พระเสียนโส่ว ฝ่าจั้ง (贤首法藏) เป็นบูรพาจารย์ท่านที่ 3 ของนิกายอวตัมฺสกะ หรือนิกายหัวเหยียน (华严宗) ในสมัยราชวงศ์ถังและ "ราชวงศ์โจว" หรือ "อู่โจว" หรือช่วงที่พระนางบูเช็กเทียน (อู่เจ๋อเทียน หรืออู่จ้าว) ครองราชย์คั่นราชวงศ์ถังช่วงหนึ่ง
นิกายอวตัมฺสกะ/นิกายหัวเหยียน นั้นเป็นนิกายฝ่ายปริยัติ คือศึกษาพุทธปรัชญาอันลึกซึ้งที่ปรากฏในพระสูตรชื่อ อวตัมฺสกสูตร 《华严经》 จากข้อเขียนของ หงซิวผิง (洪修平) นักวิชาการพุทธศาสนาชาวจีน ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยหนานจิง ศาสตราจารย์เกียรติคุณนักวิชาการฉางเจียง และอดีตผู้อำนวยการห้องสมุดมหาวิทยาลัยหนานจิง กล่าวถึงหลักการอันลึกซึ้งของนิกายหัวเหยียนเอาไว้ว่า
"นิกายหัวเหยียน (华严宗 หรือนิกายอวตัมฺสกะ) ได้รับชื่อนี้เนื่องจากถือว่าอวตัมฺสกะสูตร 《华严经》เป็นคัมภีร์หลักของสำนัก ผู้ก่อตั้งสำนักคือพระฝ่าจั้ง (法藏) ซึ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "เสียนโส่ว" (贤首) จากจักรพรรดินีบูเช็กเทียน และคนรุ่นหลังเรียกพระฝ่าจั้งว่า "ปรมาจารย์ เสียนโส่ว" (贤首大师 หรือ ไต้ซือเสียนโส่ว) จึงเรียกสำนักนี้ว่า "นิกายเสียนโส่ว" (贤首宗) สำนักนี้อธิบายจุดประสงค์ของ "ปัจจยการแห่งธรรมธาตุ" (法界缘起) เป็นหลัก และมุมมองทางทฤษฎีหลักๆ ได้แก่ ปัจจยการแห่งธรรมธาตุ (法界缘起) จตุรธรรมธาตุปริยาย (四法界说) การผสานของลักษณะหกประการ (六相圓融) ความลึกซึ้งไร้กีดกั้นสิบประการ (十玄无碍) ห้าศาสน์สิบนิกาย (五教十宗) เป็นต้น"
"ปัจจยการแห่งธรรมธาตุ เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่สำนักหัวเหยียนใช้เพื่ออธิบายการเกิดขึ้นของจักรวาลและปรากฏการณ์ของชีวิต “ธรรมธาตุ” มีความหมายสองประการ ประการหนึ่งคือธรรมชาติที่แท้จริง ความเป็นจริง จิตบริสุทธิ์ของตถาคต นั่นคือรากฐานของธรรมทั้งหมด ความจริงนั้นเอง อีกประการหนึ่งคือการจำแนกธรรมทั้งหมดรวมถึงธรรมชาติที่แท้จริง ธรรมธาตุที่สำนักหัวเหยียนกล่าวถึงส่วนใหญ่หมายถึงความหมายแรก สิ่งที่เรียกว่าปัจจยการแห่งธรรมธาตุหมายความว่าธรรมทั้งหมดในโลกและนอกโลกเกิดจากการเกิดขึ้นของจิตบริสุทธิ์ของตถาคตภายใต้เงื่อนไขบางประการ หากไม่มีจิตหนึ่งเดียว ธรรมะก็ไม่มีอยู่ ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดจากจิตหนึ่งเดียวมีความเชื่อมโยงความหลากหลายเป็นสากล ซึ่งแม้จะต่างจากกันและกันแต่ก็มีอิทธิพลต่อกันและกัน จากปรากฏการณ์ใดๆ เราก็สามารถมองเห็นสภาวะใดๆ ของตัวเอง ปรากฏการณ์อื่นๆ ทั้งหมด และเหตุปัจจัยแห่งการเกิดขึ้นโดยอาศัยกันทั้งหมดในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และความสัมพันธ์ทุกอย่างระหว่างพวกมัน ซึ่งก็คือการ “การดำรงอยู่ร่วมกัน” (互即互入) “การผสานรวมกันไร้สิ่งกีดกั้น” (圆融无碍) “หนึ่งเข้าถึงทั้งหมด ทั้งหมดเข้าถึงหนึ่งเดียว” (一即一切,一切即)"
นี่คือความลึกซึ้งของนิกายหัวเหยียน หากมิได้มีสติปัญญาที่เฉียบแหลมและมีปณิธานของโพธิสัตว์ที่จะใช้ปัญญาช่วยเหลือสรรพสัตว์แล้ว ก็ยากที่จะเข้าใจหลักการอันลึกซึ้งของนิกายนี้ได้
ดังนั้นจึงมีคำกล่าวว่า คำสอนของนิกายหัวเหยียนเหมาะสำหรับผู้ตั้งใจจะเป็นโพธิสัตว์เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ไม่มีประมาณ ส่วนปุถุชนคนธรรมดานั้นแม้จะศึกษาได้แต่ควรจะตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์เสียก่อน
นิกายอวตัมฺสกะในสมัยของท่านฝ่าจั้งนั้นได้รับความเคารพอย่างสูงจากราชสำนัก ท่านฝ่าจั้ง (เกิด ค.ศ. 643 - มรณะ ค.ศ. 712) ก็มักได้รับการนิมนต์โดยพระนางบูเช็กเทียนและฮ่องเต้สมัยถังพระองค์ต่างๆ ไปถวายการบรรยายพระธรรมอันลึกซึ้งเป็นประจำ มีตำราปกรณ์บางเล่มที่บันทึกการอธิบายข้อธรรมเอาไว้ เป็นวรรณคดีพุทธศาสนาที่ล้ำค่าและแสดงถึงความลึกซึ้งของพุทธศาสนาอย่างมากในแง่ปรัชญา
แต่ท่านฝ่าจั้งไม่ใช่แค่พระสายเทศน์ ท่านยังเป็นพระสาย "เกจิอาจารย์" ด้วย เวลาที่บ้านเมืองมีเภทภัย ราชสำนักจะอาราธนาท่านมาช่วยปัดเป่า เพราะท่านมีวิชาพุทธคุณที่ทรงพลังยิ่ง เช่น ทำพิธีเรียกฝน (เพื่อโปรดสรรพชีวิตที่ทุกข์ยากเพราะภัยแล้ง) และการปัดเป่าภัยสงครามจากการุกรานของผู้อื่น
แม้นิกายหัวเหยียนจะเป็นนิกายฝ่ายปริยัติที่ศึกษาปรัชญา แต่ท่านฝ่าจั้งเป็นอัจรฉริยะแห่งยุคทั้งยังมีปณิธานเป็นโพธิสัตว์ เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์โพธิสัตว์จึงต้องศึกษาวิชาความารู้อื่นๆ ด้วยเพื่อใช้วิชานั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้คน
วิชาของโพธิสัตว์นั้นเรียกว่า "ปัญจวิทยา" ปรากฎอยู่ในคัมภีร์โยคาจารภูมิศาสตร์ 《瑜伽师地论》 ปริเฉทที่ 38 ว่าด้วยคุณสมบัติที่พระโพธิสัตว์อันพึงแสวงหา อันได้ได้แก่
- ศัพทะวิทยา - ว่าด้วยการเรียนภาษา ไวยากรณ์ รากศัพท์ วรรณคดี การเขียน การอ่าน
- อัธยาตมะวิทยา - ว่าด้วยคำสอนของศาสนา ปรัชญา เรียนพระไตรปิฎก เรียนธรรมะเพื่อปฏิบัติและะเพื่อสั่งสอนผู้อื่น
- เหตุวิทยา - ว่าด้วยการใช้เหตุผล หรือวิชาตรรกศาสตร์ เป็นวิชาของโพธิสัตว์เพื่อกำจัดความเห็นผิด ตอบโต้คำสอนนอกรีต และทำให้ผู้อื่นหันมาศรัทธาในพุทธศาสนา
- จิกิตสาวิทยา - ว่าด้วยการแพทย์ วิชาเภสัช รวมถึงการใช้มนตราเพื่อเยียวยาอาการป่วยไข้ รักษาโรคทางกายของสรรพสัตว์
- ศิลปกรรมสถานะวิทยา - คือวิชาการช่าง งานฝีมือ วิจิตรศิลป์ การเกษตร วิทยาการประดิษฐ์ต่างๆ ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน
ผู้ใดเชี่ยวชาญในปัญวิทยา จึงจะได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต หรือ ปัณฑิตะ ทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานในอินเดีย ซึ่งชาวชมพูทวีปแต่ละศาสนาก็ต้องเรียนปัญจวิทยานี้เหมือนกัน เพียงแต่เนื้อหาวิชาจะต่างกันในส่วนของการเรียนหลักศาสนา คือ อัธยาตมะวิทยา
มีครั้งหนึ่งที่ ท่านฝ่าจั้งได้ใช้วิชาโพธิสัตว์เพื่อกำราบภยันตรายอันยิ่งใหญ่ต่อบ้านเมือง
ในปีแรกของรัชสมัยเสินกง (29 กันยายน-19 ธันวาคม - ค.ศ. 697) ชนเผ่าชี่ตาน ซึ่งเป็นประเทศราชในภาคอีสานของจีนทุกวันนี้ ไม่ยอมสยบเป็นประเทศราชของอาณาจักรถัง/โจวอีกต่อไป ทั้งยังส่งกำลังมารุกราน มีกองโจรก่อกวนจำนวนมาก จักรพรรดินีบูเช็กเทียนจึงส่งกองทัพไปปราบปรามชนเผ่ากบฏ ในเวลาเดียวกัน จักรพรรดินีก็ทรงขอคำแนะนำจากท่านฝ่าจั้ง เพื่อขอพระพุทธคุณช่วยยุติความไม่สงบครั้งนี้
ท่านฝ่าจั้งกราบทูลว่า "เพื่อที่จะกำราบและปราบศัตรูที่ดุร้าย ได้โปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาติให้อาตมาใช้มรรคอุตราวรรต (左道 มรรควิธีฝ่ายซ้าย หมายถึงมนตรยานลี้ลับ ส่วนทักษิณาวรรตมรรค หมายถึงการการปฏิบัติฝ่ายเปิดเผย)
ท่านฝ่าจั้งจึงอาบน้ำเปลี่ยนสบงจีวร ก่อนที่จะสร้างโพธิมัณฑ์ หรือลานพิธีของพระเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (พระอวโลกิเตศวร 11 หน้า) ท่านประดิษฐานวางรูปพระโพธิสัตว์นั้นและเริ่มปฏิบัติพิธี
มรรคฝ่ายซ้ายนี้ยังผลอย่างรวดเร็วและน่าอัศจรรย์ ภายในเวลาไม่กี่วัน พวกชี่ตานพากันตื่นตระหนก เพราะไม่เพียงแต่เผชิญกับกองทัพของต้าโจวนับไม่ถ้วนเท่านั้น แต่ยังมองเห็นกลุ่มเทพ บันทึกไว้ว่าเห็น "ท้าวเทพมหาราชจำนวนมากมายไม่อาจประมาณ" บางคนเห็นภาพพระอวโลกิเตศวรที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าแล้วค่อย ๆ ลงมาที่สนามรบ นอกจากนี้ ฝูงแพะและฝูงสุนัขก็เริ่มก่อกวนทหารชี่ตาน ภายในหนึ่งเดือน พระนางบูเช็กเทียนก็ได้รับข่าวชัยชนะในการปราบกบฏครั้งนี้
พระนางบูเช็กเทียนทรงโสมนัสยินดี มีพระบรมราชโองการว่า
"นอกเมืองไขว่ (蒯城) เหล่านักรบได้ยินเสียงกลองสวรรค์ ภายในเขตเหลียงเซียง ฝูงชนของศัตรูเห็นภาพของพระอวโลกิเตศวร น้ำอมฤตอันพิสุทธิ์หลั่งรินกระจายความหอมหวานในกองทัพ ขณะที่รถรบของเทพเซียนเป็นผู้นำธงเผชิญหน้ากองทัพ [ชัยชนะ] นี้สำเร็จโดยกองทัพศักดิ์สิทธิ์กวาดล้าง [ศัตรู] คงจักเป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือจากพลังแห่งความเมตตาของ [พระพุทธองค์]เป็นแน่!"
เรื่องนี้ปรากฏในในหนังสือเรื่อง "ชีวประวัติของพระภิกษุผู้ทรงคุณธรรมอันยิ่งใหญ่พระตรีปิฏกาจารย์ฝ่าจั้งอดีตเจ้าอาวาสวัดต้าเจี้ยนฝูแห่งมหาอาณาจักรถัง" 《唐大薦福寺故寺主翻經大德法藏和尚傳》 ของ ชอยจีวอน (崔致遠/최치원) นักปราชญ์ชาวเกาหลีสมัยอาณาชิลลาและผู้มาพำนักในจีนสมัยราชวงศ์ถัง
อนึ่ง หลังจากราชวงศ์ถังล่มสลายแล้ว ชาวชี่ตานตั้งอาณาจักรของตนขึ้นมา เจริญรุ่งเรืองกลายเป็นราชวงศ์เหลียว และมีศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนาอย่างยิ่ง เช่น ได้สร้างพระเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ความสูง 16 เมตร วัดตู๋เล่อ ใกล้เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ปัจจุบันมีอายุกว่า 1,000 ปี
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - พระเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ความสูง 16 เมตร วัดตู๋เล่อ ใกล้เมืองเทียนจิน ประเทศจีน สมัยในสมัยราชวงศ์เหลียว ซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวชี่ตาน วัดนี้สร้างสมัยราชวงศ์ถัง แต่สร้างใหม่โดยชาวชี่ตานในปี ค.ศ. 984 ปัจจุบันมีอายุกว่า 1,000 ปีแล้ว ภาพถ่ายเก่าสมัยศตวรรษที่แล้ว จากสมามวิจัยสถาปัตยกรรมจีน (中国营造学社)