บทวิเคราะห์ประเมินผู้ชนะในสงครามการค้าและภาษี สหรัฐฯ และจีนจะทำอย่างไรต่อไป? 

บทวิเคราะห์ประเมินผู้ชนะในสงครามการค้าและภาษี สหรัฐฯ และจีนจะทำอย่างไรต่อไป? 

เป็นอีกครั้งที่ต้องรับฟังการวิเคราะห์ของ ทู่จู่ซี (兔主席) นักวิเคราะห์ชาวจีนที่เชี่ยวชาญการเมืองอเมริกันและความเป็นไปในจีน เขาทำการสรุป 8 ข้อจากการพบปะกันของ สีจิ้นผิง กับ ทรัมป์ ผมจะยกมาบางข้อพร้อมกับทัศนะของผมเองเป็นการเพิ่มเติม

ใครเป็นผู้ชนะและผู้แพ้ในสมรภูมินี้? ทู่จู่ซีวิเคราะห์ว่า "หลายคนกังวลเกี่ยวกับ "ผู้ชนะ" และ "ผู้แพ้" ในความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนรอบนี้ ซึ่งการแสดงออกและแนวคิดเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิด "เกมผลรวมเป็นศูนย์" (zero-sum game) ของสหรัฐฯ มากกว่า และไม่สอดคล้องกับปรัชญาของจีน อย่างไรก็ตาม คำถามนี้สามารถถูกหักล้างได้ด้วยความคิดเห็นสาธารณะระหว่างประเทศ เพราะผู้เชี่ยวชาญได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว The Economist ตีพิมพ์พาดหัวข่าวบทบรรณาธิการระบุว่าสหรัฐฯ "แพ้" ให้กับจีนในสงครามการค้า ขณะที่นิโคลัส คริสทอฟ (Nicholas Kristof) นักข่าวและนักวิชาการชื่อดังชาวอเมริกัน ตีพิมพ์พาดหัวข่าวใน The New York Times ระบุว่า "ทรัมป์แพ้ให้กับจีน" และชี้ให้เห็นว่าในการประชุมวิชาการเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลงมติว่าจีนเป็น "ผู้ชนะ" ในสงครามการค้า การประเมินจากภายนอกเหล่านี้สะท้อนถึงผลลัพธ์ของการแข่งขันแย่งชิงอำนาจระหว่างจีนและสหรัฐฯ ได้อย่างเป็นรูปธรรม"

ทู่จู่ซีไม่ได้มองเรื่องแพ้หรือชนะ อย่างที่เขาบอกว่ามันไม่ใช่แนวคิดทางปรัชญาของจีน (ที่มองเรื่องผลประโยชน์ร่วมกัน) แต่เขาก็เห็นว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายถอย โดยบอกว่า "การยอมจำนนอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ถือเป็นการถอยทัพเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง เมื่อเผชิญกับความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นอย่างครอบคลุมของจีน มาตรการตอบโต้ที่มีประสิทธิภาพ การใช้ยุทธวิธีอย่างชาญฉลาด และความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะต่อสู้" 

ทู่จู่ซีมองว่าสหรัฐฯ "ถอยทัพเชิงยุทธศาสตร์" หรือถอยไปตั้งหลักเพื่อรอจังหวะอีกครั้ง อย่างที่เขากล่าวต่อมาว่าหลังจากนี้ทั้งสองประเทศจะหันไปโฟกัสที่ปัญหาภายในของทั้งสองแทนที่จะทำสงครามการค้า/ภาษีต่อกัน

เขาเห็นว่า "คาดการณ์ได้ว่าในอนาคต ทั้งสองฝ่ายจะให้ความสำคัญกับวาระที่น่ากังวลอย่างแท้จริงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวาระภายในประเทศ สำหรับรัฐบาลทรัมป์ วาระหลักประกอบด้วยการจัดการประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ในซีกโลกตะวันตก (ซึ่งสหรัฐฯ ถือว่าเป็น “เขตอิทธิพล”) การฟื้นฟูกองทัพภายในประเทศ การส่งเสริมการลงทุนทางเศรษฐกิจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านปัญญาประดิษฐ์และพลังงาน) การรักษาเสถียรภาพของการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อ และการรับมือกับความท้าทายทางการเมืองภายในประเทศ เช่น การเลือกตั้งกลางเทอมในปี 2569" 

ทู่จู่ซีมองว่าการเผชิญหน้ากับจีนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากการกดดันของพวก Deep state ในสหรัฐฯ เอง แต่ "ฉันทามติที่ประมุขทั้งสองประเทศบรรลุร่วมกันจะช่วยยับยั้งความเฉื่อยชาของนโยบายต่อต้านจีนภายในฝ่ายบริหารของรัฐบาลสหรัฐฯ (Deep state) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยจัดการและควบคุมความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงขึ้น"

โดยสรุปก็คือ ทู่จู่ซีมองว่าการถอยของสหรัฐฯ จะช่วยหยุดยั้งการเผชิญหน้าที่รุนแรงขึ้นและทำให้ฝ่ายต่อต้านจีนอย่างรุนแรงในสหรัฐฯ เพลาๆ มือลง ส่วนรัฐบาลทรัมป์ต้องหันไปรับมือปัญหาภายในประเทศตนและเขตอิทธิพลตัวเองมากกว่าเพราะดูท่าจะโกลาหลมากขึ้นทุกที

แต่สหรัฐฯ คงจะไม่รามือแค่นี้ เพราะหลายประเด็นที่ลงรอยกันได้มีระยะเวลา "หยุดยิง" แค่ 1 ปี คำถามก็คือหลังจากนั้นจะกลับมาเผชิญหน้ากันอีกไหม? ผมคิดว่าต้องมีวันนั้นแน่นอน

แต่ผมคิดว่าจีนได้กำหนดเป้าหมายของตัวเองเอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว ในขณะที่สหรัฐฯ ต้องเริ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จีนกำหนดเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจนในแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ที่เพิ่งผ่านการอนุมัติโดยที่ประชุมเต็มคณะของพรรคคอมมิวนิสต์ไม่กี่วันก่อน 

แผนการที่ยืดยาวนั้นสรุปได้ 3 คำคือ "นวัตกรรมที่เป็นการพึ่งพาตัวเองทางเทคโนโลยี" (科技自主创新), "การเติบโตที่่มีเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อน" (科技驱动增长) และ "การพึ่งพาตนเอง" (自力更生)

ใน 3 คำนี้แกนหลักคือ "การพึ่งพาตนเอง" เมื่อพึ่งพาตนเองได้ก็ไม่ต้องกังวลกับการปิดล้อมทางเศรษฐกิจ

แต่สิ่งที่จีนยังพึ่งตัวเองไม่เต็มร้อย คือ "การพึ่งพาตัวเองทางเทคโนโลยี" จึงเป็นเป้าหมายหลักในอีก 5 ปีต่อจากนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ถึง 5 ปีก็คงทำสำเร็จ จากนั้นก็คงจะเป็นขั้นตอนของ "การเติบโตที่่มีเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อน" เมื่อผ่านขึ้นตอนทั้ง 2 แล้วก็ถึงขั้นตอน "การพึ่งพาตนเอง" อย่างสมบูรณ์ เมื่อถึงเวลานั้นสหรัฐฯ จะใช้สงครามการค้ารูปแบบไหน จีนก็จะสามารถต้านทานได้และยังตอบโต้ได้ด้วยซ้ำ 
พรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงหวังว่าแผน 5 ปีข้างหน้า “ระดับการพึ่งพาตนเองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะดีขึ้นอย่างมาก”

เมื่อไม่กี่วันก่อนผมได้ไปหอจัดแสดงเทคโนโลยีของหัวเหวย (Huawei) ที่ปักกิ่ง ได้ถามพนักงานที่นั่นว่าหัวเหวยตั้งเป้าที่จะแซงหน้า Nvidia ในกี่ปีในแง่การผลิตชิป? เขาตอบอย่างถ่อมตนว่า ไม่น่าจะเร็วไปกว่า 5 - 10 ปี แต่ผมเชื่อว่าเขาพูดถ่อมตัวไปอย่างนั้น มันไม่น่าจะเกิน 10 ปี เพราะอาจอยู่ในแผนหลัก 5 ปีของประเทศแล้วด้วยซ้ำ

นี่คือเป้าหมายเร่งด่วนของจีน ขณะที่สหรัฐฯ ต้องพยายามการพึ่งพาตัวเองของจีนให้ได้ แต่ผมไม่เห็นว่าสหรัฐมีแผนการระยะยาวที่เป็นรูปธรรมมากพอ

ขณะที่จีนมองว่าความท้าทายจากสหรัฐฯ คือ "โอกาสทางประวัติศาสตร์" ที่จะเติบใหญ่ และที่ประชุมพรรคฯ ประกาศว่า “เราต้องกล้าที่จะต่อสู้ เก่งในการต่อสู้ และกล้าหาญในการเผชิญกับการทดสอบครั้งใหญ่ของกระแสลมกล้าและคลื่นซัดสาดอันแรง”
เมื่อเป็นแบบนี้ แม้จะก่อสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดจีนก็จะ "ชนะ" อีกจนได้

ทู่จู่ซีจึงสรุปว่า "ดังคำกล่าวที่ว่า “การจะตีเหล็กได้ จำเป็นต้องแข็งแกร่งในตัวเอง” ดังนั้น จีนจึงสามารถรับมือกับความท้าทายภายนอกทั้งหมดได้อย่างพื้นฐานโดยการเสริมสร้างศักยภาพภายในและเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองอย่างต่อเนื่อง

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา (ซ้าย) และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแห่งจีน ทักทายกันขณะเดินทางมาถึงการเจรจาที่ฐานทัพอากาศกิมแฮ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับท่าอากาศยานนานาชาติกิมแฮ ในเมืองปูซาน เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568 (Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP)


 

TAGS: #สงครามภาษี #สงครามการค้า