ปตท.มองโลกร้อนกระทบภาคธุรกิจ แนะปรับตัวรับกฏระเบียบใหม่สร้างความยั่งยืนต่อยอดโอกาสเพื่อการเติบโต ปักหมุด Net Zero ปี 2050
สำนักข่าว The Better ได้จัดงานในโอกาสฉลองก้าวขึ้นสู่ปีที่ 4 The Better Planet 2026 : Sustainable Economy โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐกร ไกรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่เทคโนโลยีและธุรกิจการลดคาร์บอนไดออกไซด์ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ในหัวข้อ Sustainable Economy ว่า
ปัจจุบันโลกเราในขณะนี้ไม่เหมือนเดิม ก่อนหน้านี้เคยได้ยินเรื่องโควิด ปัญหาเศรษฐกิจชะลอ สงครามระหว่างประเทศ ซึ่งเริ่มมีมากขื้นเรื่อยๆ เจอทั้งน้ำท่วม คลื่นความร้อน พายุหิมะ เป็นหลายสิ่งที่ทำให้โลกไม่เหมือนเดิม แต่สิ่งเหล่านี้คงไม่ใช่ทั้งหมด สอดคล้องกับการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ครั้งล่าสุด มีมุมมองว่า โลกไม่เหมือนเดิม กฎระเบียบชีวิตก็เปลี่ยนไป
ทั้งนี้เหตุผลหนึ่งเกิดจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ มีความคิดว่าสหรัฐเป็นเครื่องยนต์สำคัญของโลก อยากมองสหรัฐเป็นตัวขับเคลื่อนทุกสิ่ง เห็นได้จากการออกกฏระเบียบใหม่ หรือแม้กระทั่งกรณีเวเนซุเอลา ก็มีเหตุผลว่าการดำนเนินครั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ขณะที่แคนาดา มองว่า โลกไม่เหมือนเดิมกฎระเบียบเดิมๆ ในการดำเนินธุรกิจอาจใช้ไม่ได้ โดยหลายประเทศ หลายองค์กร เริ่มกลับมาพิจารณาตัวเองว่าอะไรเป็นจุดแข็งที่จะนำมาใช้ ในการสร้างขีดความสามารถแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่น ทำอย่างไรให้ธุรกิจมีเสถียรภาพสามารถเดินต่อไปได้
อย่างไรก็ตามถ้ามองปัจจัยเสี่ยงในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าต่อการดำเนินธุรกิจ มีทั้งปัจจัยระยะสั้น คือ ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสิ่งที่ทุกคนพูดกันคือ สิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน เป็นเรื่องที่คนเชื่อว่าจะเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นและทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบมากกว่าที่ช่วงโควิดเกิดขึ้น อย่างกรณีตัวอย่าง อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นทุก 1.5 องศา ถ้าไม่มีการทำอะไรเลยจะเพิ่มเป็น 2 องศา ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นหลายเท่า รวมทั้งการบริหารซัพพลายเชน จัดการสินค้า การส่งมอบสินค้า จะดำเนินธุรกิจอย่างไรหากเจอน้ำท่วม น้ำแล้ง
ขณะที่ในภาคเกษตรจะเกิดผลกระทบเมื่อเจอภาวะโลกแล้ง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้พืชผลการเกษตรหายไปจากนี้ไปเราต้องทำความเข้าใจโลกที่เปลี่ยนไปวางกลยุทธ์ให้พร้อมในการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสม เพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้ ซึ่งความยั่งยืนจะเป็นตัวสำคัญที่จะเข้ามาช่วยภาวะโลกร้อน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่หนีไม่พ้น อยู่ที่ว่าจะเจอผลกระทบแบบไหน อย่างกรณีถ้าคนไม่เชื่อเหมือนทรัมป์ไม่ทำอะไรเลย physical risk โลกร้อนขึ้นเจออุทกภัย เจอปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีผลกระทบต่อจีดีพีมากกว่าช่วงเกิดโควิดถึง 10 เท่า
ส่วนอีกด้านหากไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น จำเป็นต้องมีกฏระเบียบใหม่ออกมา สำหรับประเทศไทยมีพ.ร.บ. โลกร้อน ถ้าเกิดจริง จะมีกฎหมายใหม่ ข้อบังคับใหม่ การคิดภาษีแบบใหม่ ที่เกียวกับคาร์บอน และสุดท้ายมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจถ้าไม่มีการวางแผนหรือปรับตัว
อย่างไรก็ตามถ้าไม่เริ่มมองปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวมากว่า มองระยะสั้น เราคงไม่สามารถดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนได้ นี่คือสิ่งสำคัญทำให้ Sustainabillity มีส่วนสำคัญช่วยมองปัจจัยเสี่ยงในอนาคตและวางรากฐานบริหารความเสี่ยง
“การทำธุรกิจที่ไม่เบียดเบียนใคร ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องการเป็นคนดีหรือทำแต่สิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่มีอยู่ 2 เรื่อง คือการบริหารจัดการของผู้มีส่วนได้เสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นักลงทุนคาดหวังอะไรกับองค์กร ความยิ่งยืนจะเข้ามาช่วย และการมองความเสี่ยงและโอกาสให้ไกลกว่าเดิม ซึ่งความยั่งยืนจะเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยมองทิศทางสามารถวางกรอบในการบริหารได้
ความยั่งยืนทุกวันนี้ทุกองค์กรพยายามนำเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการองค์กร การดำเนินธุรกิจตอเนื่อง ถ้าเรายังทำธุรกิจแบบเดิมก็จะเห็นปัญหาปัจจุบัน แต่ถ้าเราใช้เรื่องความยั่งยืน เอาเรื่อง ESG มาเป็นเครื่องมือดูแลทำให้เกิดความชัดเจนมองได้ไกลจะวางแผนได้ดีขึ้น วันนี้เรื่องความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องของการทำดีแต่เป็นเรื่องของการทำเพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันขององค์กร”
ดร.ณัฐกร กล่าวว่า ความยั่งยืนมาช่วยรักษาความรักษาความสามารถการแข่งขันภายใต้โลกที่พยายามหาความร่วมมือ การร่วมมือในเรื่องจัดหาซัพพลายเชนทั่วโลก ที่มีต้นทุนต่ำ แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงเกิด confrontation หลายประเทศมีความขัดแย้ง ทำให้มองว่าในโลกอนาคตจะเกิดการเผชิญหน้ามากขึ้นไม่สามารถใช้เรื่องบูรณาการได้ แต่ต้องให้ความสำคัญกับความหลากหลาย เพราะความยั่งยืนมาช่วยได้แต่ไม่100%ของคำตอบ หลักสำคัญของการทำธุรกิจต้องวางวิชชั่นอนาคตจะทำอะไรบ้าง ติดตามทิศทางโลกในอนาคต และต้องทำในเรื่องที่เหมาะสมกับเวลา ซึ่งความยั่งยืนสอนให้มีความยืดหยุ่น มองให้ไกลขึ้น
อย่างไรก็ตาม 3 หลักคิดที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องธุรกิจได้ 1. ความยั่งยืนที่ง่ายต่อการต่อยอดคือการสร้างความเชื่อมั่น หลายคนอาจเคยเห็นทำไมต้องเปิดเผยข้อมูล ทำซีเอสอาร์กับชุมชน เนื่องจากการทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเชื่อมั่นได้จะเป็นแต้มต่อในช่วงเกิดวิกฤตได้ 2.การบริหารจัดการความเสี่ยง จะช่วยสัญญาณบอกความเสี่ยงล่วงหน้า ทำให้วางแผนได้มากขึ้นในอรนาคต 3. ช่วยมองหาตลาดใหม่ในอนาคตสอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไปจะทำให้สร้างโอกาสธุรกิจใหม่ๆได้บ้าง
สำหรับปตท. ต้องยอมรับว่าดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ คนปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนมาโดยตลอดมีวิสัยทัศน์ว่าองค์กรจะแข็งแรงร่วมกับสังคมไทยเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน โดยคำว่ายั่งยืนไม่ใช่แค่วิชชั่น แต่มองลึกลงไปเป็นกลยุทธ์องค์กร คือเอาเรื่องความยั่งยืนมาขับเคลื่อน Foundation เป้าหมายองค์กรไม่มีแค่ธุรกิจ แต่มองเรื่องเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 เพราะปตท.เป็นบริษัทที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งภาคพลังงานมีการปล่อยคาร์บอนออกมามาก ดังนั้นจึงมีการบริหารก๊าซเรือนกระจก เป็นเป้าของการดำเนินธุรกิจ
ทั้งนี้ 3 กลยุทธ์สำคัญ คือ 1.การบริหารธุรกิจเดิมและมองธุรกิจใหม่ที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน 2. การลดต้นทุน ลดปล่อยคาร์บอนเพื่อต่อยอดธุรกิจสร้างความเชื่อมั่น และ 3. การสร้างความร่วมมือ โครางสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศที่ช่วยลดปล่อยคาร์บอน
อย่างไรก็ตามโลกกำลังขยับไปสู่ Low Carbon ผลิตภัณฑ์สะอาด รักษ์สิ่งแวดล้อม Ecosystem ทำให้มองการลงทุนที่สนับสนุนพลังงานสะอาด มุ่งก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ลดธุรกิจถ่านหิน มุ่งธุรกิจพลังงานสะอาด รวมถึงธุรกิจปลายน้ำที่รักษ์สิ่งแวดล้อม การลงทุนรีไซเคิล นอกจากนี้จัดหาเทคโนลยีดิจิทัลมาช่วยทำให้สินทรัพย์ใช้พลังงานได้มากขึ้นแต่ลดปล่อยคาร์บอน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือโครงการ ลงทุนในเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) และพลังงานไฮโดรเจน.
ปตท.มองว่า จุดแข็งเรื่องความยั่งยืนนำมาเป็นต่อยอดทางธุรกิจได้ ถ้าเราทำได้ดีจะมีโครงการนำร่องเรื่องความยั่งยืน ร่วมกับภาคภาคอุตสาหกรรม วันนี้โลกไม่เหมือนเดิมความยั่งยืนจะทำให้เราเดินหน้าต่อไปในอนาคตที่ดีขึ้น