ตลาดทุนไทยระอุ! หลังสาวปริศนา “สุภาพร พิมพงษ์” โผล่ถือหุ้นบิ๊กแบคหมื่นล้าน ฟาก ก.ล.ต. และบริษัทจดทะเบียนสั่งตรวจสอบเชิงลึกด่วน เร่งกู้ความเชื่อมั่นนักลงทุน
กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยทันที หลังจากเกิดกรณีปริศนาของ “นางสาวสุภาพร พิมพงษ์” บุคคลที่ไม่มีใครในวงการรู้จัก แต่กลับยื่นเอกสารต่อสำนักงาน ก.ล.ต. (แบบ 246-2) รายงานว่าตนเองเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนยักษ์ใหญ่ถึง 6 บริษัท รวม 7 รายงาน ไม่ว่าจะเป็น TRUE, MAJOR, BBL, KBANK, AAV และ GJS คิดเป็นมูลค่าพอร์ตรวมกันหลายหมื่นล้านบาท
3 พิรุธชนวนเหตุ “หุ้นไม่มีอยู่จริง”
หลังกระแสข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป บริษัทจดทะเบียนยักษ์ใหญ่ต่างจับมือประสานเสียงร่อนหนังสือจี้ ก.ล.ต. ให้ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เนื่องจากพบข้อพิรุธที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างรุนแรง คือ 1.ถือหลักทรัพย์ที่ไม่เคยมีอยู่จริง เนื่องจากในรายงานระบุว่า “สุภาพร” บุกซื้อ “หุ้นบุริมสิทธิ” ของ TRUE และ MAJOR ในสัดส่วนที่สูงลิ่ว แต่ทั้งสองบริษัทออกมายืนยันชัดเจนว่า ปัจจุบันไม่มีหุ้นประเภทนี้เหลืออยู่แล้ว และไม่เคยเสนอขายให้บุคคลทั่วไป 2.ไร้ชื่อในสมุดจดทะเบียน ถึงแม้รายงานจะเคลมว่าเข้าถือหุ้นในสัดส่วนสูงมาก (บางบริษัทสูงถึง 80%) แต่เมื่อตรวจสอบวันปิดสมุดทะเบียนกลับ “ไม่เคยมีชื่อผู้หญิงคนนี้” ปรากฏเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แม้แต่แห่งเดียว และ 3.สวมรอยตำแหน่งรายงาน โดยมีการยื่นรายงานการถือครองหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 ที่ระบุว่าตนเองเป็นผู้บริหารชั่วคราว ทั้งที่เธอไม่ได้เป็นกรรมกร ผู้บริหาร หรือพนักงานของบริษัทเหล่านั้นเลย
ก.ล.ต. แอ็กชันด่วน! ขู่โทษจำคุกหากจงใจป้อนข้อมูลเท็จ
ล่าสุด ทางด้าน ก.ล.ต. ได้ออกมาชี้แจงว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น “นางสาวสุภาพร มีตัวตนจริง” และเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นคนคีย์ข้อมูลเข้าระบบเอง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อมูลมีความขัดแย้งในเชิงลึก ก.ล.ต. จึงสั่งขึ้นเครื่องหมายแจ้งเตือนนักลงทุนในแบบรายงานดังกล่าวทันทีว่า “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” พร้อมถอดข้อมูลที่ผิดปกติออกจากระบบแล้ว
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ย้ำชัด หากผลการสอบสวนเชิงลึกพบว่าเป็นการ จงใจรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อสร้างความปั่นป่วนในตลาดทุน จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และหากพบว่าเข้าข่ายการแฮกระบบหรือบิดเบือนข้อมูลคอมพิวเตอร์ จะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ เพิ่มเติมทันที