ผมได้ชมสกู๊ปหนึ่งของช่อง More Perfect Union (ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่ตีแผ่ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐฯ เป็นหลัก) ว่าด้วย "วิธีแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำสุดขีดในอิตาลีด้วยวิธีการแบบถึงรากถึงโคน" (Italy's Radical Solution to Extreme Inequality) ที่แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ทางภาคเหนือของประเทอิตาลี
ผมดูแล้วนึกถึงประเทศไทยซึ่งมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสุดขีดที่ไม่มีใครคิดจะแก้ ส่วนที่แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญาเขามีวิธีแก้ที่ทำให้คนรวยไม่สามารถเอาเปรียบคนอื่นได้ และคนจนมีโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น
วิธีการนี้ไม่ซับซ้อนและเมืองไทยก็มีแล้วนั่นคือการตั้ง 'สหกรณ์' (cooperative)
แต่สหกรณ์เมืองไทยมักล้มเหลวและเป็นแหล่งฉ้อโกงกัน นั่นเพราะมันไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องคนจนด้วยกัน และคนที่เขามาบริหารไม่ได้ติดว่าตัวเองจนแล้วต้องช่วยคนจนด้วยกัน แต่คิดอยากจะรวยทางลัด
ประเทศอิตาลีมีปัญหาความเหลื่อนล้ำเหมือนไทยแต่หนักกว่าในแคว้นอื่นๆ ส่วนแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญานั้นเพราะสหกรณ์ตั้งขึ้นมาโดยมีปรัชญาที่ปฏิบัตินิยมชัดเจน คือ เพื่อปกป้องงานของคนในชุมชน และป้องกันคนในชุมชนไม่ให้ตกเป็นทาสของบรรษัทใหญ่ๆ ดังนั้นมันจึงอยู่ได้นาน
ระบบสหกรณ์ยังไม่วับซ้อนไปกว่าการให้ทุกคนเป็นผู้ถือหุ้นในวิสาหกิจของชุมชน ทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากันหมดไม่ว่าจะเป็นคนทำงานใช้แรงหรือซีอีโอ เวลาออกเสียงไม่ได้นับที่จำนวนหุ้น แต่นับที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือไม่
นี่เองที่ทำให้แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญารวยกว่าที่อื่นและคนตกงานน้อยกว่าส่วนอื่นของประเทศ ไม่ใช่เพราะมีเศรษฐีมาก แต่เพราะคนในแคว้น "มีฐานะเท่าๆ กัน"
อย่างที่บอกไปว่าสำนักข่าว More Perfect Union เน้นตีแผ่นปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ นักข่าวจึงไปดูงานสหกรณ์ที่แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา เขาจึบพบว่าในสหรัฐฯ นั้นมีคนรวยมากมายก็จริง แต่ความมั่งคั่งไมได้แผ่มาถึงคนใช้แรงเลย แบบนี้มันจะเรียกว่าเป็นประเทศร่ำรวยได้อย่างไร? ในเมื่อความมั่งคั่งกระจุกอยู่แค่คนไม่กี่กลุ่ม?
นั่นเพราะโครงสร้างการเมืองในสหรัฐฯ เอื้อต่อภาคธุรกิจ และภาคธุรกิจเป็นทุนนิยมที่เห็นแก่ตัว โดยอ้างว่าบรรษัทเป็นผู้จ้างงานก็พอแล้ว ไม่ต้องเผื่อแผ่ให้มาก หากมากไปจะเป็น 'คอมมิวนิสต์' (ปัจจุบัน คนอเมริกันก็ยังกลัวผีคอมมิวนิสต์ และยังเชื่อว่าจีนเป็นผีตัวนั้น ทั้งๆ ที่จีนพบสูตรเศรษฐกิจที่ลงตัวระหว่างระบบตลาดและสังคมนิยมแล้ว)
ดังนั้น อำนาจรัฐจึงเอื้อต่อนายทุนเพราะกลัวว่าหากนายทุนไม่จ้างงานแล้วเศรษฐกิจจะพัง ซึ่งเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ ผลก็คือ อำนาจรัฐไม่ช่วยแบ่งสันปันส่วนความมั่งคั่ง แถมยังจะกำจัดสหภาพหรือสหกรณ์ที่ทำแบบนั้นด้วย
ผลที่ตามมาก็คือ ระบอบประชาธิปไตยมีปัญหา
ฟังดูแล้วอาจจะไม่เกี่ยวกัน แต่ในยุคสงครามเย็นนั้น เพราะสหรัฐฯ ต้องการสู้กับพวกสังคมนิยมจึงป่าวประกาศว่า วิสาหกิจในระบบตลาดมีดีตรงที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นเจ้าของกิจการ หากไม่ตั้งกิจการเองก็สามารถเป็นผู้ถือหุ้นได้
เขาจึงโฆษณาว่า การถือหุ้นโดยเสรีคือสิทธิมนุษยชนตามระบอบประชาธิปไตย ต่างจากพวกสังคมนิยมที่มีกิจการส่วนตัวไม่ได้ (ซึ่งไม่จริงแต่อย่างใด)
ผลก็คือ ผู้คนสนับสนุนระบอบตลาดและทุนนิยมเพราะกลัวจะเสียเสรีภาพ เพียงแต่ไอ้คำว่า "การถือหุ้นโดยเสรีคือสิทธิมนุษยชนตามระบอบประชาธิปไตย" เป็นคำลวงแท้ๆ เพราะในระบอบทุนนิยม ใครมีเงินมากกว่า ก็คือผู้ถือหุ้นมากกว่า ผลก็คือมีอำนาจตัดสินใจทางเศรษฐกิจมากกว่า และเงินที่มากกว่ายังหมายถึงอำนาจทางการเมืองมากกว่าในการล็อบบี้รัฐ
เมื่อระบบเศรษฐกิจอเมริกันเน้นแต่การถือและซื้อ/ขายหุ้นโดยละเลยการผลิต ทำให้เงินยิ่งกระจุกตัวกับคนไม่กี่เปอร์เซนต์ และทำให้บั่นทอนอำนาจการเมืองของคนส่วนใหญ่ แบบนี้สังคมอเมริกันจึงเป็นประชาธิปไตยน้อยลงเรื่อยๆ
ดังนั้น ระบอบทุนนิยมจึงไม่เท่ากับประชาธิปไตย แต่ระบอบสหกรณ์ในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญาเป็นประชาธิปไตยมากกว่า เพราะหนึ่งคนที่ถือหุ้นไม่ว่าจะมาจะน้อยล้วนมีเสียงเท่ากัน ดังนั้น คนถือหุ้นมากหรือน้อยจะคิดเหมือนๆ กัน คือ จะทำอย่างไรที่วิสาหกิจของเราจะเติบโตได้ ไม่ใช่ว่าถือหุ้นมากก็จะคิดเอาแต่กอบโกย หรือหุ้นน้อยก็ปล่อยเกียร์ว่าเพาาะเรามันไม่มีปากเสียงอะไร
อีกเรื่องก็คือ อำนาจรัฐไม่ได้ปกป้องบรรษัทใหญ่ๆ
รัฐธรรมนูญอิตาลีเล็งเห็นความสำคัญของระบบสหกรณ์ถึงกับประกาศไว้ว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลกลางและท้องถิ่นสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิของแรงงานจากการถูกกดขี่โดยบรรษัทใหญ่ๆ
เช่นในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญาไม่เพียงมีสหกรณ์ที่ปกครองกันเอง แต่ยังมีโรงงานของบรรษัทใหญ่ๆ ด้วย แต่วันดีคืนดีบริษัทพวกนี้ขายหุ้นให้กองทุนต่างประเทศเสียอย่างนั้น พวกกองทุนก็เหมือนนายทุนอเมริกันที่ไม่สนใจการผลิต สนใจแต่เงินจากการเก็งกำไร อย่างแรกที่ทำก็คือไล่คนงานออกทั้งหมด
แต่แรงงานไม่ยอม เพราะพวกเขาคาดหวังว่าจะมีงานทำไปตลอดชีวิต (เหมือนมิตรสหายในวิสาหกิจสหกรณ์) พวกเขาจึงทำการยึดโรงงานซะเลย!
การยึดนี้ไม่ใช่ยึดแบบโจร แต่มีกฎหมายรองรับโดยภาครัฐอนุญาตให้แรงงานสามารถซื้อกิจการมาดำเนินการเองได้ (เหมือนสหกรณ์) หากระดมทุนไกด้เงินมาพอที่จะซื้อกิจการนั้น ซึ่งพวกเขาก็ทำได้ แต่ทุนต่างชาติกลับไม่ยอมขาย
นี่คืออันตรายของทุนข้ามชาติ ซึ่งเห็นแก่กำไร ไม่ทำการผลิต และทำลายสังคมท้องถิ่น โชคดีที่รัฐบาลอิตาลีช่วยประชาชนของตนมากกว่ารักนายทุนต่างชาติ แรงงานจึงมีโอกาสสู้ต่อไป
กับแรงงานคนอื่นๆ ที่ทำสหกรณ์นั้นไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีงานไม่มีเงิน ขอให้ร่วมใจกันพัฒนาวิสาหกิจของตน ไม่โกง ไม๋โลภ ไม่กู้ เท่านี้ก็เลี้ยงตัวเองได้สบาย
ครับ ระบบสหกรณ์ในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญามันไม่ได้ซับซ้อนเลยจริงๆ ที่ซับซ้อนก็เพียงแค่ใจคน หากรัฐฉ้อฉล การรวมพลังของประชาชนทางเศรษฐกิจจะเป็นไปได้ยาก หากประชาชนคิดจะรวยท่าเดียวการรวมตัวก็จะแตก หากทั้งรัฐและประชาชนละโมบเกินไป ทุนจากภายนอกก็จะเขามากอบโกย
เรื่องนี้เกี่ยวกับไทยตรงไหน?
ผมเห็นแล้วเทียบกับสังคมอเมริกันจึงเห็นปัญหาขึ้นมา เช่นเดียวกัน นักข่าวอเมริกันก็เห็นปัญหาในบ้านเขา
ในเมืองไทย เรามีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่เป็นระบบชัดเจน แม้จะทับซ้อนกันบ้างแต่ก็ไม่น่าเกลียดอะไร
กระนั้นก็ตาม กลับไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจกระจายมาถึงประชาชนเลย
ผมจะขอเทียบว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยนั้นคล้ายกับญี่ปุ่นและตอนที่ตั้งระบบนี้ขึ้นมาใหม่ๆ ก็หวังจะเป็นแบบญี่ปุ่น คือให้ท้องถิ่นปกครองตนเองในอัตราสูงมาก
แต่ที่มันล้มเหลวไม่ใช่เพราะไทยไม่พัฒนาเท่าญี่ปุ่น แต่เพราะท้องถิ่นญี่ปุ่นมีการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ
ปัจจัยหนึ่งก็คือ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เกษตรกรในญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นผู้เช่าของพวกเจ้าที่ดิน ชนชั้นสูง และนายทุนที่กักตุนที่ดินโดยระบบศักดินาและระบบทุนนิยมที่ล้นเกิน ไม่เพียงต้องก้มหน้าก้มตาทำนาในที่ดินคนอื่นเท่านั้น แต่พวกบ้านใหญ่เหล่านี้ยังกดขี่ชี้นำทางการเมืองด้วย
ญี่ปุ่นใช้ระบอบเลือกตั้งแล้วก็จริง แต่เพราะรากฐานไม่เป็นประชาธิปไตยแบบนี้ มันถึงนำไปสู่ระบอบเผด็จการ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่ ทำการริบที่ดินจากเจ้าที่ดินแล้วแบ่งให้ประชาชนเท่าๆ กัน ดังนั้น ประชาชนจึงมีปัจจัยการผลิตเกือบจะเท่าๆ กับ หรือมีกินมีใช้ไม่ต้องจ่ายหนี้จนหมดตัวและประเคนค่าเช่าให้กับคนไม่กี่คน
ระบบบ้านใหญ่จึงพังและนายทุนท้องถิ่นก็หายไป
นี่เป็นรากฐานการปฏิรูปส่วนเดียวเท่านั้น แต่มันทำให้ประชาชนท้องถิ่นมีพลังทางเศรษฐกิจเท่ากันแล้ว จากนั้นก็มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองเท่าๆ กัน
แต่เมืองไทยนั้นเอาระบบการเมืองคนอื่นมาใช้ แต่ไมได้ลอกการบ้านวิชาเศรษฐกิจมาด้วย นั่นยังไม่แย่เท่ากับเราไม่รู้จักท้องถิ่นของเราเอง
ดังนั้น ประชาชนมีแต่สิทธิทางการเมือง แต่ปากท้องมีปัญหา เพราะ หนึ่ง การเมืองระดับชาติไม่ช่วยแก้ปัญหาปากท้อง และ สอง การเมืองท้องถิ่นกลายเป็นตัวฉ้อฉลเสียเอง
สาม การรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ เช่น สหกรณ์ กลายเป็นแหล่งกู้เงินไม่ใช่แหล่งจ้างงานหรือการปกป้องธุรกิจชุมชน นี่นับว่าผิดแต่ต้นแล้ว
การเมืองทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นไม่เจริญไม่ใช่เพราะคนเข้ามาเป็นพวกใช้การไมได้เท่านั้น แต่เพราะประชาชนยังไม่รู้เรื่องการเมืองด้วย เพราะเห็นว่าเลือกพอเป็นพิธี ไม่ได้คิดว่าการออกเสียงคือการตัดสินเรื่องชีวิตและปากท้อง
ผมเห็นว่า ในเมื่อเรามีการปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ท้องถิ่นก็ควรจะสร้างสิทธิอำนาจทางเศรษฐกิจของตัวเองขึ้นมาด้วย ให้มันโยงใยกันเหมือนประสบการณ์ของคนในอิตาลี
ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญอิตาลีไม่ได้ประกาศสิทธิการรวมตัวเป็นสหกรณ์ขึ้นลอยๆ แต่เพราะเห็นว่าการเมืองในสหกรณ์คือรากฐานของการเมืองท้องถิ่น และเป็นสิ่งค้ำชูการเมืองระดับชาติด้วย
อำนาจในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองว่าจะรวยหรือจน คือ 'เสรีภาพ' การออกเสียงในสหกรณ์เท่าๆ กัน สะท้อนถึงหลักการ 'เสมอภาค' และการทำงานร่วมกันไม่ว่าจะสูงหรือต่ำเพื่อนำวิสาหกิจไปสู่การเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ คือ 'ภราดรภาพ'
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หลักการประชาธิปไตยตรงไหน? เป็นประชาธิปไตยมากกว่าระบบทุนนิยมที่คนรวยจนไม่เท่ากันเสียอีก!
สรุปก็คือ ผมเห็นว่า หากเราจะสร้างการเมืองที่เข้มแข็งและคนไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องด้วย แทนที่จะขึ้นไปปฏิรูปโครงสร้างระดับชาติกันอย่างเดียว ควรจะมองลงมาที่การติดอาวุธทางเศรษฐกิจให้ประชาชนทั่วๆ ไปด้วย
นี่เป็นการสอนสิทธิการเมืองที่มีประสิทธิภาพและไม่เปล่าประโยชน์เหมือนทำสื่อออกมาโฆษณา "ให้ความรู้" แต่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแท้ๆ
อาจจะดูฝันไป แต่มีสถานที่ในโลกนี้ที่ทำได้จริง ผมจึงนำมาบอกกล่าวไว้ เพราะทนเห็นบ้านเมืองรุงรังและล้าหลังแบบนี้ไม่ไหว
ป.ล.
อุปสรรคของ 'การปฏิรูป' แบบนี้คือ อำนาจรัฐที่อิงแอบกับทุนใหญ่ เช่น ในกรณีของอิตาลี ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบบฟาสชิสต์ได้ทำลายระบบสหกรณ์อย่างหนัก เพราะเห็นว่าสหกรณ์ให้อำนาจประชาชนในการต่อต้านทุนผูกขาดและอำนาจรัฐเผด็จการ เพื่อทำลายเสียงประชาชนรัฐบาลฟาสชิสต์จึงทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจลงเสีย และจับตัวพวกแกนนำพลังประชาชน และเสริมอำนาจให้กับบริษัทใหญ่ๆ ทำให้ช่วงนี้อิตาลีมีบริษัทใหญ่ๆ มาก และมหาเศรษฐีเติบโตขึ้นมา แต่เศรษฐกิจฐานรากไม่ได้ดี แต่มันทำให้ประชาชนลุกฮือต่อต้านในที่สุด หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว อิตาลีจึงหันมาสนับสนุนการเมืองและเศรษฐกิจรากหญ้าโดยระบบสหกรณ์ ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง และเศรษฐีที่รวยกระจุกก็น้อยลงไป
ดังนั้น คนอิตาลีจึงไม่ได้มองเศรษฐีเป็นฮีโร่ เพราะเศรษฐีแบบอเมริกันนั้นมีน้อยโดยระบบกดเอาไว้ และยังมองว่าชุมชนของตนประสบความสำเร็จมากแค่ไหนต่างหาก
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo by ANTHONY WALLACE / AFP