ส.อ.ท.เผยยอดผลิตรถยนต์ 7 เดือน. โต15.39% แรงส่ง EV โตกระฉูด ขณะที่รถยนต์สันดาป - กระบะร่วง ห่วง EV นำเข้าครองตลาดถึง 62.58% จี้รัฐปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม รักษาฐานผลิต–ซัพพลายเชนยานยนต์ไทย
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2569 ดังต่อไปนี้
การผลิตจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีทั้งสิ้น 117,383 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 6.12โดยเพิ่มขึ้นเพราะผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 13,422 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 271 ผลิต PHEV 1,661 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 295.48 ผลิต HEV 24,173 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 95.35 จากการขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพราะสงครามตะวันออกกลาง และส่งออกไปประเทศคู่ค้า
ขณะที่ยอดผลิตรถยนต์นั่งสันดาปภายในผลิตได้แค่ 8,251 คัน ลดลงถึงร้อยละ 62.49 การผลิตรถกระบะยังคงลดลงตามยอดขายในประเทศที่ยังคงลดลง แต่ผลิตรถกระบะไฟฟ้าได้ 346 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 686.36 เพื่อขายในประเทศและส่งออก รถบรรทุกผลิต 1,550 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 108.05 จากการกลับมาผลิตได้ตามปกติเพราะย้ายโรงงานผลิตเสร็จแล้ว โดยภาพรวมจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 834,595 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 0.09
สำหรับการผลิตรถยนต์นั่งเดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตได้ 47,507 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 23.72 โดยแบ่งเป็น รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine (ICE) มีจำนวน 8,251 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 62.49 รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle (BEV) มีจำนวน 13,422 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 271.80 รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) มีจำนวน 1,661 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 295.48 รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle (HEV) มีจำนวน 24,173 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 95.35
ขณะที่ยอดผลิตรถยนต์นั่งตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 299,878 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.05 โดยคิดเป็นร้อยละ 35.93 ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด โดยแบ่งเป็น รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine (ICE) มีจำนวน 92,184 คัน ลดลง ร้อยละ 34.49 รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle (BEV) มีจำนวน 47,452 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 73.13 รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) มีจำนวน 13,980 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 34.98 รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle (HEV) มีจำนวน 146,262 คันร้อยละ 17.41
ด้านรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 68,326 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 4.40 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 524,483 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 0.51 คิดเป็นร้อยละ 62.84 ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด
ส่วนการผลิตเพื่อส่งออกเดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 72,679 คัน คิดเป็นร้อยละ 61.95 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.92 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 521,840 คัน คิดเป็นร้อยละ 62.53 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 4.97
ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 44,704 คัน คิดเป็นร้อยละ 38.05 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 22.42 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 312,755 เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 9.27
ด้านรถยนต์นั่งเดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจำนวน 31,307 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 52.15 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 189,793 คัน คิดเป็นร้อยละ 63.29 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.13
ส่วนรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกรกฎาคม 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 11,847 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 22.03 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 112,728 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 20.65
สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกรกฎาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,196 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2569 ร้อยละ 0.80 และเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 20.07 โดยยอดขายเพิ่มขึ้นเพราะรถยนต์ไฟฟ้า(BEV) ขายได้ 20,989 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 122.08 มีสัดส่วนเป็นร้อยละ 35.46 ของยอดขายทั้งหมด
ขณะที่รถยนต์นั่งสันดาปภายในขายได้แค่ 7,654 คัน ลดลงร้อยละ 34.58 มีสัดส่วนร้อยละ 12.76 ของยอดขายทั้งหมด เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก รถกระบะบรรทุกยังคงขายลดลงร้อยละ 16.22 จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่มีรายงานว่าสินเชื่อรถยนต์หดตัวร้อยละ 7.8
ทั้งนี้ประเด็นที่น่ากังวลมากคือจากยอดขายรถยนต์เจ็ดเดือนแรกของปีที่มีจำนวน 406,162 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.39 นั้น เป็นการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าถึง 125,411 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 97.39 แต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศมีเพียง 46,924 คัน เท่ากับร้อยละ 37.42 ของขาย เป็นการขายของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าถึงร้อยละ 62.58 จึงมีการเรียกร้องให้มีการพิจารณาในเรื่องภาษีที่อาจจะไม่เป็นธรรมกับรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทยซึ่งมีการจ้างแรงงานคนไทย และใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศซึ่งทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตกลับต้องเสียเปรียบรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
นอกจากนี้ยอดขายรถกระบะที่ยังคงขายลดลงเหลือเพียงหนึ่งหมื่นกว่าคันจากที่เคยขายเดือนสามหมื่นกว่าคัน ลดลงถึงกว่า 60% เพราะความเข้มงวดของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำมาตลอดหลายไตรมาส ไตรมาสสองของปีนี้เติบโต 1.9% ลดลงจากไตรมาสหนึ่งที่เติบโต 2.8
ขณะที่ยอดขายรถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศถึง 90 % ลดลงส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กระบะและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในซัพพลายเชนของรถกระบะลดลงด้วย ส่งผลถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของประเทศลดลงหรือขยายตัวในอัตราต่ำในบางเดือน ใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60 % ของกำลังการผลิตทั้งหมด รถกระบะเป็นโปรดักแชมเปี้ยนของประเทศไทยที่ย้ายจากฐานผลิตในประเทศญี่ปุ่นมาผลิตในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อส่งออกไปกว่า120 ประเทศ และเพื่อขาย ในประเทศ
เมื่อยอดผลิตลดลงถึงสองในสาม ผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนจำนวนมากได้รับความเดือนร้อนจนผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องเลิกกิจการไปหรือย้ายการลงทุนไปประเทศอื่นจน กกร.เคยเสนอเมื่อสองปีก่อนให้รัฐบาลตั้งกองทุนเข้าค้ำประกันกับสถาบันการเงินในผลขาดทุนรถยึดตามจริงแต่ไม่เกินคันละห้าหมื่นบาทโดยมีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรถกระบะมากขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มยอดขายและยอดผลิตรถกระบะให้มากขึ้นเพื่อให้แรงงานในซัพพลายเชนทั้งหลายมีงานทำมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศแข็งแรงขึ้น สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าต่าง ๆ มากขึ้น
รวมทั้งชำระหนี้ครัวเรือนได้มากขึ้น เกิดการลงทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น นำไปพัฒนาประเทศไปลงทุนให้ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเติบโตในอัตราสูงขึ้นย่อมดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทยเข้ามาลงทุน วนเวียนเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูงยิ่งๆขึ้น เมื่อผู้ผลิตผู้ลงทุนผลิตได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น มีกำไร มีสภาพคล่องดี ไม่ขาดทุน เป็นการดึงดูดผู้ผลิตเดิมให้คงอยู่และลงทุนในประเทศไทยต่อไปด้วย ไม่ต้องกังวลว่าประเทศไหนจะมาชวนให้ย้ายฐานการผลิตไป ทำเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราเท่าเทียมหรือสูงกว่าประเทศอื่นคือพลังการดึงดูดที่มีอำนาจมากที่สุดต่อการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทย
นายสุรพงษ์ กล่วถึงการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนกรกฎาคม 2569 ส่งออกได้ 74,169 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 2.39 โดยเพิ่มขึ้นเพราะตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งโดยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 30.25% เติบโตถึง 29.16% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน รองลงมาคือตลาดเอเชียที่มีส่วนแบ่งตลาด 28.92% เพิ่มขึ้น 14.79% ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่มีส่วนแบ่งตลาด 9.74 เพิ่มขึ้น 3.55% ตะวันออกกลางส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก 20.40 % ปีทีแล้ว เหลือ 14.56% เพราะส่งออกลดลง 33.56% ตลาดตะวันออกกลางยังคงมีความต้องการตามปกติ แต่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยของเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงต้องหาเส้นทางขนส่งอื่นที่ปลอดภัยกว่า ทำให้ส่งออกลดลงมาห้าเดือนแล้วรวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 485,011.00 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 5.53