ตลท.เดินหน้ายกระดับตลาดทุน เปิดเฮียริ่ง 9 มาตรการ ลด Tick Size - เก็บค่า Extra Charge คุมพอร์ตส่งออเดอร์ถี่ และจำกัดการขายชอร์ตเฉพาะหุ้นสภาพคล่องสูง สร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อให้การปรับใช้บังคับตามมาตรการดังกล่าว สามารถยกระดับความเชื่อมั่นของผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”
ดังนั้น เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีข้อมูลประกอบการพิจารณาทบทวนอย่างรอบด้าน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในหัวข้อ “การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น” ตั้งแต่วันที่ 13-29 พฤษภาคม 2569 โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้มาตรการได้เร็วสุดภายใน Q3/69 ซึ่งสาระสำคัญของมาตรการที่ทบทวนในครั้งนี้สามารถสรุปได้ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 มาตรการเพิ่มเติมเพื่อยกระดับคุณภาพตลาด เสริมสร้างความเท่าเทียม (Fairness) และประสิทธิภาพของตลาดในเชิงโครงสร้างและต้นทุน
1. ปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาทต่อหุ้นให้แคบลง ช่วยลดส่วนต่างราคา เพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลง และเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด
2. เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม (Extra Charge) จากบัญชีที่มีการส่งคำสั่งซื้อขาย (Order) ในปริมาณมากแต่เกิดการจับคู่การซื้อขาย (Deal) น้อย (High Order-to-Trade Ratio: OTR) โดยในกรณีที่บัญชีใดมี OTR มากกว่า 100 เท่า และมีการส่งคำสั่งมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที (Active Minute) บัญชีดังกล่าวจะถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ (15 สตางค์) เฉพาะส่วนที่เกิน 30,000 รายการ/วัน ทั้งนี้ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการส่งคำสั่งซื้อขายและลดภาระของระบบซื้อขายโดยรวม
กลุ่มที่ 2 มาตรการลดความผันผวนที่ผิดปกติของราคาหลักทรัพย์
3. ปรับปรุง Uptick Rule สำหรับการขายชอร์ต ในกรณีที่หลักทรัพย์ใดมีราคาลดลงตั้งแต่ 10% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า จะใช้เกณฑ์ Uptick เป็นรายหลักทรัพย์สำหรับหลักทรัพย์นั้นในวันทำการถัดไป เพื่อช่วยชะลอแรงขายในช่วงที่ตลาดผันผวน และรักษาสมดุลควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสภาพคล่อง และต้นทุนการซื้อขาย ทั้งนี้ หากเป็นสภาวะปกติจะใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick
4. ทบทวนหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้ โดยจำกัดให้ขายชอร์ตได้เฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ได้แก่ หลักทรัพย์ในกลุ่ม SET100, หลักทรัพย์ประเภท ETF และ DR และหลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures เท่านั้น โดยจะห้ามขายชอร์ตในหลักทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW
5. ยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์ เพื่อลดอุปสรรคในการซื้อขาย โดยเฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ
กลุ่มที่ 3 มาตรการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม
6. ขึ้นทะเบียน (Register) ผู้ซื้อขายความเร็วสูง (HFT) โดยจะเปลี่ยนไปใช้แนวทางการพิจารณาจากพฤติกรรมการซื้อขายในลักษณะ Post-Trade เช่น ความถี่/ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย สถานะสิ้นวัน มูลค่าการซื้อขายรายวัน เป็นต้น หรือมีช่องทางการส่งคำสั่งซื้อขายสำหรับผู้ลงทุนเฉพาะราย (Dedicated API) เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปตามข้อเท็จจริงและสามารถติดตามพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างเหมาะสม
7. ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ เนื่องจากมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของหลักทรัพย์ที่สามารถขายชอร์ตได้ให้ครอบคลุมเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ประกอบกับจะมีการกำกับดูแล HFT ตามพฤติกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว
8. ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT) เนื่องจากพบว่าธุรกรรมที่ Trigger ตามมาตรการนี้มีจำนวนน้อยมากซึ่งไม่ได้ส่งผลในเชิงการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะเป็นการช่วยลดภาระในเชิงระบบรวมทั้งยังไม่สอดคล้องตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกลไกการกำกับดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอื่น ๆ อยู่แล้ว เช่น การใช้ AI ช่วยในการวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ และมาตรการเก็บ Extra Charge กับบัญชีที่มีพฤติกรรม High OTR เป็นต้น
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นพร้อมรายละเอียดบนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ https://www.set.or.th/th/rules-regulations/market-consultation หัวข้อ “การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น” โดยผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ https://forms.microsoft.com/r/EFQF82bt4c ตั้งแต่วันที่ 13-29 พฤษภาคม 2569