กระทรวง ทส. ส่งต่อข้อมูลทางทะเล สู่ อว. ใช้ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สู่การอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก ฟื้นฟูระบบนิเวศ และจัดการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างสมดุล พร้อมพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ Living Lab
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมจัดพิธีลงนามแสดงเจตจำนง ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมุ่งสู่ธรรมชาติเชิงบวก
ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้งานจริง พร้อมบูรณาการองค์ความรู้ นักวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม ข้อมูล และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องของทั้งสองกระทรวง เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และรับมือกับความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นที่ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1.การอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาแนวทางหรือมาตรการเชิงรุกเพื่อลดภัยคุกคามและเพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ เช่น การอนุรักษ์พะยูน โลมาอิรวดี และการฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา
2.การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล เช่น การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยเพื่อรับมือปัญหายูโทรฟิเคชัน และลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน
และ 3.การลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวทางทะเลและการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเลอย่างสมดุล โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาแนวทาง เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อบริหารจัดการกิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล เช่น การจัดระเบียบและบริหารจัดการเรือท่องเที่ยว การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเล และการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลที่คำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ
พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ อาคารพระจอมเกล้า ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้ลงนาม
ในการนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี
นายสุชาติ เปิดเผยว่า การดำเนินงานร่วมกันในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่จัดทำขึ้นโดยน้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงให้ความสำคัญและทรงห่วงใยต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยทรงให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย และจัดตั้งมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูแนวปะการัง การช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์
แนวทางการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาสนับสนุนการทำงานของภาครัฐให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและทันต่อสถานการณ์ อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืนและการมุ่งสู่ธรรมชาติเชิงบวก (Nature Positive)
"ปัจจุบันวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาสนับสนุนอย่างเป็นระบบ โดยความร่วมมือของทั้ง 2 กระทรวงจะช่วยขับเคลื่อนทั้งการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเฝ้าระวังและเตือนภัย”
“ตลอดจนการพัฒนานักวิจัยและบุคลากรให้มีองค์ความรู้และทักษะที่เหมาะสม พร้อมสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เข้มแข็ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะสนับสนุนข้อมูลวิชาการ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้เป็นนโยบาย แผนงาน และมาตรการในการปฏิบัติงานจริง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศต่อไป" นายสุชาติ กล่าว
นายสุชาติ ยังชี้ให้เห็นว่า ทุกปัญหาที่เกิดขึ้น ล้วนสะท้อนจุดอ่อนเดียวกัน นั่นคือ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกำลังเจ้าหน้าที่ทั้ง ฝ่ายปราบปราม จับกุม หรือดูแลรักษาพื้นที่ แต่กลับขาดนักวิจัยที่จะมาช่วยต่อยอดองค์ความรู้ ทำให้ต้องพึ่งพาแรงงานคนเป็นหลัก ทั้งที่จริงๆ แล้วเทคโนโลยีสามารถช่วยลดภาระตรงนี้ได้เยอะ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ปัญหาในทะเล ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะจัดระเบียบเรือท่องเที่ยวและสปีดโบ๊ทที่เคยไปรบกวนเส้นทางของพะยูนและโลมา หากดำเนินการเสร็จสิ้น ขั้นต่อไปก็จะให้ กระทรวงอุดมศึกษาฯ เข้ามาช่วยใช้เทคโนโลยีติดตามต่อ เพื่อให้การดูแลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดว่า ปัญหาของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ไม่ได้อยู่ที่ขาดข้อมูล เพราะมีฐานข้อมูลอยู่ในมือไม่น้อยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดจริงๆ คือคนที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปต่อยอดแก้ปัญหาให้แม่นยำขึ้น
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ระบุว่า ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรและระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นปัญหาซับซ้อนที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ด้าน ววน. เข้ามาสนับสนุน โดยความร่วมมือครั้งนี้จะมุ่งอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ พัฒนาเทคโนโลยีเฝ้าระวัง และจัดการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างเหมาะสม พร้อมพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ Living Lab ภายใต้แนวคิด Nature Positive เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการฟื้นฟูธรรมชาติ ตลอดระยะเวลา 5 ปี
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของแผนงานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในครั้งนี้ โดยนำฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่มีอยู่ มาต่อยอดเป็นงานวิจัยและบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงอุดมศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาแข็งแรง สร้างสมดุลระหว่างธรรมชาติกับการดำรงชีวิตของผู้คน และนำไปสู่การดูแลทะเลไทยอย่างยั่งยืน เพื่อส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป