ในปี 550 ก่อนคริสต์ศักราช, อัสติอาเกส กษัตริย์แห่งมีเดียซึ่งเป็นน้องเขยของครีซัส กษัตริย์แห่งลีเดีย อันเป็นอาณาจักรของชาวกรีกในดินแดนเอเชียไมเนอร์ (ตุรกี) ถูกโค่นล้มโดยไซรัสผู้ยิ่งใหญ่ กษัตริย์แห่งเปอร์เซีย (ดินแดนอิหร่าน) ซึ่งเป็นหลานชายของพระองค์เอง
ครีซัสจึงคิดที่จะตอบโต้ไซรัสแห่งเปอร์เซีย เพราะพระองค์ถือเป็นราชาธิราชแห่งอาณาจักรชาวกรีกแห่งต่างๆ จะยอมให้'กษัตริย์เหนือกษัตริย์'ของพวกเปอร์เซียอย่างไซรัสมาหยามในปฐพีกรีกของพระองค์ได้อย่างไร?
เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ฉันใด ราชาธิราชหรือกษัตริย์เหนือกษัตริย์ก็มีได้เพียงองค์เดียวฉันนั้น
แต่ก่อนที่จะไปรบทัพจับศึกของไซรัสนั้น ครีซัสได้ไปปรึกษาเทพพยากรณ์แห่งเดลฟี
ชาวกรีกนั้นเป็นพวพหุเทวนิยม คือถือเทพเจ้าต่างๆ มากมาย นอกจาการเซ่นพลีเทพโดยตรงแล้ว ยังมีคนกลางติดต่อกับเทพโดยการเข้าทรง สำนักคนทรงนั้นอยู่ที่เมืองเดลฟี ชาวกรีกทั้งมวลไม่ว่าจะยากดีมีจนล้วนแต่อยากจะได้ยินคำพยากรณ์จากเทพก็จะดั้นด้นกันมาที่เดลฟี
เมื่อได้คำพยากรณ์แล้วก็จะบวงสรวงพระเป็นเจ้าและถวายบรรณาการแด่เทพพยากรณ์ เดลฟีจึงร่ำรวยยิ่งนักด้วยมีคลังเก็บของมีค่าที่นำมาบวงสรวงเต็มไปหมด
โดยเฉพาะพวกกษัตริย์ที่จะทำการใหญ่ๆ จะต้องมาถามเทพพยากรณ์เสียก่อน จะกระทำตามอำเภอใจไม่ได้ ครีซัสแม้นจะเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินกรีกทั้งวล ก็ยังต้องซักถามสวรรค์ว่าควรหรือไม่ควรปราบพวกเปอร์เซีย
เทพพยากรณ์บอกกับพระองค์ว่า หากทำการโจมตีไซรัส พระองค์จะเป็นผู้ "ทำลายอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่"
คำตอบของเทพพยากรณ์แห่งเดลฟีนี้ยังคงเป็นหนึ่งในคำพยากรณ์ที่มีชื่อเสียงจากเดลฟี
เมื่อครีซัสได้ยินว่าพระองค์จะเป็นจะเป็นผู้ "ทำลายอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่" พระองค์และทุกคนล้วนแต่คิดว่า "อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่" นั้นหมายถึงเปอร์เซียหรืออิหร่านโบราณเป็นแน่แท้
แต่คำพยากรณ์มักเป็นสิ่งที่ยอกย้อนหากมุนษย์ไม่ระมัดระวังกับความหมายที่ซ่อนไว้
เพราะเทพเจ้าและโชคชะตามักเล่นตลกกับมนุษย์
ครีซัสก็ถูกฟ้าเล่นตลกเช่นกัน
ครีซัสเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองประเทศลีเดีย ซึ่งเป็นดินแดนภาคตะวันออกของตุรกีในปัจจุบัน เมื่อทรงขึ้นครองราชย์อย่างมั่นคงแล้วก็ทรงขยายดินแดนและทำให้ลีเดียเป็นจักวรรดิอันยิ่งใหญ่
พระองค์มั่งคั่งและทรงอำนาจอย่างมาก มีดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลและรัฐบริวารมากมาย ในบันทึกประวัติศาสตร์ (Histories) ของเฮโรโดตัส (Herodotus) กล่าวไว้ว่า "พระองค์จึงได้ครอบครองเมืองกรีกทั้งหมดในเอเชีย และบังคับให้เมืองเหล่านั้นเป็นเมืองขึ้นของพระองค์" และกล่าวว่า "ต่อมา ครีซัสได้ปกครองเกือบทุกชนชาติทางตะวันตกของแม่น้ำฮาลิสในระยะเวลาหลายปีต่อมา เหลือเพียงชาวลิเซียและชาวซิลิเซียเท่านั้นที่ยังคงเป็นอิสระ ส่วนชนเผ่าอื่นๆ ถูกเขาปราบปรามและอยู่ภายใต้การปกครอง ได้แก่ ชาวลิเซีย ชาวฟรีเจีย ชาวไมเซีย ชาวมาริอันดีน ชาวชาลิเบียน ชาวปาฟลาโกเนีย ชาวเธรเชียนและชาวบิธีเนีย ชาวคาริอัน ชาวไอโอเนีย ชาวดอเรียน ชาวเอโอเลียน และชาวแพมฟิเลียน"
แต่มีกษัตริย์ของประเทศหนึ่งที่กำลังขยายดินแดนเช่นกัน คือ ไซรัสมหาราช แห่งเปอร์เซีย
หลังจากที่ไซรัสทรงตีแคว้นมีเดียแล้ว ครีซัสก็คิดที่จะตอบโตจึงทรงขอคำทำนายจากเทพพยากรณ์แห่งเมืองเดลฟีที่เมืองธีบส์ โดยถามว่าพระองค์ควรทำสงครามกับชาวเปอร์เซียหรือไม่ และควรหาพันธมิตรกับกองกำลังใดบ้าง? เทพพยากรณ์ทั้งสององค์ให้คำตอบเดียวกันว่า หากครีซัสทำสงครามกับชาวเปอร์เซีย ครีซัสจะทำลายอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ พวกเขายังแนะนำให้เขาแสวงหาชนชาติกรีกที่ทรงอำนาจที่สุดและทำพันธมิตรกับพวกเขาด้วย
คำตอบนั้นเหมือนจะชัดนั่นคือ "ครีซัสจะทำลายอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่"
ครีซัสได้รับคำทำนายแล้วก็จ่ายค่าธรรมเนียมจำนวนมากให้แก่ชาวเดลฟี แล้วจึงส่งคนไปถามเทพพยากรณ์อีกว่าว่า "ราชวงศ์ของพระองค์จะยืนยาวหรือไม่?" เทพพยากรณ์ตอบว่า
"เมื่อใดก็ตามที่ล่อตัวหนึ่งได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองชาวมีเดีย
แล้วเจ้าผู้มีเท้าบอบบางแห่งลีเดีย จงหนีไปทางเฮอร์มัสที่กระจัดกระจายไปด้วยหิน
จงหนีไป และอย่าได้คิดที่จะยืนหยัด หรือละอายใจที่จะเป็นคนขี้ขลาด"
คำทำนายนี้ทำให้คำทำนายแรกดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจเสียแล้ว เพราะสะท้อนว่าทั้งมีเดียและลีเดียอาจกำลังเผชิญกับศัตรูที่แข็งแกร่ง
ครีซัสคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่ล่อจะเป็นกษัตริย์ของชาวมีเดีย ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าเขาและลูกหลานของเขาจะไม่มีวันหมดอำนาจ เขาจึงตัดสินใจร่วมมือกับนครรัฐกรีกบางแห่งและโจมตีเปอร์เซีย
ครีซัสโจมตีเมืองเพเทเรียก่อน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐฟรีเกีย โดยที่ฟรีเกียนั้นเป็นเมืองขึ้นของลีเดีย คาดว่าทรงตีเมืองฟรีเกียเพราะพวกนั้นอาจพยายามก่อกบฏต่ออำนาจปกครองของชาวลีเดียแล้วคิดจะไปสวามิภักดิ์ต่อจักรวรรดิเปอร์เซียใหม่ของไซรัส
เมื่อครีซัสขยับก่อนไซรัสจึงตอบโต้ด้วยการแทรกแซงในคัปปาโดเกีย (ตอนกลางของตุรี) และโจมตีชาวลีเดียที่เพเทเรีย ผลปรากฏว่าครีซัสพ่ายแพ้จึงทรงเผาเมืองเพเทเรียเพื่อป้องกันไม่ให้ไซรัสใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ แล้วถอยทัพกลับไปยังเมืองซาร์ดิส
ไซรัสไม่ยอมทิ้งโอกาสทอง พาทัพติดตามครีซัสและเอาชนะกองทัพลีเดียอีกครั้งที่ทิมบรา ก่อนที่จะล้อมและยึดเมืองหลวงซาร์ดิสของชาวลีเดียและตีเมืองแตกในที่สุด
ปรากฏว่าคำทำนายของเทพพยากรณ์ที่บอกว่า "ครีซัสจะทำลายอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่" นั้นไม่ได้หมายถึงอาณาจักรเปอร์เซีย
แต่หมายถึงอาณาจักรลีเดียของพระองค์เอง
หลังจากเสียอาณาจักร ชะตากรรมของครีซัสไม่แน่ชัดนัก บางบันทึกบอกว่าครีซัสพยายามฆ่าตัวตายบนกองไฟ หรืออาจถูกชาวเปอร์เซียตัดสินประหารชีวิตด้วยการเผาบนเสา จนกระทั่งน้ำฝนจากพายุฝนฟ้าคะนองดับไฟหลังจากที่พระองค์หรือพระโอรสของพระองค์สวดภาวนาต่อเทพอะพอลโล
บางบันทึกบอกว่า ครีซัสรอดชีวิตจากที่พระเจ้าไซรัสได้ยินครีซัสเรียกชื่อโซลอน นักปราชญ์กรีกผู้ยิ่งใหญ่
เรื่องของโซลอนกับครีซัสมีความนัยที่ยืดยาว สามารถอ่านได้ที่ปัจฉิมลิขิต คือตอนท้ายของบทความนี้
โดยย่อก็คือ ชื่อของโซลอนอาจทำให้ครีซัสรอดตาย แต่บางคนก็ว่าไม่ใช่เช่นนั้น
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หากเชื่อบันทึกที่บอกว่าครีซัสรอดชีวิต ในเวลาต่อมาพระเจ้าแต่งตั้งครีซัสเป็นที่ปรึกษาของพระองค์ บ้างก็บอกว่าพระเจ้าไซรัสแต่งตั้งครีซัสเป็นผู้ว่าการเมืองบาเรเนในมีเดีย
นี่คือบางตอนในประวัติว่าด้วยความพยายามของ "อารยธรรมตะวันตก" ที่คิดจะโค่นล้ม "อารยธรรมเปอร์เซีย"
แต่จักรวรรดิของตนต้องพบกับความย่อยยับเสียเอง
ผมเล่าเรื่องของครีซัสมาเสียยืดยาวไม่ใช่เพราะต้องการเปรียบเทียบครีซัสกับโดนัลด์ ทรัมป์ แล้วเทียบไซรัสมหาราชกับผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
สองคนในยุุคปัจจุบันเทียบกับราชาธิราชในยุคอดีตไม่ได้
แต่บางคนเขาเอามาเปรียบเป็นอุทธาหรณ์ ผมเห็นว่ามันมีแง่มุมที่น่าสนใจก็คือ ตะวันตก (กรีก) และตะวันออก (เปอร์เซีย) รบรากันมาแต่โบราณ กรีกมาโค่นเปอร์เซียได้ในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอรมหาราช แต่แล้วจักรวรรดิของพระองคือายุสั้น กรีกจึงแตกเป็นเสี่ยงๆ หลังจากนั้นเปอร์เซียก็ตั้งตนขึ้นมามหม่ กระทั่งกรีกล่มสลายแล้วโรมันเป็นจักรวรรดิขึ้นมาก็ยังรับกับเปอร์เซียต่อไป แต่โรมันก็เอาเปอร์เซียไม่ลง แม้นจักรพรรดิโรมันถึงสองพระองค์ยังรบแพ้ต่อเปอร์เซียแล้วถูกกษัตริย์เปอร์เซียจับตัวไว้ซ้ำรอยเหมือนกรณีของครีซัส
สรุปก็คือ บรรพบุรุษของอารยธรรมตะวันตกทะเลาะกับเปอร์เซียอันเป็นหนึ่งในอารยธรรมตะวันออกมาหลายพันปีแล้ว
ทุกวันนี้สหรัฐอเมริกาที่ทำตัวเลียนแบบจักรวรรดิโรมันก็พยายามจะล้มเปอร์เซีย
เตะเจาะยางมาหลายรอบแล้วเปอร์เซีย (อิหร่าน) ก็ยังไม่มทรุดเสียที
แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีครั้งที่เปอร์เซียถูกเจาะยางจนทรุดอยู่เหมือนกัน ซึ่งเป็นยุคเปอร์เซียหลงระเริงว่าตนเป็นมหาอำนาจ
เช่นยุคของพระเจ้าดาริอุสที่ 2 ซึ่งถูกพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชโค่นเอา
ผมวิเคราะห์ว่าเปอร์เซียมีวาสนาแค่ปกครองแผ่นดินตัวเอง คำว่าจักรวรรดิเปอร์เซียกินอาณาเขตไม่มากไม่น้อยไปกว่าจังหวัดบริวารของเพื่อนบ้าน เว้นแต่ยุคสมัยที่ฟ้าประทานจริงๆ แค่ในยุคไซรัสมหาราชที่เปอร์เซียเหมือนจะครองโลก (ตะวันตก) ได้
ถ้าไม่มีวาสนาเหมือนไซรัส แล้วคิดจะกำเริบทำตัวเหมือนจักรวรรดิตะวันตก เปอร์เซียจะสะดุดเท้าตัวเองหัวคะมำในทันที
ดังนั้น เมื่อบางคนป่าวประกาศว่าอิหร่านเขยิบขึ้นมาเทียบชั้นมหาอำนาจแล้วเพราะทำให้สหรัฐฯ "แพ้"
ผมได้ยินแล้วคิ้วขมวด เพราะอิหร่านยังเป็นแค่มหาอำนาจระดับกลางยังลำบาก เนื่องจากขาดอาวุธนิวเคลียร์
หากใครต้านสหรัฐฯ ได้แล้วถือเป็นมหาอำนาจ ป่านนี้เวียดนามมิเป็นมหาอำนาจแล้วหรือ? ทุกวันนี้เวียดนามยังต้องแบมือของการลงทุนจากทรัมป์เสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น โปรดอย่ายกยอปอปั้นอิหร่านเกินเหตุ เพราะอิหร่านเพียงแค่ป้องกันตัวเองไม้ได้ขยายอิทธิพล หากอิหร่านทำอย่างหลังก็จะถือว่าเป็นมหาอำนาจได้ แต่ก็อย่างที่ผมกล่าวไว้คืออิหร่านทำแบบนั้นเมื่อไรมักจะพลาดท่ารทุกที
ทรัมป์เองก็ยังไม่ใช่ครีซัส เพราะครีซัสรบแบบสั่งการคนเดียว เมื่อคนเดียวพลาดทั้งจักรวรรดิก็ล่มจมไปด้วย แต่สหรัฐฯ นั้นบริหารโดยคนหลายคนแม้จะสั่งการโดยผู้บริหารสูงสุด (ประธานาธิบดี) ก็ตาม
ประธานาธิบดีคนนี้แม้จะพลาดท่าไป แต่ฝ่ายบริหารยังมีอีกหลายคน แต่ละคนก็ล้วนแต่เป็นหัวกะทิ
แสนยานุภาพของสหรัฐฯ นั้นยังงัดเอามาใช้ไม่หมดด้วยซ้ำ
นี่เป็นเกมยาวก็จริง แต่ไม่ถึงขั้นโค่นล้มจักรวรรดิใดจักรวรรดิหนึ่ง แม้จะทำให้สหรัฐฯ เสื่อมลงมากก็ตาม
ป.ล.
ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างโซลอนและครีซัส
โซลอน เป็นรัฐบุรุษและนักปรัชญาชาวกรีกมาแต่นครรัฐเอเธนส์ ซึ่งเป็นแผ่นดินกรีคนละฝั่งทะเลกับลีเดียขแองพระเจ้าครีซัส โดบมีทะเลเอเจียนขวางกั้นไว้ แต่ "เพื่อจะได้เห็นโลก โซลอนจึงออกเดินทางท่องเที่ยว" และ "และยังได้ไปเยี่ยมพระเจ้าครีซัสที่เมืองซาร์ดิส ครีซัสทรงต้อนรับเขาในฐานะแขก และให้เขาพักในพระราชวัง"
ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเฮโรโดตัสกล่าวว่า "ในวันที่สามหรือสี่หลังจากนั้น ครีซัสทรงสั่งให้คนรับใช้พาโซลอนไปชมคลังสมบัติ และแสดงให้เขาเห็นถึงความยิ่งใหญ่และความงดงามตระการตา เมื่อโซลอนได้ชมทุกสิ่งแล้ว และตรวจสอบเท่าที่เวลาเอื้ออำนวย ครีซัสจึงตรัสถามเขาว่า “คนแปลกหน้าจากเอเธนส์ เราได้ยินมามากเกี่ยวกับปัญญาของท่าน และการเดินทางของท่านไปหลายดินแดน ด้วยความรักในความรู้และความปรารถนาที่จะเห็นโลก ดังนั้นข้าพเจ้าจึงอยากถามท่านว่า ในบรรดาผู้คนที่ท่านเคยพบ ท่านคิดว่าใครมีความสุขที่สุด?”
พระองค์ถามเช่นนั้นเพราะคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่มีความสุขที่สุด แต่โซลอนตอบพระองค์โดยไม่ประจบประแจง ตามความรู้สึกที่แท้จริงของเขาว่า "เทลลัสแห่งเอเธนส์ ฝ่าบาท"
ครีซัสรู้สึกประหลาดพระทัยกับสิ่งที่ได้ยิน จึงตรัสถามอย่างฉุนเฉียวว่า "แล้วทำไมเจ้าถึงคิดว่าเทลลัสมีความสุขที่สุด?"
อีกฝ่ายตอบว่า "ประการแรก เพราะประเทศของเขาเจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น และเขาก็มีบุตรชายที่ทั้งหล่อเหลาและดีงาม และเขามีชีวิตอยู่จนได้เห็นบุตรหลานเกิดมา และเติบโตขึ้นมาทั้งหมด และประการที่สอง เพราะหลังจากชีวิตที่ใช้ไปในสิ่งที่ผู้คนของเรามองว่าเป็นความสุขสบายแล้ว จุดจบของเขาก็รุ่งโรจน์อย่างยิ่ง ในการรบระหว่างชาวเอเธนส์กับเพื่อนบ้านใกล้เมืองเอลูซิส เขาได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ ขับไล่ศัตรู และเสียชีวิตในสนามรบอย่างกล้าหาญที่สุด ชาวเอเธนส์ได้จัดงานศพให้เขาอย่างเปิดเผย ณ จุดที่เขาเสียชีวิต และให้เกียรติเขาอย่างสูงสุด"
เมื่อโซอนชี้แนะกษัตริย์แห่งลีเดียแล้ว แมนที่ครีซัสจะยอมถอย กลับ "ถามอีกครั้งว่าหลังจากเทลลัสแล้วใครดูมีความสุขที่สุด โดยคาดหวังว่าอย่างน้อยที่สุดพระองค์ก็น่าจะได้อันดับสอง
โซลอนตอบว่า "คลีโอบิสและบิโต" “พวกเขาเป็นชาวอาร์กอส ฐานะร่ำรวยพอเพียงสำหรับความต้องการ และพวกเขายังมีพละกำลังมากจนได้รับรางวัลจากการแข่งขันกีฬา นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพวกเขาดังนี้: มีงานเทศกาลใหญ่เพื่อเป็นเกียรติแก่เทพีจูโนที่เมืองอาร์กอส ซึ่งมารดาของพวกเขาต้องเดินทางไปร่วมงานด้วยรถม้า แต่เนื่องจากวัวไม่กลับจากทุ่งนาทันเวลา หนุ่มๆ จึงเกรงว่าจะไปไม่ทัน จึงเอาแอกมาผูกไว้ที่คอของตนเอง แล้วลากรถม้าที่มารดานั่งอยู่ พวกเขาลากไปได้ 45 เฟอร์ลอง (ประมาณ 9 กิโลเมตร) และหยุดอยู่หน้าวิหาร การกระทำของพวกเขาเป็นที่เห็นประจักษ์แก่ผู้ศรัทธาทั้งหมด และหลังจากนั้นชีวิตของพวกเขาก็จบลงอย่างดีที่สุด ในเรื่องนี้ เทพเจ้าได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความตายนั้นดีกว่าชีวิตสำหรับมนุษย์มากเพียงใด เพราะชายชาวอาร์กอสที่ยืนอยู่รอบรถม้าต่างยกย่องพละกำลังอันมหาศาลของหนุ่มๆ และหญิงชาวอาร์กอสก็เช่นกัน ชาวอาร์กิฟส์สรรเสริญมารดาผู้ได้รับพรให้มีบุตรชายสองคนเช่นนี้ และตัวมารดาเองก็ปิติยินดีกับวีรกรรมและการสรรเสริญที่ได้รับ ยืนตรงต่อหน้าเทวรูปและวิงวอนเทพีให้ประทานพรสูงสุดที่มนุษย์จะได้รับแก่คลีโอบิสและบิโต บุตรชายผู้ให้เกียรตินางอย่างมากมาย เมื่อคำอธิษฐานของนางสิ้นสุดลง พวกเขาก็ถวายเครื่องบูชาและร่วมงานเลี้ยงศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นสองหนุ่มก็หลับไปในวิหาร พวกเขาไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย แต่ได้จากโลกนี้ไป (และไปเสพสุขนิรันด์บนสวรรค์) ชาวอาร์กิฟส์มองว่าพวกเขาเป็นหนึ่งในมนุษย์ที่ดีที่สุด จึงสั่งให้สร้างรูปปั้นของพวกเขาและนำไปถวายที่ศาลเจ้าในเดลฟี"
เมื่อโซลอนได้มอบตำแหน่งที่สองให้แก่ชายหนุ่มทั้งสองแล้ว ครีซัสก็แทรกขึ้นมาอย่างโกรธเคืองว่า "แล้วความสุขของข้าเล่า จะถูกเจ้าผู้มาเยือนเอเธนส์ดูหมิ่นเหยียดหยามถึงขนาดที่เจ้าไม่แม้แต่จะให้เกียรติข้าเท่าเทียมกับคนธรรมดาได้อย่างไร?"
“โอ้! ครีซัส” อีกฝ่ายตอบ “พระองค์ถามคำถามเกี่ยวกับสภาพของมนุษย์ จากผู้ที่รู้ว่าอำนาจเบื้องบน (หมายถึงเทพเจ้า) นั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและชอบก่อกวนชะตาชีวิตของเรา (คือเทพเจ้ากรีกนั้นเห็นมนุษย์โอ้อวดไม่ได้และมักลงโทษ) ชีวิตที่ยืนยาวทำให้ได้เห็นและประสบกับสิ่งต่างๆ มากมายที่ตนไม่ปรารถนา ข้าพระองค์ถือว่า 70 ปีเป็นขีดจำกัดของชีวิตมนุษย์ ใน 70 ปีนี้ โดยไม่นับเดือนแทรก จะมีจำนวนวันถึง 25,200 วัน หากเพิ่มเดือนแทรกเข้าไปทุกๆ สองปี เพื่อให้ฤดูกาลหมุนเวียนมาตรงเวลา นอกจาก 70 ปีแล้ว ก็จะมีเดือนแทรกอีก 35 เดือน ทำให้มีจำนวนวันเพิ่มขึ้นอีก 1,050 วัน จำนวนวันทั้งหมดใน 70 ปีจึงเท่ากับ 26,260 วัน ซึ่งไม่มีวันใดเลยที่จะเกิดเหตุการณ์ที่แตกต่างจากวันอื่นๆ ดังนั้นมนุษย์จึงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ สำหรับตัวเพระองค์เอง โอ้! ครีซัส ข้าพระองค์เห็นว่าพระองค์มั่งคั่งอย่างน่าอัศจรรย์และครอบครองอาณาจักรมากมาย แต่สำหรับเรื่องที่พระองค์ถามข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่มีคำตอบให้ได้ จนกว่าข้าพระองค์จะได้ยินว่าพระองค์ได้จบชีวิตอย่างมีความสุขแล้ว เพราะแน่นอนว่าผู้ที่มีทรัพย์สมบัติมากมายก็ไม่ได้มีความสุขไปกว่าผู้ที่มีเพียงสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เว้นแต่ว่าโชคจะเข้าข้างเขา และเขาก็จะยังคงมีความสุขกับสิ่งดีๆ เหล่านั้นไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะคนร่ำรวยหลายคนก็โชคร้าย และหลายคนที่มีฐานะปานกลางกลับโชคดีอย่างเหลือเชื่อ คนกลุ่มแรกเหนือกว่าคนกลุ่มหลังในสองด้านเท่านั้น คนกลุ่มหลังเหนือกว่าคนกลุ่มแรกในหลายๆ ด้าน คนร่ำรวยสามารถควบคุมความต้องการของตนเองได้ดีกว่า และรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันได้ดีกว่า คนกลุ่มแรกมีความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติเหล่านั้นได้น้อยกว่า (อย่างไรก็ตาม โชคดีของเขาก็ช่วยให้เขาพ้นจากภัยเหล่านั้น) แต่เขาก็ได้รับพรดังต่อไปนี้ เขามีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ปราศจากความโชคร้าย มีความสุขในลูกๆ และมีรูปร่างหน้าตาดี หากนอกจากนี้แล้ว หากเขามีชีวิตที่ดี เขาก็คือคนที่พระองค์กำลังตามหาอย่างแท้จริง เป็นคนที่อาจเรียกได้ว่ามีความสุข อย่างไรก็ตาม จนกว่าเขาจะตาย อย่าเรียกเขาว่ามีความสุข แต่จงเรียกเขาว่าโชคดี แท้จริงแล้ว แทบไม่มีใครสามารถรวมข้อดีทั้งหมดเหล่านี้ไว้ได้ เช่นเดียวกับที่ไม่มีประเทศใดที่มีทุกสิ่งที่ต้องการ แต่ทุกประเทศแม้จะมีบางสิ่ง แต่ก็ขาดบางสิ่ง และประเทศที่ดีที่สุดคือประเทศที่มีมากที่สุด เช่นเดียวกัน ไม่มีมนุษย์คนใดสมบูรณ์ในทุกด้าน ย่อมมีบางสิ่งขาดหายไปเสมอ ผู้ที่รวมเอาข้อดีจำนวนมากที่สุด และรักษาข้อดีเหล่านั้นไว้จนถึงวันตาย แล้วตายอย่างสงบ คนนั้นแหละ ในความเห็นของข้าพระองค์ สมควรที่จะได้รับชื่อว่า 'มีความสุข' แต่ในทุกเรื่อง เราควรสังเกตจุดจบให้ดี เพราะบ่อยครั้งที่เทพเจ้าประทานความสุขให้มนุษย์เพียงชั่วครู่ แล้วก็ทรงทำให้พวกเขาพังพินาศ"
บันทึกประวัติศาสตร์ของเฮโรโดตัสทิ้งท้ายว่า "นี่คือคำพูดที่โซลอนกล่าวกับครีซัส คำพูดที่ไม่ได้นำมาซึ่งความเอื้ออาทรหรือเกียรติยศใดๆ กษัตริย์มองดูเขาจากไปด้วยความเฉยเมย เพราะพระองค์คิดว่าคนที่มองข้ามสิ่งดีๆ ในปัจจุบัน แต่กลับเฝ้ารอและจับตาดูจุดจบนั้น เป็นคนโง่เขลาอย่างยิ่ง"
นี่คือการสนทนาเชิงปรัชญาที่มีชื่อเสียงบทหนึ่ง และยังสอดประสานกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะในกาลต่อมาครีซีสเสียทั้งพระราชทรัพย์เสียทั้งพระราชอาณาจักรและประเทศราช กลับกลายเป็นเชลยของมหาราชไซรัสแห่งเปอร์เซีย
ในวันที่ครีซัสเป็นผู้แพ้จนไม่เหลืออะไรเลยนั้น พระองค์คงหวนระลึกการสนทนากับโซลอนเป็นแน่แท้
หากพระองค์ถูกสังหารอย่างโหดร้ายตามบันทึกประวัติศาสตร์บางแห่งว่าไว้ เช่นนี้ก็ไม่ถือว่าพระองค์ "มีความสุข" ยิ่งไม่ต้องถามหาคำว่า "ที่สุุด"
แต่ในวาระสุดท้ายของพระองค์ ซึ่งบางแหล่งข้อมูลบอกว่าจบลงอย่างเรียบง่ายเยี่ยงมนุษย์สามัญคนหนึ่งนั้น ไม่แน่ว่าอาจเป็นสิ่งที่โซลอนยอมรับว่าเป็น "ความสุข" ที่ทั้งสองเคยปรารภกันไว้ก็เป็นได้
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพวาดของดาเนียลและพระเจ้าไซรัสมหาราชต่อหน้าเทวรูปเบล (Google Art Project)