โรช ไทยแลนด์ กางกลยุทธ์ “Premium & Sustainable” ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์มูลค่าสูง

โรช ไทยแลนด์ กางกลยุทธ์ “Premium & Sustainable” ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์มูลค่าสูง
โรช ไทยแลนด์” จับมือ 3 พันธมิตรใหญ่ ประกาศยุทธศาสตร์ “Premium & Sustainable Global Health Hub”สู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์มูลค่าสูง พร้อมสร้างความมั่นคงทางการคลังและเศรษฐกิจประเทศ

ท่ามกลางสมรภูมิเศรษฐกิจและสาธารณสุขโลกที่กำลังผันผวนและเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อน อุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ของประเทศไทยกำลังเกิดจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ (Paradigm Shift) ในวาระครบรอบ 55 ปีของ โรช ไทยแลนด์ (Roche Thailand) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก นำโดย ดร.แมทธิว โคตส์ กรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ 3 พันธมิตรสำคัญ ได้แก่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.), สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย (TMWTA) และกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา ประกาศวิสัยทัศน์ร่วม “Premium & Sustainable Global Health Hub”

ยุทธศาสตร์นี้เป็นการขานรับและขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ Thailand Medical Hub (พ.ศ. 2566-2570) ภายใต้การหนุนเสริมระดับนโยบายจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดยมีหมุดหมายสำคัญในการปฏิรูปภาพลักษณ์และตำแหน่งแห่งที่ของประเทศ จากเดิมที่เป็นจุดหมายปลายทางด้านการรักษาพยาบาลที่เน้นการแข่งขันด้านราคา หรือ “โรงพยาบาลราคาถูกของโลก” ไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับพรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น คุณภาพ และความยั่งยืน

ความสำคัญของโรดแมปนี้ คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมและระบบสาธารณสุข จากยุค “ซ่อมสุขภาพ” ที่เน้นการตั้งรับและรักษาเมื่อป่วยหนัก ไปสู่ยุค “สร้างสุขภาพ” โดยนิยามให้สุขภาพคือสินทรัพย์เชิงเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของชาติ

ในเชิงเศรษฐศาสตร์สุขภาพ ดร.แมทธิว โคตส์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการลงทุนผ่านอุปมาอุปไมยเรื่อง “รูรั่วบนหลังคา” ว่า หากหลังคามีรูรั่ว การรีบซ่อมแซมตั้งแต่ตอนที่รูยังเล็กย่อมใช้เงินน้อยกว่าการปล่อยให้รูขยายใหญ่จนโครงสร้างบ้านทั้งหมดเสียหาย การลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะแรกเริ่มอาจดูเหมือนมีค่าใช้จ่ายในตอนแรก แต่มันคือการลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุด เพราะช่วยลดภาระต้นทุนการรักษาระยะลุกลามที่มหาศาล และคืนเวลาที่มีค่าให้แก่ผู้ป่วย

เพื่อทลายกำแพงการเข้าถึงเทคโนโลยีมูลค่าสูงโดยไม่สั่นคลอนเสถียรภาพทางการคลังของรัฐ ได้มีการนำกลไก Managed Entry Agreements (MEA) เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเชิงสถาบันในรูปแบบสัญญาร่วมทุนและความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณร่วมกัน ทำให้ยานวัตกรรมพรีเมียมสามารถเข้าสู่ระบบสาธารณสุขและถึงมือผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น

อีกหนึ่งเครื่องมือเปลี่ยนเกมของอุตสาหกรรมคือ การแพทย์แม่นยำโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี Comprehensive Genomic Profiling (CGP) หรือการตรวจยีนอย่างครอบคลุมเข้ามาใช้เพื่อออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลพันธุกรรมจากโครงการ Genomics Thailand เพื่อลบล้างแนวทางการรักษาแบบเดิมที่เป็น “ยาชุดเดียวใช้กับทุกคน”

นพ.วิกรม เจนเนติสิน ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา (เจ้าของเพจ "หมอมะเร็งไทยแลนด์ หมอนาย") ระบุว่า การแพทย์แม่นยำไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการ “หยุดยั้งการสูญเสียทรัพยากร” จากการลองผิดลองถูกหรือการรักษาที่ไม่ตรงเป้าหมาย และยังช่วยสร้างความยั่งยืนทางการเงินให้แก่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในระยะยาว ทำลายความเชื่อผิดๆ ที่ว่า “ไม่ตรวจ = ไม่ป่วย” แล้วเปลี่ยนมาใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศนำทางการรักษาเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิต

กลไกนี้จะขับเคลื่อนผ่านโมเดลความร่วมมือ PPP (Public-Private Partnership) เชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านสุขภาพร่วมกัน มากกว่าการซื้อขายเชิงพาณิชย์แบบเดิม โดยภาคเอกชนจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีล้ำสมัยขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้ขยายสเกลการเข้าถึงให้แก่ประชาชน

จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือการยกระดับประเทศไทยจากศูนย์กลางบริการ ไปสู่ ศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โรช ไทยแลนด์ ได้อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนด้านงานวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยไปแล้วมากกว่า 2,300 ล้านบาท

จากการเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่า งานวิจัยทางคลินิกมีตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงมาก โดย ทุกๆ 1 บาทที่ลงทุนในการวิจัย สามารถสร้างมูลค่าตอบแทนกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศได้ถึง 2.9 บาท ซึ่งการขับเคลื่อนมิตินี้จะส่งผลดีต่อประเทศใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

  1. High-Value Jobs: การสร้างงานทักษะสูงในโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัย

  2. Brain Gain: การดึงดูดและรักษาบุคลากรทางการแพทย์ระดับหัวกะทิให้อยู่ในระบบของประเทศ

  3. First-in-Class Access: การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยชาวไทยสามารถเข้าถึง “ยานวัตกรรมขั้นสูง” ได้ก่อนการวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในตลาดโลกเป็นเวลาหลายปี เช่นเดียวกับระบบนิเวศ R&D ในประเทศชั้นนำอย่างสวิตเซอร์แลนด์หรือจีน

ดร.ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย นายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ไปสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572 (อัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี) ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของไทยในการช่วงชิงเค้กตลาดพรีเมียม

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเหนือนำคู่แข่งอย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกงที่มักชูความล้ำสมัยของเครื่องมือ ด้วยการใช้ “อาวุธลับ” คือการผสานมาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล (โรงพยาบาลมาตรฐาน JCI อันดับ 5 ของโลก) เข้ากับระบบนิเวศเวลเนสที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยใช้กลยุทธ์ "Travel Less • Stay Longer • Spend More" (เดินทางน้อยลง • อยู่นานขึ้น • ใช้จ่ายมากขึ้น) ดึงดูดกลุ่มท่องเที่ยวสุขภาพกำลังซื้อสูงที่พร้อมจ่ายมากกว่าปกติ 30-50% ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนให้เน้นการเดินทางพำนักระยะยาว

โมเดลนี้เรียกว่า Lifestyle Integration หรือการบูรณาการเฮลธ์แคร์เข้ากับวิถีชีวิต มีการนำนวัตกรรมการแพทย์เฉพาะบุคคลมาเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก ผ่านอุตสาหกรรมอาหารชุมชน การใช้ Superfoods ผลิตภัณฑ์สมุนไพรท้องถิ่นตลอดจนการพัฒนาธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุเพื่อสถาปนาประเทศไทยให้เป็น “Longevity Destination” หรือจุดหมายปลายทางของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ

เพื่อรองรับการเป็น Thailand Premium Medical Destination ภาครัฐโดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นำโดย ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อทลายกำแพงทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ผ่านมาตรการหลักหลายด้าน:

  • การปฏิรูปกฎหมายมาตรา 14/1: ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถร่วมจัดตั้งศูนย์วิจัยและศูนย์ฝึกอบรมกับสถาบันการแพทย์ของรัฐ เพื่อเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพผ่านระบบ Digital Health และ Telemedicine

  • ยุทธศาสตร์วีซ่าทางการแพทย์: ขยายวีซ่ารักษาพยาบาลจากเดิม 30 วัน เป็น 1 ปี และเตรียมขยายสู่ 5 ปี พร้อมมาตรการพำนักระยะยาว สูงถึง 10 ปี (5+5) เพื่อดึงดูดผู้ป่วยกำลังซื้อสูง

  • กรอบงาน ATMP: วางกฎระเบียบรองรับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงและการทำเซลล์บำบัดอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

  • International Insurance Platform: พัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับเชื่อมต่อบริษัทประกันภัยระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานและราคากลางการเบิกจ่ายของไทย ซึ่งถูกกว่ายุโรปหรือสหรัฐอเมริกาหลายเท่าตัว

  • การสนับสนุนด้านภาษาและการจัดการข้อพิพาท: ประกาศจัดตั้งศูนย์ล่าม 4 ภาษา และศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ เพื่อยกระดับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยต่างชาติ

"เรามุ่งมั่นสร้าง Nation Branding ให้โลกจดจำว่าประเทศไทยคือ Premium Medical Destination ที่ทุกคนมั่นใจในความปลอดภัย และคนไทยประสบความสำเร็จสูงสุดจากการยกระดับเทคโนโลยีนี้ไปพร้อมกัน" — ทพ. อาคม ประดิษฐสุวรรณ

การขับเคลื่อนพลังของ 4 เสาหลัก ทั้ง นโยบาย (รัฐ) • นวัตกรรม (เอกชน) • องค์ความรู้ (แพทย์เฉพาะทาง) • และเศรษฐกิจ (ภาคท่องเที่ยว) กำลังร่วมกันสร้างโมเดลระบบสุขภาพที่เน้นคุณค่า หรือ Value-based Healthcare ซึ่งมองว่าสุขภาพไม่ใช่เป็นเพียงแค่ค่าใช้จ่ายหรือเม็ดเงินสูญเปล่า แต่คือโครงสร้างพื้นฐานและรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

โรดแมป “Thailand Premium Medical Hub” ภายใต้การเดินทางร่วมกับพันธมิตรของโรช ไทยแลนด์ ตลอด 55 ปีที่ผ่านมาและครึ่งศตวรรษถัดจากนี้ จึงไม่ใช่แค่แผนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วไป แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การตรวจโรคเร็ว การรักษาที่แม่นยำ งานวิจัยคลินิก เวลเนส ไปจนถึงการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อส่งมอบบริการด้านนวัตกรรมและสุขภาวะระดับโลกที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนับแสนล้านบาท พร้อมๆ กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนคนไทยและผู้ป่วยจากทั่วโลกอย่างแท้จริง

TAGS: #RocheThailand #PremiumMedicalHub #WellnessEconomy #PrecisionMedicine