เช้าวันนี้มีเรื่องหนึ่งที่ทั้งเหนือความคาดหมายและไม่เหนือความคาดหมายของผม
ที่ไม่เหนือความคาดหมายก็คือ ฮุน เซน เผยออกมาแล้วว่าสถานการณ์ภาคเกษตรของกัมพูชามีปัญหาอย่างมาก เพราะคนเขมรยังสามารถปลูกข้าวได้แต่ไม่สามารถหาตลาดได้ แต่เดิมนั้นเคยส่งมาเมืองไทยแต่ตอนนี้ส่งออกไม่ได้ ทำให้ข้าวล้นตลาด ราคาข้าวเหลือกินโลกรัมละ 5 บาทเท่านั้นเป็นอย่างมาก
ข้าวล้นตลาด ชาวนาขายไม่ได้ แถมยังมีหนี้สินล้นพ้นตัว ทำนาทีไรก็เข้าเนื้อทุกที ทให้เสียงประชาชนบ่นรัฐบาลฮุนเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ ฮุน เซน จะเจอทั้งศึกนอกคือไทย และศึกในคือประชาชนที่หงุดหงิดเข้าไปทุกที
วันนี้ ฮุน เซน จึงประกาศยุทธวิธีใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปด้วยและช่วยแนวหน้าไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายในความคิดของผม
เขาบอกว่า
"ผมเห็นคำขอของทหารจากสนามรบว่า การขอความช่วยเหลือในรูปแบบของข้าวเม่าจะดีกว่าข้าวสาร ผมเข้าใจว่าคำขอนี้สมเหตุสมผล แต่ผมเข้าใจว่าการจัดหาข้าวสารยังคงดำเนินต่อไปควบคู่ไปกับการจัดหาข้าวเม่าเพิ่มเติม"
"ข้าวใหม่กำลังเก็บเกี่ยว โปรดช่วยซื้อข้าวสารเพื่อทำข้าวเม่า หรือช่วยซื้อข้าวเม่าจากชาวบ้านเพื่อแจกจ่ายให้กับทหารหรือผู้ลี้ภัย สำหรับการบรรจุ ควรทำเพียงถุงขนาด 1 กิโลกรัมหรือ 2 กิโลกรัมต่อทหารหนึ่งนายเท่านั้น หากใส่ในกระสอบหรือถุง จะยากต่อการแจกจ่ายในแนวหน้า กินข้าวเม่าข้าวใหม่แล้วต่อสู้กับศัตรู"
"กินข้าวเม่าข้าวสารใหม่" หรือ "ออมโบก โซรว ทเมย" (អំបុកស្រូវថ្មី) มีนัยทางเศรษฐกิจเพราะช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าว แต่กัมพชามีข้าวมาก ตลาดกลับไม่มี ทำให้ข้าวล้นและราคาถูก เศรษฐกิจระดับรากหญ้ากำลังมีปัญหาอย่างมาก เพราะชาวนาเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจงของประเทศ (ประชากรกัมพูชา 85% เป็นเกษตรกร)
ข้าวใหม่ออกมาไม่มีตลาดรองรับ ฮุน เซน จึงคิดแคมเปญ "กินข้าวเม่าข้าวใหม่แล้วต่อสู้กับศัตรู" ซึ่งช่วยระบายข้าวไปยังกองทัพที่ชายแดนและผู้อพยพที่มีนับแสนคน
ปกติแล้วข้าวเม่า หรือ ออมโบก (អំបុក) ในเมืองเขมรเขาจะกินกันในเทศกาลบุญอมตูก (เทศกาลน้ำช่วงเดียวกับลอยกระทงของไทย) เดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้นก็กินเล่นกินสนุกไมได้เป็นอาหารหลัก เพียงแต่ข้าวเม่ามีความสะดวกกว่าข้าวสารตรงที่กินเปล่าๆ ได้เลย เพราะผ่านการปรุงมาแล้ว และยังมีสารอาหารมากมาย
จะว่าไปแล้วก็เป็นข้อเรียกร้องที่เข้าท่าในแง่ของการแก้ปัญหาเรื่องกองพลาธิการ (อาหารเลี้ยงกองทัพ) เพียงแต่ว่าแคมเปญนี้รัฐบาลไม่ได้เป็นกำลังหลัก เพราะฮุน เซน ขอร้องให้ประชาชน (หรือคนรวยที่อยู่ในอาณัติ) ช่วยซื้อช่วยหาแล้วส่งไปให้แนวหน้าหน่อย โดยอ้างวา "ทหารแนวหน้าขอมา"
เรื่องนี้เป็นนิสัยของรัฐบาลฮุนอยู่แล้วที่มักจะขอความช่วยเหลือจากประชาชนทั้งๆ ที่ตนก็รวยล้นฟ้า แต่มันยังสะท้อนว่า "รัฐบาลฮุนถึงจะยังไม่ถังแตก แต่ฐานะการเงินไม่ปกติแล้ว"
ดังนั้น เพื่อ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว" ฮุน เซน จึงขอร้องให้ประชาชน (ที่เงินก็ไม่ค่อยจะมี) ช่วยกันซื้อ "ข้าวสารใหม่" หรือ "โซรว ทเมย" (អំបុកស្រូវថ្មី) แล้วมาทำเป็น "ข้าวเม่า" หรือ "ออมโบก" (អំបុក) ไปแจกจ่ายให้ทหารและประชาชนที่อพยพหนีภัย
ในส่วนของทหารนั้นผมเชื่อว่าไม่น่าจะมาก แต่ผู้อพยพนั้นมีจำนวนแสนกว่าแล้ว ถ้าแคมเปญนี้ทำได้สำเร็จ รัฐบาลฮุนไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาประชาชนอพยพไม่มีจะกิน ยังช่วยแก้ปัญหาชาวนาไม่รู้จะขายข้าวให้ใครได้ด้วย
เพียงแต่ผมเห็นว่าแคมเปญนี้จะต้องถ่วงกันระหว่าง "ความรักชาติของประชาชน" และ "ปากท้องประชาชน" ด้วย นั่นคือ แม้ประชาชนจะรักชาติแค่ไหน แต่ทุนรอนจะซื้อข้าวสารมาทำข้าวเม่าหรือซื้อข้าวเม่าโดยตรงนั้นเป็นเรื่องยาก ฮุน เซน ก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดี เขาไมได้หวังจะโยนภาระให้ประชาชนเป็นหลัก (เพราะเดี๋ยวประชาชนจะตั้งคำถามเอา)
แต่เขามุ่ง "ประกาศแคมเปญระดับมหาชน" เท่านั้น ในภาคปฏิบัติเงินที่จะช่วยพยุงภาคเกษตร (ด้วยการซื้อข้าว) และการส่งเสบียงไปยังแนวหน้า (ด้วยการส่งข้าวเม่า) ควรจะเป็นหน้าของเศรษฐีใหญ่ๆ ของประเทศ ซึ่งตอนนี้เริ่มทะยอยกันบริจาคเงินช่วยทำสงครามกันเรื่อยๆ เพราะ ฮุน เซน เริ่ม "บีบ" โดยกล่าวเรียกร้องให้ "ผู้ใจบุญ" บริจาควัสดุและเงินทุนผ่านทางรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือทหารและผู้ลี้ภัย ผู้ใจบุญในกัมพูชานั้นส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจที่รวยล้น และนักการเมืองที่ทำธรุกิจในเครือพวกฮุนนั่นเอง
ดังนั้น ฮง ปิว (ហុង ពីវ) เจ้าของบริษัท โบเรย พิภพ ทเมย์ (បុរី ពិភពថ្មី) จึงประประกาศบริจาคเงิน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ทหารแนวหน้า และ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ผู้ลี้ภัย) ผ่านทาง ฮุน เซน
ฮง ปิว คนนี้เป็นคนเชื้อจีน แต่ฝ่ายค้านกัมพูชาในต่างแดนบอกว่า ฮง ปิว เป็นคนเวียดนาม (ซึ่งมีนัยว่าเป็นเครือข่ายพวกฮุน)
อีกรายคือ กลุ่มบริษัท จิบมง (ក្រុមហ៊ុន ជីបម៉ុង) ประกาศบริจาคเงิน 3 ล้านดอลลาร์ ข้าวสาร 300 ตัน เพื่อช่วยเหลือทหารแนวหน้าและผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชา ผ่านทาง ฮุน เซน
จะเห็นว่ารายนี้ซื้อข้าวและส่งให้โดยตรง นับว่าสนองนโยบายของท่านผู้นำอย่างดีเลิศ อาจเป็นเพราะผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทนี้ คือ เพียบ เฮียก (ភាព ហៀក), เลียง ขุน (លាង ឃុន) และ เลียง เมง (លាង ម៉េង) คนเหล่านี้เป็นคนในเครือข่ายตระกูลฮุนทั้งสิ้น
ถึงขนาดที่ ฮุน เซน เคยได้เรียกร้องให้รัฐบาลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายดูแลและปกป้องครอบครัวของกลุ่มบริษัท จิบมงเป็นอย่างดี
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในเวลานี้ พูดง่ายๆ ก็คือ ฮุน เซน กำลังระดมพลังเศรษฐีในเครืออำนาจของตนเพื่อช่วยแบ่งเบาปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ และช่วยโยกปัญหาเศรษฐกิจที่แบกรับไว้ไปช่วยบรรเทาความขาดแคลนที่แนวหน้าให้ที
แต่เงินของเศรษฐีเหล่านี้นับล้านดอลลาร์ที่บริจาคไป น่าจะพอซื้อข้าวสารและข้าวเม่าได้ระดับหนึ่งเท่านั้น
ปัญหารากฐานของกัมพูชายังไม่ถูกแก้ไข และมันอาจจะกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่ประสานงากับผลร้ายจากสงครามในไม่ช้า
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP