การรุกรานเวเนซุเอลาคือการสิ้นสุดของระเบียบโลก และคือ'ลางร้าย'ที่บอกใบ้ว่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ในภายหน้า
เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ไม่มีพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาประเทศไหนที่ "ประณาม" การรุกรานเวเนาซุเอลาและจับตัวประธานาธิบดีของประเทศนั้นไป ทั้งๆ ที่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง
ทุกประเทศล้วนแต่เรียกร้องให้ "เพลาๆ มือ และหาทางออกด้วยสันติ" (เหมือนกับที่พร่ำบอกกับไทยตอนที่มีเหตุปะทะกับกัมพูชา) ซึ่งเป็นท่าทีที่ "ตาขาว" และ "ไร้หลักการ" โดยสิ้นเชิง
เพราะพันธมิตรของสหรัฐฯ เหล่านั้น มักจะสั่งสอนประเทศอื่นให้เคารพ "กติกาโลก" ที่ผูกขาดโดยพวกเขา โดยอ้างเสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ฯลฯ
แต่พอ "ลูกพี่" ละเมิดกติกาเสียเอง กลับไม่มีประเทศไหนโต้แย้ง ทั้งๆ ที่การกระทำนั้นได้ทำลาย "กติกา" ของพวกเขาเสียยับเยิน ซึ่งหมายความว่าต่อจากนี้ ประเทศพัธมิตรสหรัฐฯ และโลกตะวันตกจะไม่มีหน้ามาอ้างหลักการอะไรอีกแล้ว
ดังนั้น "ผู้รู้" ทั้งหลายจึงกล่าวว่า การรุกรานเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ คือการสิ้นสุดของ "ระเบียบโลก" ซึ่งควบคุมโดยโลกตะวันตกมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อจากนี้ หากใครจะละเมิดกติกา ซึ่งก็คือกฎหมายระหว่างประเทศ ก็จะไม่ต้องกลัวว่าเป็นเรื่องผิดอีก
แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ระหว่างการการสิ้นสุดของระเบียบโลกเดิมก่อนจะถึงการเกิดขึ้นของระเบียบโลกใหม่ มักจะเกิดสงครามมากมาย กระทั่งกลายเป็น "มหาสงคราม" อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้
ดังนั้น การรุกรานเวเนซุเอลาจึงเป็น "ลางร้าย" ของโลกที่จะวุ่นวายเพราะทุกประเทศละเมิดกติกากันตามใจชอบ
ในขณะที๋โลกตะวันตกไม่กล้าที่จะทัดทาน ทรัมป์ และปล่อยให้ระเบียบโลกที่เป็นหลักการของพวกเขาถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา
ยังมีอีกประเทศหนึ่งที่พยายามกอดระเบียบโลกเอาไว้ นั่นคือ จีน
สีจิ้นผิง ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ในสุทรพจน์ในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) โดยเสนอสิ่งที่เรียกว่า "โครงการริเริ่มด้านธรรมาภิบาลระดับโลก" (Global Governance Initiative หรือ GGI) "เพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลระดับโลกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมยิ่งขึ้น และก้าวไปสู่ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมนุษยชาติ"
สีจิ้นผิง เสนอให้ "ยึดมั่นในความเท่าเทียมกันทางอธิปไตย เราควรคงไว้ซึ่งสิทธิที่ทุกประเทศ ไม่ว่าจะขนาด ความแข็งแกร่ง และความมั่งคั่งเป็นอย่างไร ล้วนเป็นผู้มีส่วนร่วม ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันในธรรมาภิบาลระดับโลก เราควรส่งเสริมประชาธิปไตยในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้มากขึ้น และเพิ่มการเป็นตัวแทนและเสียงของประเทศกำลังพัฒนา"
และเสนอว่า "เราควรปฏิบัติตามหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ วัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและบรรทัดฐานพื้นฐานอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะต้องได้รับการปฏิบัติตามอย่างครอบคลุม ครบถ้วน และสมบูรณ์ กฎหมายและระเบียบระหว่างประเทศควรได้รับการบังคับใช้โดยเท่าเทียมและสม่ำเสมอ ไม่ควรมีมาตรฐานสองแบบ และกฎเกณฑ์ของประเทศเพียงไม่กี่ประเทศไม่ควรถูกบังคับใช้กับประเทศอื่นๆ"
และข้อที่ 3 สีจิ้นผิงเสนอว่า "เราควรปฏิบัติการพหุภาคี เราควรยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของการกำกับดูแลระดับโลกที่เน้นการปรึกหารืออย่างกว้างขวางและการมีส่วนร่วมร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน เสริมสร้างความสามัคคีและการประสานงาน และต่อต้านลัทธิฝ่ายเดียว เราควรปกป้องสถานะและอำนาจของสหประชาชาติอย่างมั่นคง และรับรองบทบาทสำคัญที่ไม่อาจทดแทนได้ของการกำกับดูแลระดับโลก"
ข้อเสนอนี้มี 5 ข้อแต่ 3 ข้อนี้เป็นหัวใจของการรักษาระเบียบโลก
การที่ผมบอกว่าจีนหวงแหนระเบียบโลก ไม่ได้หมายความว่า "จีนดีกว่าคนอื่น" แต่จีนมีท่าทีแบบนี้แต่ไหนแต่ไร
จีนมีประสบการณ์ตรงจากการถูกย่ำยีโดยประเทศที่แหกระเบียบโลก ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จีนประสบกับการรุกรานของญี่ปุ่น และได้มีการนำประเด็นนี้ไปร้องเรียนกับ "สันนิบาตชาติ" (League of Nations) อันเป็นองค์การที่สถาปนาขึ้นมาเพื่อสร้างระเบียบโลกขึ้นมาหลังจากชาติต่างๆ รุกรานและรบรากันจนเหมือนไม่ใช่คนด้วยกัน
เหตุก็คือญี่ปุ่นรุกรานภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนใน "กรณีกันยายน 18" หรือ Mukden Incident ซึ่งญี่ปุ่นยึดภาคอีสานจีนหรือเรียกว่า "แมนจูเรีย" ในเวลานั้นแล้วตั้งประเทศจอมปลอมที่เรียกว่า "หม่านโจวกั๋ว" หรือประเทศแมนจู (Manchukuo) จีนจึงร้องเรียนไปที่สันนิบาตชาติซึ่งส่งผู้สังเกตการณ์มา และมีรายงานจากผู้สังเกตการณ์ซึ่งปฏิเสธที่จะรับรองประเทศแมนจูและเรียกร้องให้ญี่ปุ่นคืนประเทศแมนจูกลับคืนสู่จีน รายงานดังกล่าวผ่านการลงมติ 42 ต่อ 1 ในสมัชชาในปี 1933 โดยมีเพียงญี่ปุ่นเท่านั้นที่ลงคะแนนเสียงคัดค้าน แต่แทนที่จะถอนทหารออกจากจีน ญี่ปุ่นกลับถอนตัวออกจากสันนิบาตชาติ
ญี่ปุ่นนั้นเดิมเป็นสมาชิกถาวรของสันนิบาตชาติด้วยซ้ำ แต่การถอนตัวของญี่ปุ่นทำให้สันนิบาตชาติสิ้นพลังลงไปและทำให้ระเบียบโลกเริ่มจะพังทลายลง ในอีกไม่กี่ปีต่อมาก็เกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 และพร้อมๆ กันนั้นก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
สิ่งทื่น่าสนใจก็คือ เมื่อปีที่แล้วจีนเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะของประชาชนจีนในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก และยังมีการประกาศขยับระยะเวลาของสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 จากแต่เดิมเริ่มจากกรณีสะพานลู่โกวเฉียว (Marco Polo Bridge Incident) มาเป็นกรณีกันยายน 18 ถือเป็นเรื่องบังเอิญที่จีนพูดถึงการซ่อมแซมระเบียบโลกครั้งนี้และเอ่ยถึงการพังทลายของระเบียบโลกครั้งก่อนพอดี
ด้วยประสบกาารณ์ตรงจากการถูก "ประเทศมหาอำนาจ" ทำลายระเบียบโลกจนตัวเองบอบช้ำมาแล้ว จีนจึงต้องมีความตระหนักเรื่องการรักษาระเบียบโลกเป็นพิเศษ
ในแง่ของการเมืองแบบ Realpolitik (การเมืองเชิงอำนาจและปฏิบัตินิยม) การหวงแหนระเบียบโลกของจีนอาจจะไม่มีประโยชน์ แต่จีนก็อาจจะมี Realpolitik ในแบบของตนเองก็ได้
เช่น การที่จีนต้องการรักษาระเบียบโลกเอาไว้ก็เพื่อดึงประเทศกลางๆ และประเทศเล็กๆ ที่ถูกประเทศใหญ่ๆ ฟากตะวันตกขูดรีดและย่ำยี เห็นจีนเป็นที่พึ่งสุดท้ายในโลกที่กำลังพังทลาย แล้วผละจากการยึดโยงตะวันตกมายึดโยงกับจีนมากขึ้น
ระเบียบโลกที่จีนห่วงแหนนั้นแม้จะสถาปนาโดยชาติตะวันตก แต่หากตะวันตกรักษาไว้ไม่ได้ จีนก็จะกลายเป็นผู้รักษาแทน แล้วยังจะ "ซ่อมแซม" ระเบียบนี้ด้วยการเสนอให้ประเทศใหญ่ กลาง เล็ก ล้วนแต่มีสถานะที่เท่าเทียมกัน ไม่มีประเทศผูกขาดอำนาจเดียวเหมือนที่สหรัฐฯ เคยเป็น และรั้นที่จะเป็นต่อไป
แม้ว่าคนไทยอาจจะรำคาญที่จะเอ่ยถึงกัมพูชา แต่ผมขอยกตัวอย่างอดีตผู้นำกัมพูชาอย่างเจ้าสีหนุซึ่งเคยพึ่งจีนอย่างมากและจีนก็ช่วยเหลืออย่างมาก เจ้าสีหนุมีความคิดอย่างหนึ่งว่า การคบจีนนั้นไม่เสียหายเพราะจีนปฏิบัติต่อประเทศเล็กและประเทศใหญ่เท่าเทียมกันหมด
ทุกวันนี้ จีนก็ยังทำแบบนั้นอยู่ และยังยืนยันด้วยการประกาศว่าระเบียบโลกควรจะเป็นระเบียบที่ทุกประเทศยืนเคียงข้างกัน ไม่มีสูงไม่มีต่ำ ไม่มีใหญ่ไม่มีเล็ก
แน่นอนว่าผมไม่ได้เชียร์ให้จีนมาแทนที่สหรัฐฯ และเชื่อว่าจีนไม่ต้องการจะมาเป็น "พี่ใหญ่" หรือ "ตำรวจโลก" เพราะการทำตัวแบบนั้นจะต้องแหกกติกาโลกอยู่เรื่อยๆ ซึ่งสหรัฐฯ ชอบทำเป็นนิสัย (ทำให้ตอนนี้กลายสภาพจากจากตำรวจโลกกลายเป็นนักเลงโลกไปแล้ว) แต่จีนไม่เคยทำ
แต่สิ่งที่จีนเสนอก็คือ ระเบียบโลกควรได้รับการทนุถนอมไว้ โดยปรับแก้ให้มันมีความเสมอภาค เพราะหากไม่เสมอภาคแล้วปล่อยให้มี "พี่ใหญ่" ที่ทำตัวเจ้ากี้เจ้าการเป็นผู้บงการระเบียบโลก เมื่อนั้น "พี่ใหญ่" ก็จะรู้สึกตนว่าหยิ่งผยอง แล้วในที่สุดก็จะแหกระเบียบเสียเอง จากนั้นแล้วระเบียบก็จะพังเพราะมันดันไปยึดโยงกับพี่ใหญ่ที่เป็นอันธพาล
พอระเบียบพังแล้ว โลกก็จะโกลาหล ประเทศใหญ่จะรังแกประเทศน้อย ประเทศเท่าเทียมกันจะรบรากันเอง และประเทศต่างๆ จะไม่มีแบบแผนในการปฏิบัติต่อกัน
หนักเข้าก็จะกลายสภาพเป็นเหมือนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2
สภาพบ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนี้ พวกเราพร้อมรับมือแล้วหรือยัง?
ป.ล.
นักวิเคราะห์ตะวันตกกังวลกันมากว่า การทำตามอำเภอใจของสหรัฐฯ จะเป็นตัวอย่างให้จีนมีความชอบธรรมในการรุกรานไต้หวันบ้าง แต่ผมเชื่อว่าจีนจะยิ่งระวังตัวมากขึ้นเสียอีก เพราะเห็นว่าสหรัฐฯ ไม่เคารพกติกาแล้ว ย่อมจะลงมือทางทหารแบบไร้ขอบเขตมากขึ้น หรืออาจจะใช้กำลังทหารอวดอ้างศักดานุภาพที่รุนแรงจนไม่มีการยับยั้งชั่งใจ ดังนั้น การรุกรานไต้หวัน (ซึ่งสหรัฐฯ ถือเป็นเขตอิทธิพลของตน) จึงเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ที่จะนำไปสู่สงครามโลกได้มากเข้าไปอีก อย่างไรก็ตาม สถานะของไต้หวันนั้นเป้นเรื่องศักดิ์ศรีของจีนด้วย หากสหรัฐฯ ล้ำเส้น จีนก็ย่อมสู้ตายเช่นกัน แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่เล่นตามกติกาแล้วก็ตาม
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP