้พวกลวงโลกมืออาชีพมีโอกาสในการล่อลวงสองต่อ หนึ่ง คือล่อลวงครีเอเตอร์ให้มาทำสัญญาปีศาจกับตน และ สอง ล่อลวงผู้ชมด้วยเนื้อหาที่ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมา
กรณีในจีนนั้นเราสงสัยว่าอาจมี 'บริษัทจัดฉากคอนเทนต์' เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ในไทยนั้นค่อนข้างชัดแล้วว่าว่ามี 'บริษัทจัดฉากคอนเทนต์' เกี่ยวข้องและยังอาจมาจากจีนด้วย
ในจีนตอนนี้มี 'บริษัทจัดฉากคอนเทนต์' และการจัดฉากเองของครีเอเตอร์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง กระนั้นก็ตาม เรื่องนี้ก็กลายเป็น "ไวรัลระดับชาติ" หลายครั้งด้วย ทำให้มีการติดตามกวาดล้างและตรวจสอบอย่างใกล้ชิดทั้งภาครัฐและภาคประชาชน
เมืองไทยควรติดตามสถานการณ์ในจีนเอาไว้ เพราะเป็นตัวอย่างในการบริหารจัดการ 'คอนเทนต์จัดฉาก' ที่อาจะผุดขึ้นอีกมากมายในวันข้างหน้า ในบ้านเมืองเรา
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - เจ้าของช่อง "เป้าเป้า หมางทู่" ภาพจากอินเทอร์เน็ต