‘ศุภจี’เผยเจรจา FTA ไทย–EU สัญญาณดี เตรียมลุยหารือรอบ 10 ที่่ภูเก็ต 28 ก.ย.หวังปิดดีลที่่เหลือ ไม่แตะสินค้าอ่อนไหว ก่อนเข้าสู่ขั้นตอน Legal Scrub ชี้เปิดตลาดยุโรปช่วยเพิ่มส่งออก 2.8% ดันจีดีพีเติบโต
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป ครั้งที่ 2/2569 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ว่าในวันนี้เป็นการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยการประชุมที่ใช้เวลาที่ค่อนข้างนานถึงกว่า 2 ชั่วโมงในวันนี้นายกรัฐมนตรีต้องการรับฟังข้อมูลและที่สำคัญคือการชี้แจงให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ากรอบการเจรจาที่ได้กำหนดทั้งท่าทีหลักที่เรามุ่งหวังให้ได้สิทธิประโยชน์สูงสุด และท่าทีรองซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ประเทศไทยต้องมีจุดยืนในการเจรจาหากการเจรจาไม่เป็นไปตามท่าทีหลักที่วางไว้
ปัจจุบันการเจรจาระหว่างไทยและ EU สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้แล้วประมาณ 2 ใน 3 ของข้อบททั้งหมด และเหลืออีกราว 1 ใน 3 โดยการเจรจาในรอบที่ 10 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 ก.ย.นี้ ณ จังหวัดภูเก็ต โดยจะใช้ระยะเวลาเจรจากับตัวแทนจาก EU ประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งการเจรจารอบที่ 10 นี้ ตั้งเป้าหมายที่จะปิดข้อบทส่วนที่เหลือให้หมด จากนั้นจะไปสู่ขั้นตอนกระบวนการขัดเกลาทางกฎหมาย (Legal Scrub) และการจัดทำถ้อยคำ (Wording) ให้ตรงกันอย่างละเอียด เมื่อจัดทำร่างข้อตกลงและลงนามเรียบร้อย จะเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ต่อไปซึ่งขั้นตอนทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี
ส่วนจะมีสินค้าที่เป็นข้ออ่อนไหวในการเจรจา นั้น ยังคงยึดหลักการตามที่ได้หารือกับ EU ในการเจรจารอบที่ 9 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม คือในประเด็น สินค้าอ่อนไหว ทั้งสองฝ่ายจะตีกรอบยกเว้นไว้โดยไม่แตะต้อง ส่วนรายการสินค้าที่สามารถเปิดตลาดและได้ประโยชน์ร่วมกันก็จะดำเนินการเปิดตลาดได้ก่อน
การเปิดตลาด EU จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ช่วยลดการพึ่งพาตลาดเดิม และสร้างความสมดุลให้กับการค้าไทยมากยิ่งขึ้น] นอกจากนี้การบรรลุข้อตกลง FTA ไทย-EU ไม่เพียงช่วยขยายการค้าระหว่างไทยกับ EU เท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งจากสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยตรงในการส่งออกไปยัง EU ได้โดยตรง
ทั้งนี้หากสามารถเจรจาการค้าไทย กับ EU ได้สำเร็จจะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยจากผลการศึกษาของสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนาระบุว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 1.28% ซึ่งปัจจุบันจีดีพีของไทยอยู่ที่ 2% กว่าๆ การเจรจาFTA ไทย-EU ก็จะช่วยให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้นเป็นขยายตัวได้เกินกว่า 3% ต่อปี ส่วนการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 2.8% ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ