ตอนนี้ต้องเรียกว่า "ถนนทุกสายมุ่งมาที่ปักกิ่ง" อย่างแท้จริง เพราะผู้นำชาติตะวันตกผลัดกันมาเยือนจีนคนแล้วคนเล่า
ณ เวลานี้มีผู้นำประเทศอย่างน้อย 5 คน รวมถึงนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งอังกฤษ และนายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ แห่งแคนาดา ได้เดินทางมาพบปะกับสีจิ้นผิงในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว
นี่คือปฏิกิริยาตอบสนองจากการที่ตะวันตก (ยุโรปและแคนาดา) ถูกตะวันตกด้วยกัน (สหรัฐอเมริกา) ข่มขู่และไม่เห็นว่าเป็นเพื่อนกันอีก ตะวันตกจึงเริ่มหันมา "มองตะวันออก" โดยมองจีนเป็นรายแรก เพราะเป็นพลวัตที่ทรงพลังที่สุดในเอเชีย
ในเวลาเดียวกันสหภาพยุโรปก็บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดีย โดยจะมีการถูกยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าจากสหภาพยุโรปที่ส่งออกไปยังอินเดีย 96.6% ซึ่งคาดว่าจะช่วยยุโรปประหยัดต้นทุนด้านภาษีศุลกากรได้ประมาณ 4,000 ล้านยูโรต่อปี
อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ถึงกับบอกว่าดีลครั้งนี้คือ mother of all trade deals คือเป็น "สุดยอดข้อตกลง"
โปรดทราบว่าอินเดียไม่ใช่ว่าจะยอมทำข้อตกลงการค้ากับใครง่ายๆ แถมยังปกป้องตลาดตัวเองอย่างเหนียวแน่น การที่อินเดียจับมือกับยุโรปในครั้งนี้ย่อมมีความนัย แต่มันไม่ใช่นัยลี้ลับอะไร เพราะอินเดียก็ถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งจะตอบโต้และถูกขู่จะขึ้นภาษีหลายครั้ง เพราะทำตัวเป็น "อิสระ" เกินไป
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อินเดียจึงขอเปิดบ้านรับการมาเยือนของ "ตะวันตกแตกทัพ" จะดีกว่า เพราะยุโรปมีสภาพเหมือนถูกพันธมิตรหักหลังแล้วซมซานมาเพื่อนใหม่ จีนและอินเดียเป็นตลาดใหญ่ของเอเชีย ไม่มีอะไรที่จะเหมาะไปกว่านี้แล้ว
เมื่อพูดถึง "ตลาดใหญ่" ตะวันตกจึงมองไปที่อีกประเทศหนึ่ง
ไม่ใช่ไทย แต่เป็นเวียดนามและอินโดนีเซีย
อินโดนีเซียมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าอินโดนีเซียจะดีจะร้ายประการใด (เช่น เกิดวิกฤตกาคลังและตลาดหุ้นไร้เสถียรภาพในทันทีทันใด) แต่ "ตลาดใหญ่" ยังถือว่ามีความเย้ายวนใจในสายตายุโรปอยู่ดี
อินโดนีเซียยังถูกมองเป็น "มหาอำนาจ" ในอาเซียน ผู้นำจึงได้รับเชิญเป็นตัวแทนของเวทีระดับโลกแห่งต่างๆ แม้การเมืองจะวุ่นวายไปบ้าง แต่พลวัตรของอินเโดนีเซียนั้นไม่ได้แผ่วลงไป เพราะเป็นสังคมที่มีคนหนุ่มสาวมากมาย พร้อมที่จะเป็น "ตลาด" ให้พวก "ตะวันตกแตกทัพ" มาพึ่งพาได้ในยามแตกคอกับสหรัฐฯ
สหภาพยุโรปกับอินโดนีเซียลงนามข้อตกลงการค้าเสรีตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 นับว่ายุโรปมองการณ์ไกลพอสมควรมที่ยึดหัวหาดของอาเซียนไว้ได้ แต่ยังต้องยึดไว้อีกหาดหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ถือเป็น "เงาสะท้อนของจีนช่วงสร้างตัว" นั่นคือเวียดนาม
สหภาพยุโรปเล็งที่จะมาเวียดนามตั้งแต่ทรัมป์ประกาศสงครามภาษีแล้ว
ล่าสุดเพิ่งได้ฤกษ์ยกระดับความสัมพันธ์กัน ซึ่งไม่ใช่ระดับธรรมดาๆ แต่เป็น comprehensive strategic partnership
สำนักข่าว Euro News รายงานไว้ว่า "เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปและเวียดนามได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตครั้งสำคัญอย่างเงียบๆ โดยยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” ซึ่งเป็นระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสูงสุดของฮานอย ท่ามกลางความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการหยุดชะงักทางการค้าทั่วโลกและมาตรการภาษีศุลกากรที่เพิ่มสูงขึ้นของวอชิงตัน"
สำนักข่าวนี้ใช้คำว่า "อย่างเงียบๆ" เพื่อจะย้ำว่ายุโรปกำลังเคลื่อนตัวจากตะวันตกมาตะวันออก และอาจจจะทำโดยไม่กระโตกกระตากให้ทรัมป์หาเรื่องเล่นงานเอาได้
คำว่า Comprehensive strategic partnerships นี้เป็นแนวทางของเวียดนาม ซึ่งทำกับประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐฯ (ในสมัยโจ ไบเดน) และไทย (สมัยแพทองธาร ชินวัตร) แต่สำหรับสหาภาพยุโรป นี่เป็นเรื่องใหม่
นิยามอย่างหนึ่งของ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” ที่ผู้เชี่ยวชาญของเวียดนามได้อธิบายไว้ตอนที่ทำกับสหรัฐฯ สมัยโจ ไบเดน ก็คือ “จำเป็นต้องให้โลกรับรู้ว่า ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างเวียดนามและสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่บนหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์นี้เป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ ในขณะเดียวกันก็มีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือในภูมิภาคโดยเฉพาะ และในระดับโลกโดยทั่วไป นี่คือจุดยืนที่ชัดเจนของเวียดนามที่จำเป็นต้องเน้นย้ำเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ” นี่คือคำกล่าวของ พลตรี เล วัน เกือง อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ สังกัดกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ กับสำนักข่าวเซิน จี๋ (Dân Trí)
โปรดจำคำกล่าวนี้ไว้ เพราะมันจะคล้ายกับที่ผู้นำของสหภาพยุโรปกล่าวมาเมื่อไม่กี่วันก่อน
อันโตนิโอ คอสตา ประธานสภาสหภาพยุโรป กล่าวว่า “ในขณะที่ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมายกำลังถูกคุกคามจากหลายด้าน เราจำเป็นต้องยืนเคียงข้างกันในฐานะพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและคาดการณ์ได้” พร้อมเสริมว่าความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อ “พัฒนาขอบเขตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน”
อันโตนิโอ คอสตา บอกแบบนี้เท่ากับยกให้เวียดนามเป็นพันธมิตรที่คอยค้ำชู "ระเบียบระหว่างประเทศ" เอาไว้
เวียดนามเองก็กำหนดสถานะตัวเองได้ "ถูกต้อง" โดยย้ำเรื่อง "หลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ"
นี่ยังเป็นสถานะที่ประเทศตะวันตก (โดยเฉพาะแคนาดา) มองไปที่จีน โดยเห็นว่าจีนจะช่วยค้ำชู "ระเบียบระหว่างประเทศ" เอาไว้ ซึ่งผมเขียนไว้หลายครั้งแล้วว่าจีนก็มีเป้าหมายเช่นนั้นจริงๆ
แต่การที่เวียดนามถูกมองจากตะวันตกว่ามีความมั่นคง เป็นพลวัตรใหม่ และยังประกาศรักษาระเบียบโลกไว้ นี่คือประเทศที่สมควรจะวิ่งเข้าไปหาจริงๆ
การที่ผู้นำยุโรปแห่กันไปปักกิ่ง แล้วสหภาพยุโรปปิดดีลกับอินเดียและเวียดนาม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน นั่นคือปลายเดือนมกราคม และคงจำกันได้ว่าตลอดทั้งเดือนมกราคมนั้น โลกเผชิญกับการคุกคามของสหรัฐฯฯ ต่อ "ระเบียบระหว่างประเทศ" ครั้งแล้วครั้งเล่า
จีนนั้นย้ำแล้วย้ำอีกถึงภัยคุกคามต่อระเบียบระหว่างประเทศ และย้ำเรื่องการปกป้องระเบียบโลกที่กำหนดโดยกฎบัตรสหประชาชาติ ดังนั้น ชาติตะวันตกที่ยังมี "สติดี" อยู่ก็ต้องเห็นว่าการคบกับประเทศที่ประกาศจะรักษาระเบียบระหว่างประเทศเอาไว้ถือเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งยวด เพราะการทำการค้าการลงทุนอะไรก็ตาม จะไปทำกับประเทศที่แหกระเบียบโลกได้อย่างไร?
ตอนนี้มาถึงคำถามที่ว่า ตะวันตกวิ่งไปจีนและเวียดนาม แต่ทำไมไม่แลมาที่ไทย?
นั่นเพราะประเทศไทยไม่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่พลวัตใหม่ (new powerhouse) และไม่ได้แสดงจุดยืนที่แข็งขันเรื่องรักษาระเบียบโลก
ความไม่เสถียรภาพของไทยไม่ต้องมองไกล มองที่การเปลี่ยนรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงไม่กี่ปี
ขณะเดียวกันเรายังมีเพื่อนบ้านที่คอยยุแยงชาวโลกให้เชื่อว่าไทยแหกกฎหมายระหว่างประเทศ แล้วเราเองก็ดันไม่เก่งพอเรื่องประชาสัมพันธ์เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาพวกนั้นเสียด้วย ดังนั้นในช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆ มองหาผู้พิทักษ์ระเบียบโลก เราถึงมองข้ามไทยไป
ไทยจึงไม่มีภาพลักษณ์อย่างที่ อันโตนิโอ คอสตา ให้เหตุผลว่า "เราจำเป็นต้องยืนเคียงข้างกันในฐานะพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและคาดการณ์ได้"
ส่วนระบอบการปกครองนั้น ยุโรปเคยเคี่ยวเข็นตะวันตกให้ "เป็นประชาธิปไตย" และเป็น "เสรีนิยม" มาตอนนี้ทิ้งหลักการพวกนั้นลงถังขยะแล้ว เพราะลูกพี่ใหญ่คือพวกอเมริกันยังไม่ทำ แล้วลูกน้องจะแบกหลักการไปทำไม?
เวียดนามและจีนจึงไม่ถูกเร่งรัดจากตะวันตกในเรื่องนี้อีก และแทบจะไม่คุยเรื่อง "ปัญหาสิทธิมนุษยชนกันเลย"
ส่วนไทยนั้นมีแต่ภาวะอิหลักอิเหลื่อทางการเมืองเต็มไปหมดทั้งภาวะในประเทศและภาวะที่แสดงออกนอกประเทศ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองมากพอ เมื่อไม่เป็นตัวเอง จึงไม่ถูกมองว่าพึ่งพาได้
นั่นเป็นเหตุผลส่วนเดียว
เหตุผลประกอบก็ยังเป็นเรื่องของ "ตลาด"
ความเป็นตลาดของไทยนั้นซบเซายิ่งกว่าตลาดสดตามหัวเมืองที่แม่ค้านั่งนับแมลงวันกันเล่นทั้งวัน แต่ไม่มีลูกค้าโผล่มาให้นับหัวสักราย
รู้กันอยู่แล้วว่า GDP ของไทยต่ำเตี้ยที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน เมื่อเราโตช้าแบบนี้ กำลังซื้อติดแหงกแบบนี้ หนี้ท่วมประเทศขนาดนี้ แล้วจะมีใครอยากจะมาเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” กับเรา
จะมองเราเป็นภาระเสียมากกว่า
ผมจึงเห็นว่า "ปัญหาเชิงการเมือง" ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ไทยล้าหลังในแง่ของการเป็นผู้เล่นสำคัญใน "ระเบียบโลกใหม่" แต่ "ปัญหาเศรษฐกิจ" คืออุปสรรคสำคัญ
ปัญหาเชิงการเมืองที่ทำให้เกิดความไม่มีเสถียภาพ (เช่น เปลี่ยนนายกฯ บ่อยๆ) ก็ยังถือเป็นปกติวิสัยของประเทศประชาธิปไตย ในยุโรปเองก็มีตัวอย่างให้เห็น แม้แต่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็เกิดปรากฏการณ์คล้ายๆ กับไทย
แต่สิ่งที่ไทยต่างออกไปคือ สภาพเศรษฐกิจครึ่งลูกครึ่งคนระหว่างการเป็นประเทศรายได้ปานกลางและประเทศรายได้สูง อยู่ภาวะจะรวยก็ไม่ได้ จะจนก็จมไม่ลงอีก
ภาวะติดแหงกแบบนี้สมกับข้อสังเกตของนักวิเคราะห์ว่าไทย continued to lose momentum คือ เสียกำลังผลักดันไปเรื่อยๆ
เศรษฐกิจก็ด้วย และในทางสังคมก็ด้วย
ประเทศที่ lose momentum แบบนี้ ย่อมไม่อยู่ในสายตาของตะวันตก แม้แต่ตะวันออกด้วยกันก็ยังไม่อยากจะร่วมหัวจมท้ายสักเท่าไร
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าการที่จะนำไทยกลับมาอยู่ในสปอตไลท์ของโลกอีกครั้ง การสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญเร่งด่วนมากกว่า เพราะ หนึ่ง สถานะทางเศรษฐกิจซ่อมยากกว่าในภาวะกึ่งๆ แบบที่เป็นอยู่นี้
สอง ในระยะใกล้ โลกตะวันตกกำลังมองหาหุ้นส่วนหรือพันธมิตรที่มีโลกทัศน์แบบเดียวกันมากกว่า
อย่างที่ชี้ไปว่า "ปัญหาเชิงการเมือง" ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ไทยล้าหลังในแง่ของการเป็นผู้เล่นสำคัญใน "ระเบียบโลกใหม่" เพราะการหยุดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองทำได้ง่ายกว่า (แต่จะยืนยงแค่ไหนก็อีกเรื่อง)
หากการเมืองเข้ารูปเข้ารอย (เลือกตั้งไปตามครรลอง ไม่มีการเล่นนอกกติกา) และรัฐบาลใหม่ตระหนักในเรื่องการยกระดับสถานะของไทยในเกมระเบียบโลกใหม่
บางทีพวกตะวันตกก็อาจมองไทยด้วยสายตาที่เชื่อมั่นมากขึ้น
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร (ซ้าย) และนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียง แห่งจีน จับมือกันหลังพิธีลงนามที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 (Photo by KIN CHEUNG / POOL / AFP)