จับตาการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภาครัฐเร่งผลักดันอุตสาหกรรมชีวภาพเป็น New Growth Engine ของประเทศ ขณะที่ GC สอดรับนโยบาย เดินหน้ากลยุทธ์ Sustainable Portfolio ต่อเนื่อง
ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมชีวภาพกำลังถูกจับตาในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐเร่งผลักดันการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตรผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะที่ภาคเอกชนเริ่มขยับการลงทุนสู่ธุรกิจชีวภาพมากขึ้น
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความได้เปรียบด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นอ้อย น้ำตาล มันสำปะหลัง หรือปาล์มน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมา วัตถุดิบเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังถูกจำหน่ายในรูปของสินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์ขั้นต้น ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศยังไม่สูงนัก
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรหมุนเวียน และการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ วัตถุดิบทางการเกษตรกำลังถูกมองในมิติใหม่ ไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจ แต่เป็น "วัตถุดิบตั้งต้น" ของอุตสาหกรรมชีวภาพที่สามารถต่อยอดไปสู่เคมีภัณฑ์ วัสดุชีวภาพ เชื้อเพลิง และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอีกหลากหลายประเภท
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่กำหนดให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้มาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทย พ.ศ.2561-2570 ซึ่งครอบคลุมการส่งเสริมการลงทุน การสร้างตลาด และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทิศทางดังกล่าวเริ่มเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เมื่อนายวราวุธ ศิลปอาชารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ พร้อมประกาศเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ และเตรียมหารือมาตรการสนับสนุนการใช้พลาสติกชีวภาพภายในประเทศมากขึ้น สะท้อนว่าภาครัฐไม่ได้มองอุตสาหกรรมชีวภาพเพียงในมิติของสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกเผชิญความท้าทายทั้งจากกำลังการผลิตส่วนเกิน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเร่งปรับกลยุทธ์ เพื่อสร้างการเติบโตในรูปแบบใหม่
หนึ่งในภาคเอกชนที่เดินหน้าปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ซึ่งกำลังปรับโครงสร้างธุรกิจจากฐานปิโตรเคมีแบบดั้งเดิมไปสู่ Sustainable Portfolio หรือพอร์ตธุรกิจที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ คือ การต่อยอดองค์ความรู้ด้านเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยี ไปสู่ธุรกิจที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) เคมีภัณฑ์ชีวภาพ (Oleochemicals) เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) โรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) รวมถึงธุรกิจรีไซเคิล (Recycling) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับความยั่งยืนในระยะยาว

NatureWorks จากอ้อยไทยสู่ไบโอพลาสติกระดับโลก
จากอ้อยที่เคยเป็นเพียงวัตถุดิบในภาคเกษตร วันนี้สามารถต่อยอดเป็นเม็ดพลาสติกชีวภาพที่จำหน่ายสู่ตลาดโลก หากมองหาตัวอย่างที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมชีวภาพไทยได้ชัดเจน หนึ่งในนั้นคือ NatureWorks ผู้พัฒนาและผลิตพลาสติกชีวภาพประเภท PLA ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนระหว่าง GC และ Cargill
โรงงานแห่งใหม่ในนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ เลือกใช้อ้อยที่ปลูกในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบหลัก ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตแบบครบวงจร จนกลายเป็นเม็ดพลาสติกชีวภาพที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลาย ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหาร ถุงชา แคปซูลกาแฟ ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย ไปจนถึงเส้นพลาสติกสำหรับงานพิมพ์สามมิติ
โรงงานระดับโลกแห่งนี้มีกำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปี นอกจากจะสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพแล้ว ยังแสดงให้เห็นการเชื่อมโยงวัตถุดิบภาคเกษตรไทยเข้ากับเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ที่สำคัญ NatureWorks ไม่ใช่เพียงการลงทุนในโรงงานผลิตไบโอพลาสติก แต่เป็นตัวอย่างของการนำกลยุทธ์ Sustainable Portfolio ของ GC ไปสู่การดำเนินงานจริง และเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างภาคเกษตร อุตสาหกรรม และตลาดวัสดุยั่งยืนของโลก
ยกระดับวัตถุดิบเกษตรสู่เคมีภัณฑ์มูลค่าสูง
แม้ NatureWorks จะเป็นภาพสะท้อนสำคัญของการนำอ้อยไทยมาต่อยอดเป็นพลาสติกชีวภาพ แต่หากมองในภาพรวม กลยุทธ์ Sustainable Portfolio ของ GC ไม่ได้ขับเคลื่อนผ่านโครงการใดโครงการหนึ่ง หากแต่เป็นการวางรากฐานธุรกิจชีวภาพที่ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัทในกลุ่ม GC ซึ่งดำเนินธุรกิจด้าน Green Chemicals และ Oleochemicals โดยนำวัตถุดิบชีวภาพ โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน มาพัฒนาเป็นเคมีภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สารหล่อลื่น ตลอดจนการใช้งานเฉพาะทางในภาคอุตสาหกรรม
.jpg)
บทบาทของ GGC สะท้อนว่า การเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบชีวภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตเชื้อเพลิงหรือพลาสติกชีวภาพ หากยังสามารถต่อยอดสู่เคมีภัณฑ์เฉพาะทางที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและตอบโจทย์อุตสาหกรรมทั่วโลกนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ โมเดลใหม่ของ Bioeconomy ไทย
การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทยไม่ได้เกิดจากโรงงานเพียงแห่งเดียว แต่กำลังถูกขับเคลื่อนผ่าน "ระบบนิเวศอุตสาหกรรม" ที่เชื่อมโยงผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ และอุตสาหกรรมปลายน้ำเข้าด้วยกัน
นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ จึงถูกมองว่าเป็นต้นแบบของแนวคิดดังกล่าว ซึ่งภายในพื้นที่เดียวกันประกอบด้วยโรงงานหีบอ้อย โรงงานผลิตเอทานอล โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงงานผลิตไบโอพลาสติก ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และสาธารณูปโภคที่รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมชีวภาพในอนาคต
จุดแข็งของโมเดลนี้ คือ การนำวัตถุดิบทางการเกษตรเข้าสู่กระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และเพิ่มโอกาสในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงหลายประเภท
เมื่ออ้อยไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อผลิตน้ำตาล แต่ยังสามารถพัฒนาเป็นเอทานอล พลาสติกชีวภาพ หรือเคมีภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ มูลค่าที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลดีต่อทั้งภาคเกษตร ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจในภาพรวม
มากกว่าการผลิตพลาสติกชีวภาพ คือการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของประเทศ
หากมองในมิติทางเศรษฐกิจ การลงทุนในอุตสาหกรรมชีวภาพไม่ได้หมายถึงการสร้างโรงงานแห่งใหม่เพียงแห่งเดียว แต่เป็นการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและปาล์มน้ำมัน การขนส่ง การแปรรูป การวิจัยและพัฒนา การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำและการส่งออก
ขณะเดียวกัน การถ่ายทอดเทคโนโลยีชีวภาพและมาตรฐานการผลิตระดับสากล ยังช่วยยกระดับศักยภาพของบุคลากรไทย เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ในด้านสิ่งแวดล้อม การใช้วัตถุดิบชีวภาพและการพัฒนาวัสดุทางเลือก ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากฟอสซิล แม้ว่าการบริหารจัดการหลังการใช้งานจะยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกันก็ตาม
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมชีวภาพไม่ใช่ประเด็นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
การเปลี่ยนผ่านของ GC ผ่านกลยุทธ์ Sustainable Portfolio สะท้อนให้เห็นว่า ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก การสร้างการเติบโตในอนาคตไม่อาจพึ่งพาธุรกิจเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการต่อยอดจากความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและตอบโจทย์ทิศทางของโลก
ก้าวต่อไปของประเทศไทย...จากผู้ผลิตวัตถุดิบสู่ผู้สร้างมูลค่า
แม้การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังต้องอาศัยเวลา ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างบุคลากร การขยายตลาด และการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง แต่ทิศทางที่เกิดขึ้นในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
การเชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ การลงทุน และตลาดเข้าด้วยกัน ไม่เพียงสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรม แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับภาคการเกษตร ยกระดับศักยภาพของแรงงานไทย และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ในมุมนี้ การลงทุนดังกล่าวผ่านกลยุทธ์ Sustainable Portfolio รวมถึงการพัฒนาของ NatureWorks และ GGC จึงเป็นมากกว่าการขยายธุรกิจขององค์กร แต่เป็นตัวอย่างของการนำแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพมาปรับใช้ในระดับอุตสาหกรรม และสะท้อนให้เห็นว่า ภาคเอกชนไทยกำลังปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกด้วยการลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคต