กัมพูชาอาศัยจังหวะชุลมุนตีตัวออกห่าง'เพื่อนจีน'แล้วยอมไปเป็น'บริวาร'ของทรัมป์ 

กัมพูชาอาศัยจังหวะชุลมุนตีตัวออกห่าง'เพื่อนจีน'แล้วยอมไปเป็น'บริวาร'ของทรัมป์ 

กัมพูชาคงนึกภูมิใจอยู่ครามครันว่าเราได้รับเชิญจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เข้าร่วม Board of Peace แล้วจะรีรอไม่ได้ ต้องรับคำเชิญของท่านโดยด่วน ดังนั้น ฮุน มาเนตจึงประกาศการเข้าร่วมเมื่อไม่กี่วันก่อน โดยพรรณนาเสียใหญ่โตว่าเป็นพันธกิจรักษาสันติภาพ

กัมพูชาชอบอ้างว่าตัวเองรักสันติภาพ การได้เป็น "ผู้ร่วมก่อตั้ง" Board of Peace จะยิ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์นี้เข้าไปอีก แล้วจะรอช้าไปไย?

ไม่เหมือนไทยที่รอแล้วรออีกกว่าจะปฏิเสธไป โดยบอกว่ามีเพียงรัฐบาลรักษาการ จะตัดสินใจอะไรไม่ได้

กัมพูชาคงคิดว่าไทยนี่มันอ่อนหัดจริงๆ ท่านทรัมป์ชวนแล้วยังเล่นตัว แต่ก็ดีแล้วที่ศัตรูไม่ได้มาแย่งซีนเราในเวทีโลก

ให้กัมพูชาภูมิใจอะไรผิดๆ ไปแบบนั้นเถอะครับ เพราะ Board of Peace มันคือตัวตลกของโลกชัดๆ ประเทศที่ยังมีสติดีอยู่ล้วนแต่ไม่เข้าร่วม (แถมยังด่าไล่หลัง) ส่วนประเทศที่ยังสติดีแต่กลับไปเข้าร่วมล้วนแต่หวังจะใช้การบริหารฉนวนกาซาหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองทั้งสิ้น

ถ้ากัมพูชายังมีหัวคิดสักหน่อยก็จะเห็นว่าประเทศที่เป็น "ผู้ร่วมก่อตั้ง" Board of Peace เป็นประเทศโนเนมทั้งสิ้น หรือเป็นพวกที่ไร้บารมีในเวทีโลก การที่รับคำเชิญทรัมป์ หากไม่เพราะต้องการเลียบแข้งเลียขา ก็คงคิดจะหาแสงให้ตัวเอง

แต่มันเป็นแสงที่สลัวเสียเหลือเกิน เพราะประเทศใหญ่ๆ และกลางๆ เมินกันเสียมาก

อย่างไรก็ตาม กัมพูชาไม่ได้โง่ที่เข้าร่วม Board of Peace ประเทศนี้มีเหลี่ยมเยอะ การจะหาแสงเฉยๆ นั้นไม่มีทาง มันจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น 

เราระแคะระคายกันมาสักพักแล้วว่ากัมพูชาพยายามตีตัวออกห่างจีน แต่เราไม่มีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันนอกเหนือจากข้อสังเกตบางอย่าง เช่น เรือรบของสหรัฐฯ มาจอดเทียบท่าฐานทัพเรือเรียมใกล้เมืองพระสีหนุ (ซึ่งจีนไปสร้างให้เสียใหญ่โต) เรื่องนี้น่าจะเป็นการต่อยอดจากการที่กัมพูชาไปติดกับกองทัพแปซิฟิกจนกระทั่งตกลงจะมีการซ้อมรบ

นี่เป็นข้อสังเกตเท่านั้น แต่มันมีนัยบางอย่างซึ่งเราจะพูดถึงกันต่อไป

เรื่องที่ชัดเจนกว่านั้นคือ เรื่องการค้า 

สุน จานถุล (ស៊ុន ចាន់ថុល) รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชากล่าวว่า กัมพูชากำลังพยายามลดการพึ่งพาจีน โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องเศรษฐกิจของตนจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ คือ จีนกับสหรัฐฯ 

สุน จานถุล  ยังอ้างกับ Financial Times ว่า “เราได้รับสัญญาณเตือนเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศ ‘วันแห่งการปลดปล่อย’ เราไม่สามารถพึ่งพาประเทศเดียวได้” ซึ่งหมายถึงจีน

อันที่จริงแล้ว ในแง่ของการนำเข้า กัมพูชานำเข้าจากจีนมากกว่า แล้วก็ส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากกว่า ตัวเลขแบบนี้ย่อมเป็นลางหายนะชัดๆ อยู่แล้วมาตั้งแต่สงครามการค้าครั้งแรก แต่กัมพูชาก็นิ่ง เพิ่งจะมาขยับเอาตอนนี้

นั่นเพราะรายได้หลักของกัมพูช่ไม่ใช่ส่งออกและนำเข้า แต่เป็นรายได้จากธุรกิจสีเทา 

กัมพูชาพึ่งจีนเป็นส่วนใหญ่มาตลอด หากจะพึ่งต่อไปก็ย่อมได้เพราะรักใคร่กันมาตลอดหลายสิบปี แต่นี่ปลีกตัวจากจีนด้วยเหตุผลง่อยๆ แบบนี้ย่อมต้องมีเบื้องหลังแน่ๆ เช่น น่าสงสัยว่า จีนนั้นเร่งรัดให้กัมพูชาทลายแก๊งสแกมเมอร์มาตลอด อาจทำให้ฝ่ายเขมรไม่พอใจเพราะเท่ากับเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยง แถมส่งออกไปสหรัฐฯ ก็ยังลำบากอีกเพราะสินค้าก็ผลิตโดยทุนจีนทั้งนั้น 

กระนั้นเลย เราไปคบกับลูกพี่ทรัมป์น่าจะเวิร์กกว่า 

แต่มันมีราคาที่ต้องจ่ายเหมือนกัน เพราะปรากฏว่า นับตั้งแต่มีการบังคับใช้มาตรการภาษีการค้าใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และกัมพูชาเมื่อกลางปีที่แล้ว การส่งออกของสหรัฐฯ ไปยังกัมพูชาเพิ่มขึ้นถึง 96%

นี่ถือเป็นการยกประเทศของตัวเองให้เป็นตลาดรองรับสินค้าอเมริกันไปเต็มๆ โดยที่กกำลังซื้อของคนเขมรนั้นต่ำมาก จะมีปัญญารองรับสินค้าอเมริกันได้อย่างไร? แต่รัฐบาลตระกูลฮุนก็ยกประเทศให้เป็นตลาดอเมริกันไปแล้ว แล้วแบบนี้ สุน จานถุล จะบอกว่าไม่อยากพึ่งพาประเทศเดียวได้อย่างไร?

ไม่เพียงเท่านั้นข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชายังบังคับให้กัมพูชาต้องมีธรรมาภิบาลที่ดีขึ้น เช่น การจัดตั้งศาลแรงงานอิสระ การเปิดเผยร่างกฎหมาย การเปิดเผยค่าใช้จ่ายด้านบริการสาธารณะอย่างโปร่งใส และการต่อต้านการทุจริต "แม้ว่าข้อกำหนดเหล่านี้จะถูกเสนอโดยสหรัฐฯ แต่ผลประโยชน์หลักจะยังคงตกอยู่กับกัมพูชา" ตามคำกล่าวของ เคซีย์ บาร์เน็ตต์ ประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชา

ข้อกำหนดพวกนี้เหมือนจะดี แต่แท้จริงแล้ว "การเปิดเสรีการค้า" แบบนี้เป็นรูปหนึ่งในการแทรกแซงเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ ใช้มาตลอด โดยอ้างตลาดเสรีและธรรมาภิบาล ประเทศไทยเราเคยพบพานเรื่องพรรค์นี้มาแล้ว ย่อมทราบความเจ็บปวดได้ดี 

โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกกล่าวไว้ในหนังสือ Making Globalization Work ว่า  “การเปิดเสรีทางการค้า คือ การเปิดตลาดให้สินค้าและบริการไหลเวียนอย่างเสรี ถูกคาดหวังว่าจะนำไปสู่การเติบโต แต่หลักฐานที่ได้นั้นค่อนข้างหลากหลาย สาเหตุส่วนหนึ่งที่ข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศไม่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการเติบโตในประเทศยากจนก็คือ ข้อตกลงเหล่านั้นมักไม่สมดุล”

พูดง่ายๆ คือประเทศที่แสนยากจนอย่างกัมพูชาถูกเอาเปรียบเต็มๆ แต่ก็ยังยิ้มหวานรับการเหยียบย่ำจากสหรัฐฯ 

ใครเล่าที่สนับสนุนแนวคิดอะไรแบบนี้?

โปรดสังเกตว่า สุน จานถุล เป็นถือสองสัญชาติ คือ เขมรและอเมริกัน ส่วนนายกฯ คือ ฮุน มาเนต จบจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ ในรัฐบาลกัมพูชาตอนนี้มี่พวกโปรอเมริกันมากกว่าจีนเสียแล้ว

นี่เป็นองค์ประกอบที่เหมาะเหม็งเอามากๆ ในการตีตัวออกจากจีนแล้วไปคบอเมริกัน

การคบหากันนั้นไม่ใช่จะดุ่มๆ เข้าไป "ถวายตัว" แต่มันต้องมีอะไรไปแลกด้วย นั่นคือสิ่งที่เราเอ่ยถึงไว้ข้างต้นนั่นคือการมอบประเทศให้เป็นตลาดของสหรัฐฯ (เป็นอย่างน้อย) ส่วนประชาชนจะแบกรับไหวหรือไม่ก็เรื่องของมัน

สหรัฐฯ ในยุคของทรัมป์นั้นพอพูดเรื่องผลประโยชน์เรื่องค้าๆ ขายๆ ขึ้นมาก็ตาลุกวาว และยิ่งตาลุกวาวหากมีประเทศที่ "ขายตัว" หรือยอมยกบ้านยกเมืองให้ใช้ประโยชน์

หากยอมยกแผ่นดินให้ หรือยกผลประโยชน์การค้า หรือทรัพยากรให้ สหรัฐฯ ในยุคทรัมป์จะนับเป็น" บริวาร" ในทันที

ย้ำว่า "บริวาร" เท่านั้น ไม่ได้เป็นพันธมิตรหรือเพื่อนแบบที่ไทยเป็น

แต่เพราะรัฐบาลทรัมป์เห็นแก่ได้แบบนี้ พวกพันธมิตรและเพื่อนเก่าจึงรับไม่ได้ ไทยเรานั้นปะทะตรงๆ ไม่ไหว จึงใช้ทักษะการทูตอันแหลมคมเอาตัวรอดมาได้ ส่วนเพื่อเก่าที่กอดคอกันลุยมากทุกสมรภูมิเช่นพวกยุโรป ทรัมป์ไม่เห็นหัวเอาเลย แถมยังลั่นจะยึดดินแดน และขู่จะขึ้นภาษีปาวๆ 

ประเทศที่เป็นมิตรแน่นแฟ้นกว่าไทย เช่นกลุ่มนาโตยังไม่เอาสหรัฐฯ แล้วโดยนักการทูั้นนำของสหภาพยุโรปรายหนึ่งบอกว่า "นาโตควรมีความเป็นยุโรปมากขึ้น" (รายงานจาก AFP) นั่นคือการบอกว่ายุโรปอยู่กันเองได้และถ้าทร้มป์ยังปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนเป็นข้าทาสบริวาร เราเลิกคบกันจะดีกว่า 

ในยุคนี้ทรัมป์ต้องการรัฐบริวาร ไม่ใช่มิตรไมตรี ดังนั้น กัมพูชาที่มีประวัติศาสตร์ของการ "ยอมเป็นข้าประเทศอื่น" ก็ถือว่าเข้าทางไป

แต่ทรัมป์ไม่รู้เหลี่ยมประเทศนี้ดีเท่ากับไทยและเวียดนาม ส่วนจีนเองก็น่าจะรู้รสชาตินี้บ้างแล้ว

เรื่องประวัติศาสตร์เราไม่ต้องพูดกันยืดยาว เอาเป็นว่าพอเขมรดอดมาขอไทยช่วยคุ้มหัวจากเวียดนาม ไทยก็ไปช่วยคุ้มกบาลให้ พอได้ทีก็หักหลังไทยไปขอความช่วยเหลือเวียดนาม ทำอยู่แบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า 

จนกระทั่งไทยกับเวียดนามต้องตีกันเองเพราะเขมรแปรพักตร์ 

ในช่วงที่รบสั่งสอนกัมพูชาไปล่าสุด หลังจากที่ไทยตีเขมรจนหลังแอ่น เวียดนามกลับเชียร์ไทยเย้วๆ และบอกสมน้ำหน้าเขมรมัน เพราะเราสองประเทศนี้เจ็บมามากแล้วกับเหลี่ยมเขมร

ในยุคปัจจุบัน กัมพูชาก็ใช้แท็กติกเดิม โดยนอบน้อมกับจีนเพื่อหวังผลประโยชน์ แต่เมื่อรู้สึกว่าจีนเรียกร้องจากตนเกินไป จึงหันไปคบหากับสหรัฐฯ โดยการไป "ถวายตัว" กับสหรัฐฯ มีขึ้นในช่วงเวลาที่กำลังรบกับไทยเสียด้วย เขมรนั้นเก่งเรื่องอาศัยช่วงชุลมุนเพื่อทำการแปรพักตร์แบบนี้ 

อย่างที่บอกไปว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่ต้องการเพื่อน แต่ต้องการบริวารที่ขายตัว มอบดินแดน และประเคนทรัพยากรให้ตน ดังนั้น ประเทศแบบกัมพูชาจึงอยู่ในสายตาของทรัมป์อย่างรวดเร็ว

แต่ประเทศมิตรเก่าแก่อย่างไทย เมื่อเห็นสหรัฐฯ ทำผิดต่อความเป็นมิตรไมตรีก็พยายามยืนหยัดและเจรจาดีๆ แต่ก็ไม่ยอมก้มหัวให้ ไทยจึงจัดอยู่ในประเทศทื่รักษาระเบียบโลก ยืนอยู่เคียงข้างสหภาพยุโรป (โลกตะวันตกทั้งมวล) แคนาดา และจีน

ส่วนกัมพูชากลายเป็นบริวารของทรัมป์ จัดอยู่ในพวกเหยียบย่ำระเบียบโลก ถือเป็น "รัฐอันธพาล" (Rogue state) ก็ว่าได้

สหรัฐฯ ก็กลายเป็น Rogue state ไปแล้วด้วย เพราะนิยมมของรัฐอันธพาล คือประเทศที่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพ ใช้อำนาจนิยม คุกคามบ้านเมืองอื่น 

แต่ไหนแต่ไรมาสหรัฐฯ มักใช้คำนี้ใส่ร้ายป้ายสีประเทศอื่นที่ไม่ยอมตน เช่น ไมค์ พอมพีโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก เรียกว่าเป็น "ตัวอันธพาล" (rogue actor) โดยอ้างว่าจีน "ละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง" 

แต่คำกล่าวอ้างนี้ก็ไม่มีหลักฐานอะไร นึกจะด่าก็ด่า 

คำพระท่านว่าแช่งอะไรไว้ ระวังของมันจะเข้าตัว

ล่าสุดสหรัฐฯ เป็นเสียเองแล้ว ทั้งรุกรานบ้านอื่นเมืองอื่น ทำลายความเป็นประชาธิปไตย ทำลายระเบียบการค้าโลก ละเมิดสิทธิมุนษยชนด้วยการฆ่าประชาชนตัวเอง ฯลฯ ดังนั้น ใครที่ไปร่วมหัวจมท้ายกับทรัมป์ ไม่ถือเป็น "วิญญูชนรัฐ" ส่วนกัมพูชานั้นไม่เพียงไม่เป็นวิญญูชนรัฐ แต่ยังฉวยโอกาสอย่างไร้จิตสำนึก

การเข้าร่วม Board of Peace ของกัมพูชาจึงเป็นการประกาศตนว่าเป็นบริวารของรัฐอันธพาล ซึ่งทำลายสันติภาพและระเบียบโลก ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาหน้าได้เลย ควรจะเสียหน้าด้วยซ้ำ 

แต่เพราะกัมพูชาต้องการเป็นบริวารของรัฐนักเลงเพื่อเอานักเลงมาข่มขู่ "ประเทศผู้ดี" เรื่องนี้ย่อมคุ้มสำหรับพวกเขาอยู่แล้ว 

แต่ในระยะยาว หลังจากที่ทรัมป์สิ้นบารมีไป แล้วสหรัฐฯ กลับมาเป็นผู้เป็นคนเหมือนเดิม ไทยก็จะยังเป็นมหามิตรของสหรัฐฯ ต่อไป และเป็นเพื่อนที่ดีกับจีนต่อไป รวมถึงได้รับการซูฮกจากประชาคมโลกที่ไม่ยอมศิโรราบให้รัฐอันธพาล

ส่วนกัมพูชาต้องทำใจว่าตนจะกลายเป็นหมาหัวเน่าของประชาคมโลกแน่นอน

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - เจ้าหน้าที่กองทัพเรือกัมพูชายืนเข้าแถวต้อนรับเรือรบชายฝั่ง USS Cincinnati (LCS-20) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เข้าเทียบท่า ณ ฐานทัพเรือเรียม ซึ่งตั้งอยู่ทางชายฝั่งตอนใต้ของกัมพูชาในจังหวัดพระสีหนุ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 (ภาพโดย Suy SE / AFP)
 

TAGS: #กัมพูชา #สหรัฐ #จีน