เปิดโปรไฟล์ 4 ผู้บริหารที่ถูกจับตาชิงเก้าอี้ CEO ปตท. วัดวิสัยทัศน์โจทย์ท้าทายรอบด้าน ฝ่าคลื่นความเปลี่ยนแปลง พลิกเกมธุรกิจ และรักษาความมั่นคงพลังงานไทยในระยะยาว
การสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คนใหม่ หรือ CEO คนที่ 12 กำลังเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่แวดวงพลังงานและตลาดทุนจับตาอย่างใกล้ชิด หลัง ปตท. เปิดกระบวนการสรรหาเพื่อรับช่วงต่อจาก ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ซึ่งจะครบวาระในเดือนเมษายน 2570 โดยกำหนดเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 18 พฤศจิกายน 2569 ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ต้องการผู้บริหารที่มีประสบการณ์บริหารองค์กรขนาดใหญ่ มีความรู้ด้านธุรกิจพลังงาน ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
การสรรหาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้บริหารสูงสุดขององค์กร แต่เป็นการกำหนดทิศทางกลุ่ม ปตท. ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอุตสาหกรรมพลังงานโลก ซึ่งกำลังเผชิญทั้งความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ตลอดจนแรงกดดันจากการแข่งขันและการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่
ก่อนหน้านี้มีการจับตารายชื่อผู้บริหารในกลุ่ม ปตท. ที่อาจเข้าร่วมกระบวนการสรรหา 5 ราย แต่ล่าสุด พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกกล่าวถึงอาจไม่ได้ยื่นสมัคร ทำให้เหลือผู้บริหาร 4 รายที่ถูกจับตา ได้แก่ สุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR บัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. จตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ปตท. และ ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร ปตท.
ทั้งนี้ รายชื่อดังกล่าวเป็นกลุ่มผู้บริหารที่ถูกจับตา ไม่ใช่การยืนยันรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการจากบริษัท ซึ่งยังไม่นับรวมกับความเป็นไปได้ที่จะมีบุคคลภายนอกมายื่นสมัครเช่นกัน
เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์และสายงานของผู้บริหารทั้ง 4 ราย พบว่ามีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน สะท้อนโจทย์สำคัญของ ปตท. ที่ต้องบริหารธุรกิจพลังงานแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ พร้อมปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก
‘สุชาติ ระมาศ’ กับโจทย์ต่อยอดธุรกิจค้าปลีกและสร้างมูลค่าใหม่
สุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ OR เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคโดยตรง โดย OR มีธุรกิจหลักทั้งสถานีบริการ PTT Station ธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจไลฟ์สไตล์ รวมถึงการขยายธุรกิจในต่างประเทศ
ความท้าทายของธุรกิจค้าปลีกพลังงานในระยะต่อไปอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค การขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้า และการแข่งขันของธุรกิจ Non-Oil ซึ่งต้องสร้างความแตกต่างมากกว่าการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว
ประสบการณ์บริหาร OR จึงเป็นมิติที่น่าสนใจในแง่การพัฒนาธุรกิจใหม่ การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ และการเข้าถึงผู้บริโภค แต่โจทย์สำคัญหากขยับขึ้นมาบริหารบริษัทแม่ คือการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารธุรกิจพลังงานที่มีความซับซ้อนมากกว่า ทั้งก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่น ปิโตรเคมี และการลงทุนขนาดใหญ่ของกลุ่ม ปตท.
‘บัณฑิต ธรรมประจำจิต’ กับภารกิจความมั่นคงทางพลังงาน
บัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์เชื่อมโยงกับธุรกิจหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานโดยตรง โดยเฉพาะธุรกิจต้นน้ำและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบพลังงานไทย
โจทย์ใหญ่ของ ปตท. ในระยะต่อไปคือการบริหารจัดหาแหล่งก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ทั้งจากแหล่งผลิตในอ่าวไทย เมียนมา และการนำเข้า LNG รวมถึงการบริหารต้นทุนและความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันแย่งชิงแหล่งพลังงาน การรักษาความต่อเนื่องของการจัดหาและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนจึงเป็นภารกิจสำคัญ ประสบการณ์ในสายธุรกิจต้นน้ำและก๊าซธรรมชาติเป็นพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับภารกิจดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การบริหาร ปตท. ในภาพรวมยังต้องอาศัยประสบการณ์ด้านการจัดสรรเงินลงทุน การบริหารบริษัทลูก และการสร้างสมดุลระหว่างภารกิจความมั่นคงพลังงานกับผลตอบแทนทางธุรกิจ
‘จตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา’ กับความท้าทายในเกมการค้าพลังงานโลก
จตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ปตท. เป็นอีกหนึ่งรายชื่อที่น่าจับตาจากประสบการณ์ด้านการค้าพลังงานระหว่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกเผชิญความผันผวน
การจัดหาน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติจากตลาดต่างประเทศ จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจทั้งด้านราคา สัญญาซื้อขาย การบริหารความเสี่ยง ตลอดจนสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเส้นทางขนส่งพลังงาน
สำหรับประเทศไทยที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและ LNG การบริหารการค้าระหว่างประเทศจึงมีผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและความมั่นคงของประเทศ
ประเด็นที่ต้องจับตาคือ การนำประสบการณ์ด้าน Global Trading มาต่อยอดสู่การบริหารองค์กรขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจหลากหลายได้อย่างไร โดยเฉพาะการกำหนดทิศทางการลงทุนและการเชื่อมโยงธุรกิจในกลุ่มให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
‘ดร.ชญาน์ จันทวสุ’ กับโจทย์ปรับพอร์ตธุรกิจและวางอนาคต ปตท.
ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร ปตท. เป็นผู้บริหารที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ระยะยาวขององค์กร ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในช่วงที่อุตสาหกรรมพลังงานกำลังเปลี่ยนผ่าน
ความท้าทายของ ปตท. ไม่ได้อยู่เพียงการรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมี แต่ยังต้องตัดสินใจว่าจะปรับพอร์ตการลงทุนอย่างไร เพื่อรองรับธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต ทั้งพลังงานสะอาด เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพเติบโต
การบริหารยุทธศาสตร์องค์กรจึงต้องเชื่อมโยงตั้งแต่การประเมินแนวโน้มตลาด การจัดสรรเงินลงทุน การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงการผลักดันแผนงานให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือการพิสูจน์ความสามารถในการบริหารธุรกิจและตัดสินใจด้านการลงทุนในระดับองค์กรขนาดใหญ่ ควบคู่กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้
ทั้งนี้แม้ผู้บริหารทั้ง 4 รายจะมีพื้นฐานและความเชี่ยวชาญต่างกัน แต่สิ่งที่คณะกรรมการสรรหาต้องพิจารณาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความสำเร็จในสายงานเดิม หากต้องประเมินความสามารถในการบริหาร ปตท. ซึ่งมีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่น ปิโตรเคมี การค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีกและพลังงานแห่งอนาคต
อีกประเด็นสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างบทบาทของ ปตท. ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่มีภารกิจด้านความมั่นคงทางพลังงาน กับการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องคำนึงถึงผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นและความสามารถในการแข่งขัน
ขณะเดียวกัน CEO คนใหม่ยังต้องรับมือกับโจทย์การลงทุนในระยะยาว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางพลังงานโลก การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และข้อจำกัดด้านเงินทุน ซึ่งทุกการตัดสินใจล้วนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของกลุ่ม ปตท.
ดังนั้น การสรรหาครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการเฟ้นหาผู้บริหารมารับไม้ต่อจาก ดร.คงกระพัน แต่เป็นการเลือกผู้นำที่จะกำหนดสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ผลตอบแทนทางธุรกิจ และการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดบทบาทของ ปตท. และทิศทางพลังงานไทยในอีกหลายปีข้างหน้า