ผมเคยเขียนถึง Project 2025 เมื่อนานมาแล้วเพื่อชี้ว่า นี่คือพิมพ์เขียวของรัฐบาลทรัมป์และพรรครีพับลิกันหรือฝ่ายขวาอเมริกัน นี่คือผลงานขององค์การฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ชื่อ Heritage Foundation ซึ่งถือเป็น Deep state หรือ "รัฐซ้นรัฐอันลึกล้ำ" องค์กรหนึ่งที่รักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนำอเมริกันทั้งนายทุนและการเมือง
Project 2025 คือแนวทางที่จะกำหนดการครอบงำอำนาจรัฐโดยพวกรีพับลิกันในอนาคต โดยหลักๆ คือการรวบอำนาจของฝ่ายขวาให้แข็งแกร่งเพื่อเสริม "ความเป็นอเมริกัน" ที่เป็นผู้นำโลกแต่ผู้เดียว และทำลายแนวคิดฝ่ายเสรีนิยมที่ทำให้ "ความเป็นอเมริกัน" อ่อนแอลง
ในระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2024 มีการเอ่ยถึง Project 2025 กันมาก แต่ยังมีผู้โยงมันเข้ากับสิ่งทื่เรียกว่า Powell Memorandum ด้วย ซึ่งผมเห็นว่ามันคือ "บิดา" ที่แท้จริงของ Project 2025 หรือแผนการสร้างฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้เป็นใหญ่ ทำลายฝ่ายซ้าย และผนวกทุนเข้ากับอำนาจรัฐ เพื่อที่จะไม่มีใครโค่นล้ม "ความเป็นอเมริกัน" ลงได้
Powell Memorandum คืออะไร?
มันคือบันทึกช่วยจำของของ ลูอิส แฟรงคลิน พาวเวลล์ จูเนียร์ (Lewis Franklin Powell Jr.) ผู้พิพากษาสมทบแห่งศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1972 ถึง 1987 ซึ่งก่อนรับตำแหน่งนั้นเขาเขียนบันทึกข้อความลับสำหรับหอการค้าอเมริกันในหัวข้อ "การโจมตีระบบวิสาหกิจเสรีของอเมริกา" (Attack on the American Free Enterprise System) ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวต่อต้านคอมมิวนิสต์และต่อต้านนโยบายรัฐแทรกแซงระเบบเศรษฐกิจ (หรือรัฐสวัสดิการ) โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้กลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจอนุรักษ์นิยมเพื่อยึดครองอเมริกา
วิธีคิดของ พาวเวลล์ สะท้อนจากสิ่งที่เขาเขียนไว้ว่า "ภัยคุกคามต่อระบบธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพส่วนบุคคลด้วย (อันเป็นหลักสำคัญของ "ความเป็นอเมริกัน - ผู้เขียน) ความจริงอันยิ่งใหญ่นี้ ซึ่งปัจจุบันถูกบดบังด้วยวาทกรรมของฝ่ายซ้ายใหม่และพวกเสรีนิยมจำนวนมาก จำเป็นต้องได้รับการยืนยันอีกครั้งหากโครงการนี้ (ใช้ธรุกิจแทรกแซงการเมืองและความเห็นสาธารณะ) จะมีความหมาย"
พาวเวลล์ นั้นแม้จะเป็นผู้พิพากษา แต่เคยทำงานเป็นทนายความให้ภาคธุรกิจมาก่อน และเป็นคนที่เชื่อมั่นในพลังการแสวงหากำไรของนายทุนโดยไม่แยแสข้อเท็จจริงทางสังคมหรือวิทยาศาสตร์เอาเลย เขาจึงเป็นพวกที่อยากจะเห็นทุนเป็นผู้ชี้นำสังคมและการเมืองอเมริกัน ซึ่งเป็นแนวคิดแบบ Corporate America หรืออเมริกาที่ต้องขับเคลื่อนด้วยภาคธุรกิจโดยที่รัฐเป็นรอง รัฐต้องไม่แทรกแซง และรัฐต้องสนองผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ
ณ จุดนี้ผมคิดว่าบางคนคงจะโยงอะไรบางอย่างได้แล้ว กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา ซึ่งทุกคนล้วนเชื่อว่าเป็นการรุกรานเพื่อหวังน้ำมัน แต่เบื้องลึกกว่านั้นคึอ รัฐบาลทรัมป์ถูกบงการโดยทุนอเมริกันที่เสียผลประโยชน์ในเวเนซุอลาและทุนอเมริกันที่ตอ้งการน้ำมันถูกๆ จากเวเนซุเอลา จึงทำการกำเริบกฎหมายระหว่างประเทศถึงเพียงนี้ นี่แสดงให้เห็นถึงพลังที่เหนือรัฐของ Corporate America
และพลังของ Corporate America ที่จูงจมูกรัฐได้นั้น มาจากพิมพ์เขียวที่เรียกว่า Powell Memorandum
พาวเวลล์ มีแนวคิดที่สุดโต่งเอามากๆ ถึงขั้นเรียกร้องให้มีการ “เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง” กับเนื้อหาในตำราเรียนและโทรทัศน์ที่มีการนำเสนอการวิจารณ์ระบอบทุนนิยม ซึ่งนี่ถือเป็นท่าทีที่ขัดแย้งกับ "อเมริกาดินแดนแห่งเสรี" อย่างมาก แต่เพื่อปกป้องนายทุนที่ พาวเวลล์ เชื่อว่าคือเสาหลักของชาติ เขายอมที่จะบดขยี้เสรีภาพของ "ฝ่ายตรงข้าม" เพื่อสังคมอเมริกันในอุดมคติของเขา
กลุ่มเป้าหมายที่เขาชี้ว่าเป็นตัวอันตรายต่อระบบนายทุนอเมริกัน คือ “กลุ่มคนในสังคมที่น่านับถืออย่างยิ่ง ได้แก่ คนจากวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย คนจากแท่นเทศน์ คนจากสื่อ คนจากวารสารทางปัญญาและวรรณกรรม จากศิลปะและวิทยาศาสตร์ และจากนักการเมือง” ซึ่งเขาเห็นว่าคนเหล่านี้คือ "เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่น่ากังวลที่สุด" ต่อระบอบที่เขาพึงปรารถนา
เราจะเห็นว่าแนวคิดการกวาดล้างปัญญาชนของ พาวเวลล์ เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนมากในสมัยของ ทรัมป์ ซึ่งมีการปิดหน่วยงานด้านวิชาการ ปลดและโยกย้านนักวิชาการ ลดทุนการศึกษาวิจัย และอื่นๆ มากมาย ซึ่งพวกนี้ ทรัมป์และฝ่ายขวาถือว่าเป็น "เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่น่ากังวลที่สุด"
เขาจึงเสนอแผนการอย่างละเอียดในการบ่อนทำลายฝ่ายตรงข้าม และเอาฝ่ายขวาเข้าไปฝังตัวในภาคการศึกษาทุกระดับชั้น วิชาการ และสื่อ โดยอธิบายแนวทางเป็นข้อๆ ซึ่งสะท้อนว่าแผนการนี้ไม่อาจทำได้ในช่วงสั้นๆ แต่ต้องข้ามรุ่นถึงจะเห็นผล ซึ่งเราเห็นผลของมันแล้วในเวลานี้
เมื่อกำจัดพวกนี้ไปแล้ว ทรัมป์ จึงสามารถดำเนินการละเมิดรัฐธรรมนูญได้โดยไม่มีใครทัดทาน จนกระทั่งละเมิดธรรมนูญโลกและกฎหมายระหว่างประเทศได้จากกรณีเวเนซุเอลา
นอกจากนี้ พาวเวลล์ เสนอให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนสถานะจากที่เป็นเป้าในการโจมตีโดยฝ่ายการเมือง ให้เป็นฝ่ายรุกคืบทางการเมือง เขาบอกว่า "เราไม่ควรเลื่อนการดำเนินการทางการเมืองโดยตรงออกไป ในขณะที่รอการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่จะเกิดขึ้นผ่านการศึกษาและข้อมูล ภาคธุรกิจต้องเรียนรู้บทเรียนที่กลุ่มแรงงานและกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ เรียนรู้มานานแล้ว บทเรียนนั้นคือ อำนาจทางการเมืองเป็นสิ่งจำเป็น อำนาจดังกล่าวต้องได้รับการพัฒนาอย่างขยันขันแข็ง และเมื่อจำเป็น ก็ต้องใช้อำนาจนั้นอย่างแข็งขันและเด็ดเดี่ยวโดยไม่ลังเลหรือหวาดระแวงอย่างที่เป็นลักษณะเฉพาะของภาคธุรกิจอเมริกัน" และย้ำว่า "แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับหอการค้า แต่หอการค้าควรพิจารณาที่จะมีบทบาทที่กว้างขวางและแข็งขันมากขึ้นในเวทีการเมือง
ทั้งหมดนี้ พาวเวลล์ ได้ปูทางไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน โดยที่ฝ่ายขวาอเมริกันก็ค่อยๆ สั่งสมสรรพกำลังมาเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครกล้าลงมืออย่างโจ่งแจ้ง จนกระทั่งถึงยุคของ ทรัมป์ ที่มีความบ้าบิ่นที่สุดจนทำให้แนวคิดของ พาวเวลล์ กลายเป็นจริงในช่วงเวลาสั้นๆ
การปูทางมานานหลายสิบปีนั้นเริ่มต้นจากการที่ พาวเวลล์ กระตุ้นให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมดำเนินโครงการเผยแพร่สื่ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการให้ทุนสนับสนุนนักวิชาการเสรีนิยมใหม่ การตีพิมพ์หนังสือ บทความ นิตยสารยอดนิยม และวารสารวิชาการ และการมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นสาธารณะ
ข้อเสนอนี้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างเงียบๆ โดยที่คนอเมริกันไม่ทันสังเกต กว่าจะรู้ตัว พวกอนุรักษ์นิยมก็ครอบงำทุกสาขาการเมือง ชี้นำสื่อ และความเห็นสาธารณะอย่างแนบเนียน จนกระทั่งคนอเมริกันเชื่อไปทางขวาอย่างง่ายดาย และเป็นเหตุให้คนแบบ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีถึงสองครั้ง และปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจได้ กระทั่งล้ำเส้นระเบียบโลกก็ยังเชียร์ว่าทำถูกต้องแล้ว
การเถลิงอำนาจผ่านการครอบงำการเมือง สื่อ และความเห็นสาธารณะของพวกอนุรักษ์นิยม สามารถศึกษาได้จากหนังสือที่ชื่อ Banana Republicans เขียนโดย เชลดอน แรมป์ตัน (Sheldon Rampton) และจอห์น สตอเบอร์ (John Stauber) จากศูนย์เพื่อสื่อและประชาธิปไตย (Center for Media and Democracy) ที่ไล่เรียงปฏิบัติการนี้อย่างละเอียด เช่น การอธิบายถึงการที่กลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันเผยแพร่ความคิดเห็นอย่างเป็นระบบผ่านสื่อยักษ์ใหญ่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม และนักเขียนคอลัมน์ นักข่าว และผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่มีตำแหน่งสูง และยังใช้สถาบันวิจัยที่ได้รับทุนจากบริษัทและนักวิเคราะห์การเมืองของพรรครีพับลิกันที่ตีความความเห็นต่างว่าเป็นความผิดฐานทรยศชาติ และรัฐบาลได้ใช้อำนาจลงโทษผู้ที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง
นี่คือกระบวนการของฝ่ายขวาที่ทำมานานหลายปี แต่คนภายนอกการเมืองอเมริกันแทบจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร จนกระทั่ง ทรัมป์ เข้ามาในตำแหน่งในเวลาที่ระบอบการตรวจสอบทางการเมืองพังทลายจนหมดสิ้นแล้ว
ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้ Powell Memorandum
เพราะว่า ท้ายที่สุด Powell Memorandum ไม่ได้เขียนให้แค่ภาคธุรกิจอ่าน แต่มันได้กลายเป็นพิมพ์เขียวสำหรับการเกิดขึ้นของขบวนการอนุรักษ์นิยมอเมริกันและการก่อตัวของเครือข่ายของกลุ่มคลังสมองและองค์กรล็อบบี้ฝ่ายขวาที่มีอิทธิพล เช่น Business Roundtable, The Heritage Foundation, Cato Institute, Manhattan Institute for Policy Research และ American Legislative Exchange Council (ALEC)
องค์กรมันสมองเหล่านี้เป็นตัว "ปั้น" ความคิดเห็นสาธารณะให้เห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและทุนได้ทำไป แม้ว่ามันจะผิดจริยธรรม ผิดรัฐธรรมนูญ และผิดกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม มันมีพลังมหาศาลกระทั่งในการรุกรานเวเนซุเอลาเราจะเห็นสื่ออเมริกันประโคมข่าวว่า "ชาวเวเนซุเอลายินดีกับการจับตัวมาดูโร" ทั้งๆ ที่ในความจริงคนเวเนซุเอลาในการากัสออกมาประท้วงเป็นหมื่นๆ คน
นี่คือการลงการสื่อให้ตอบสนองทุนและการเมืองตามแนวคิดของพิมพ์เขียว Powell Memorandum
ในบรรดาองคพายพรับใช้พิมพ์เขียวทุนและการเมืองเหล่านี้ โดยเฉพาะ Heritage Foundation เจ้าของโครงการ Project 2025 กลายเป็นแรงขับเคลื่อนด้านนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ในเวลานี้ ซึ่งทำให้เขากล้าที่จะทำลายรากฐานเสรีภาพ ความหลากหลาย ความเสมอภาค และอีกหลายหลักการ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและพลังของทุน
แต่หลักการที่แท้จริงของแนวคิดทั้งหลายทั้งปวงนี้อาจอยู่ที่คำกล่าวที่ว่า "The USA is nothing more than an Oil Company with an army" (สหรัฐอเมริกาไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากบริษัทน้ำมันที่มีกองทัพเท่านั้น)
คำกล่าวนี้สะท้อนความพันพันของทุนต่อการเมืองและการเมืองที่รับใช้ทุนได้เป็นอย่างดี กรณีเวเนซุเอลาเราก็ได้ประจักษ์ในเรื่องนี้
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ผู้ประท้วงสวมหน้ากากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา แสดงท่าทางระหว่างการชุมนุมประณามการโจมตีเวเนซุเอลาและการจับกุมตัวนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ หน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโซล เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026 (Photo by Jung Yeon-je / AFP)