พะยูนเผชิญภัยคุกคามจากเรือและเครื่องมือประมง ทช. เดินหน้า “SAVE OUR DUGONG” 2 มาตรการเร่งด่วน ลดความเสี่ยงใน 12 พื้นที่สำคัญ
“พะยูน” สัตว์ทะเลหายากที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งและแหล่งหญ้าทะเล กำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะ “เรือ” และ “เครื่องมือประมง”
ข้อมูลการเกยตื้นของพะยูนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560-2569 พบพะยูนเกยตื้นทั้งหมด 209 ตัว ไม่ทราบสาเหตุ 78 ตัว และทราบสาเหตุ 131 ตัว โดยในจำนวนที่ทราบสาเหตุพบว่า เกิดจากธรรมชาติ 97 ตัว และเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์ 34 ตัว โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นอุบัติเหตุทางทะเล 17 ตัว เครื่องมือประมง 16 ตัว และขยะทะเล 1 ตัว
เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จึงเดินหน้ามาตรการ "SAVE OUR DUGONG" โดยกำหนด 2 มาตรการเร่งด่วน ครอบคลุม 12 พื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ

มาตรการที่ 1 กำหนดเส้นทางเดินเรือและความเร็วในการเดินเรือ
มาตรการแรกมุ่งลดความเสี่ยงจาก "เรือชนพะยูน" ใน 6 พื้นที่เสี่ยง ได้แก่ ท่าเรือรัษฎาและท่าเรือบางโรง จังหวัดภูเก็ต ร่องน้ำเกาะยาวน้อย-เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา-ท่าเรืออ่าวน้ำเมา จังหวัดกระบี่ และท่าเรือปากเม็ง-เกาะมุก รวมถึงท่าเรือเกาะลิบง-หาดยาว จังหวัดตรัง
แนวทางสำคัญ คือการจัดทำทุ่นหรือเครื่องหมายเพื่อแสดงแนวเขตและเส้นทางเดินเรือ พร้อมกำหนดความเร็วให้เหมาะสมกับพื้นที่
บริเวณที่เรืออยู่ห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 1 กิโลเมตร กำหนดความเร็วไม่เกิน 5 นอต
หากห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 2 กิโลเมตร ความเร็วไม่เกิน 10 นอต และระยะห่างไม่เกิน 3 กิโลเมตร ความเร็วไม่เกิน 20 นอต
ส่วนพื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษอย่าง "แหล่งหญ้าทะเล" ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของพะยูน กำหนดความเร็วไม่เกิน 5 นอต และหากเป็นแหล่งหญ้าทะเลในเขตอุทยานแห่งชาติ จะลดความเร็วลงเหลือไม่เกิน 3 นอต
เป้าหมายคือทำให้เส้นทางของเรือ และพื้นที่หากินของพะยูนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
มาตรการที่ 2 กำหนดพื้นที่วางเครื่องมือประมง และปรับเครื่องมือประมงประเภทที่มีความเสี่ยง
มาตรการนี้มุ่งปรับปรุงเครื่องมือประมงใน 6 พื้นที่เสี่ยง ได้แก่ เกาะช้าง-เกาะพยาม จังหวัดระนอง เกาะระ-เกาะพระทอง จังหวัดพังงา ป่าคลอก-ตังเข็น จังหวัดภูเก็ต หาดนพรัตน์ธาราและเกาะศรีบอยา จังหวัดกระบี่ และเกาะมุก-เกาะลิบง จังหวัดตรัง
เครื่องมือประมงถือเป็นภัยคุกคามอีกรูปแบบหนึ่ง ที่อาจทำให้พะยูนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งมาตรการนี้จะมีวิธีจัดการเครื่องมือประมงแต่ละชนิด ดังนี้
"ลอบปูแบบเดี่ยว" จะไม่วางในแหล่งหญ้าทะเล พร้อมปรับเชือกสายทุ่นเป็นเชือกใยยักษ์ขนาด 4-5 มิลลิเมตร เพื่อลดโอกาสการพันรัดและการบาดลึกเข้าสู่กล้ามเนื้อพะยูน รวมถึงปรับ "weak link" เพื่อเพิ่มโอกาสให้พะยูนหลุดออกจากเครื่องมือได้ หากเกิดการติดพัน รวมถึงลดความยาวของเชือกส่วนเกิน โดยเฉพาะบริเวณผิวน้ำและแนวที่พะยูนว่ายผ่าน
ส่วน "ลอบปูแบบพ่วง" ที่มีประมาณ 15-20 ลูกต่อหนึ่งทุ่น จะใช้ก้อนหินหรือตะกั่วถ่วง เพื่อให้เชือกเป็นเส้นตรง ลดโอกาสที่เชือกจะลอยอยู่ในแนวที่พะยูนว่ายผ่าน
"อวนจมปู" ห้ามวางในแหล่งหญ้าทะเล และพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้วางอวนจะต้องมีการเฝ้าระวังหลังวางอวน เพื่อลดความเสี่ยงพะยูนติดอวน
ส่วน "อวนลอยปลาขนาดใหญ่" เช่น อวนลอยปลากะพง ห้ามวางในแหล่งหญ้าทะเล และต้องวางห่างจากแนวแหล่งหญ้าทะเลไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร
ทั้ง 2 มาตรการ นับเป็นการแก้ปัญหาที่มุ่งไปยังต้นเหตุของความเสี่ยงโดยตรง ทั้งการควบคุมความเร็วและเส้นทางของเรือ รวมถึงการปรับเครื่องมือประมงให้ลดโอกาสการติดพันและบาดเจ็บของพะยูน และไม่ต้องรอช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุแล้ว
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ทั้ง 2 มาตรการเป็นไปตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปกป้องสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ จากกิจกรรมของมนุษย์ให้เป็นศูนย์ โดยคาดว่า จะขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
หากประชาชนพบพะยูนติดอวน ได้รับบาดเจ็บ หรืออยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ หรือโทรสายด่วน 1362 เพื่อให้เข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ทั้ง 2 มาตรการคือการลดความเสี่ยงจากต้นตอ และเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะทำให้พะยูนยังคงอยู่ในทะเลไทยต่อไป