'ลูกพระยานาหมื่น'เป็นคำพูดที่ติดปากคนในตอนนี้ แม้คำพูดนี้จะใช้กันมาแต่โบราณนานกัลป์ แต่เพิ่งจะมาเป็นไวรัลเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนที่ละครเรื่อง "บุพเพสันนิวาส" กำลังดัง เพราะตัวละครนำในเรื่องคือ แม่หญิงการะเกด" เอ่ยคำพูดนี้ออกมา หลังจากนั้นมันถูกใช้เป็นมีม (meme) ในโซเชียลมีเดียของไทยเรื่อยมา และในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ก็ยิ่งเป็นไวรัล
'ลูกพระยานาหมื่น' จึงมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่มันเป็นคำเก่าแก่ที่ตกยุคไปแล้ว
ที่ตกยุคเพราะมันสะท้อนสังคมศักดินา ซึ่งวัดสถานะทางสังคมกันด้วย 'ศักดิ์' ที่อิงกับจำนวนที่ 'ที่นา' ที่ถือครองกันได้ กล่าวคือ ชนชั้นหนึ่งๆ จะมีที่นาได้เท่านี้ๆ ตามที่กฎหมายโบราณกำหนดไว้ เพื่อไม่ให้มีการข้ามชั้นกันง่ายๆ
กฎหมายที่กำหนดสถานะ 'นา' คือ พระอัยการตำแหน่งนาทหารและพลเรือน’ ซึ่งพระบรมไตรโลกนาถประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 1998 กำหนดไว้ว่า “พระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนายก ดิลกผู้เป็นเจ้าเกล้าภูวมณฑลสกลอาณาจักร ฯลฯ” คือกษัตริย์เป็นเจ้าของแผ่นดินทั้งหมดในประเทศ แล้วทรง "พระกรุณา" พระราขทานที่ดินให้ตามบรรดาศักดิ์โดยกำหนดจำนวนที่ดินไว้ตามลำดับชั้น เช่น
มหาอุปราช หรือ รองกษัตริย์ มีศักดินา 100,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วตำแหน่งมหาอุปราชจะเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชหรือน้องชายกษัตริย์
สมเด็จพระอนุชา ที่เป็นเจ้าฟ้า คือประสูติจากพระภรรยาเจ้าที่เป็นเจ้านาย และที่ทรงกรมแล้วหรือได้รับการแต่งตั้งให้ทำราชการ ศักดินา 50,000 ไร่
ลูกกษัตริย์ชั้นเจ้าฟ้าที่ทรงกรมแล้วมีศักดินา 40,000 ไร่ หากยังไม่ทรงกรมคือยังไม้ได้มีอำนาจบริหารกำลังคนจะมีศักดินาแค่ 15,000 ไร่ ส่วนพระเจ้าลูกเธอหรือลูกกษัตริย์ที่ประสูติแต่พระภรรยาที่มีศักดิ์รองลงมา และหากทรงกรมจะมีศักดินา 15,000 ไร่ เป็นต้น จากนั้นที่นาตามศักดิ์ก็จะได้ลดหลั่นกันไป
โปรดสังเกตว่า น้องชายกษัตริย์มีบรรดาศักดิ์สูงกว่าลูกกษัตริย์เสียอีก เพราะสมัยอยุธยานั้นการสืบราชสมบัติมักกระทำโดยผ่านพ่อไปยังลูกชายด้วยก็จริง แต่ก็ยังใช้ระบบเสริมที่พี่ชายส่งไปให้น้องชาย หรือที่เรียกว่าระบบ Agnatic seniority (เช่นกรณีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชต่อโดยสมเด็จพระเอกาทศรถ หรือแม้แต่ขุนหลวงพะงั่วซึ่งเป็นพี่เขยมายึดอำนาจของลูกน้องเขย คือ พระราเมศวร) ซึ่งเป็นในรูปแบบของการ "แบ่งปันอำนาจ" ของชนชั้นเจ้า เพื่อป้องการกันแย่งชิงอำนาจกัน แต่แม้จะมีระบบนี้แล้ว ชนชั้นเจ้าสมัยก่อนก็ยังชิงอำนาจกันไม่หยุดหย่อน
กล่าวโดยสรุปก็คือ 'ที่นา' เป็นเครื่องยศอย่างหนึ่ง แม้กระนั้น ชนชั้นเจ้าที่มีที่น่านับหมื่นนับแสนไร่ก็ยังไม่พอใจ จึงทำการยึดอำนาจและรบรากันเองเพื่อที่จะเป็น 'เจ้าแผ่นดิน' ที่แสดงถึงความโลภของมนุษย์ที่ไม่มีวันถมได้เต็ม
ส่วนชนชั้นไพร่มีแม้จะมีความสามารถในการหาที่ดินใหม่ได้เรื่อยๆ เพราะจำนวนคนน้อยกว่าจำนวนที่ดิน แต่ระบบศักดินากำหนดไว้ว่าคนสามัญมีศักดินาได้เพียง 25 - 10 ไร่ ส่วนขอทานและทาสมีศักดินา 5 ไร่ กระนั้นก็ตามคนเหล่านี้ไม่อาจมีที่นาได้จริงๆ
ที่นาหรือที่ดินถือเป็นปัจจัยการผลิต ยิ่งมีปัจจัยการผลิต ยิ่งมีอำนาจทางเศรษฐกิจ ยิ่งมีอำนาจทางเศรษฐกิจก็ยิ่งมีอำนาจทางการเมือง
ไพร่นั้นมีกำลังในการหักถางที่ดินทำกินได้ตามแต่ความสามารถ แต่กฎหมายก็ยังกำหนดไว้ว่าห้ามเกิน 25 ไร่ (จำนวนนี้เป็นจำนวนของไพร่หัวงาน คือพวกที่ทำงานให้ชนชั้นเจ้า) ไพร่ธรรมดานั้นมีที่ดินได้แค่ 20 ไร่
ป้จจุบัน การผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพในที่นา 20 ไร่จะได้ประมาณ 10 – 14 ตัน ข้าว 1 ตันนั้นจะทำรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อตัน แต่ค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวต่อไร่นั้นสูงถึง 3,000 – 4,800 บาทต่อไร่
นี่เป็นตัวเลขในยุคสมัยของเราซึ่งการทำเกษตรดีขึ้นมากแล้ว แต่ในยุคศักดินาผลผลิตข้าวไม่เพียงจะควบคุมไม่ได้ แต่ยังต่ำมาก และยังประสบภัยธรรมชาติ ภัยสงคราม และการขูดรีดอย่างหนักโดยภาษีอากรของรัฐ
ที่สำคัญคือ กำลังคนชนชั้นไพร่ไม่สามารถดูแลผลผลิตได้ทั้งปี เพราะจะต้องถูกเกณฑ์แรงงานถึงปีละ 6 เดือนไปทำงานให้หลวง ดังนั้น ปีๆ หนึ่งมีโอกาสดูแลที่นาของตนมากที่สุดแค่ 6 เดือน แล้วแบบนี้จะหากินหรือ?
ดังนั้น แล้ว ไพร่จำนวนมากจึงกลายเป็นทาส เพราะที่ทำนาไม่ได้ผล ต้องขายที่นาหรือไม่มีข้าวกิน ต้องขายตัวเองหรือสมาชิกในครอบครัวเป็นทาสให้คนอื่น แต่ทาสนั้นแม้จะถูกทารุณก็ยังมีข้าวกินและงานทำเป็นประจำ เว้นแต่นายเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิต
นี่คือความจริงของชนชั้น 'ลูกไพร่ 20 ไร่' ไม่ใช่ 'ลูกพระยานาหมื่น' ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
'ลูกพระยานาหมื่น' คือใคร?
พระยานาหมื่น คือขุนนางชั้น 'พระยา' ที่มีศักดินา 10,000 ไร่ขึ้นไป มีจำนวน 19 ตำแหน่ง รวมถึงบรรดาศักดิ์ 'เจ้าพระยา' ด้วย แต่ละตำแหน่งมีศักดินาเท่ากัน เรียกรวมกันว่า 'พระยานาหมื่น' ในสมัยอยุธยา 'พระยานาหมื่น' มีสองประเภท คือ 'พระยานาหมื่นในเมือง' คือรับราชการในกรุง และ 'พระยานาหมื่นหัวเมือง' คือรับราชการตามเมืองต่างๆ
จำนวนผู้มีศักดิ์นาหมื่นน้อยขนาดนี้แล้ว ที่จะบอกตัวเองว่าเป็น 'ลูกพระยานาหมื่น' ยิ่งน้อยลงไปด้วย หากเป็นลูกพระยานาหมื่นจากเมียหลวงคงบอกได้เต็มปากว่า "กูก็ลูกพระยานาหมื่น" แต่หากเป็นลูกเมียน้อยก็คงได้แต่เจียมตัว ขืนโอหังบังอาจพูดแบบนั้นไปคงจะถูกบ้านใหญ่ตบหน้าหัน
อนึ่ง โปรดสังเกตว่าศักดินา 10,000 ไร่นั้นไม่ใช่น้อยๆ เทียบกับชนชั้นเจ้าได้เลยทีเดียว อันที่จริงแล้วคำว่า 'พระยา' หรือ 'พญา' มีความหมายถึงชนชั้นเจ้า และยังหมายถึงกษัตริย์ด้วยซ้ำ แต่ต่อมาเป็นสถานะที่มอบให้กับขุนนาง ซึ่งในยุคนั้นขุนนางก็มีสายเลือดของชนชั้นเจ้าอยู่ดี
'พระยานาหมื่น' นั้นมีศักดินาสูงกว่าชนชั้นที่เป็นน้องชายของกษัตริย์ที่เป็นระดับพระองค์เจ้าเสียอีก นี่แสดงให้เห็นว่า 'พระยานาหมื่น' จะต้องเป็นเชื้อสาย 'ผู้ดี' คือเชื้อเจ้าหากไม่ใช่เจ้าในกรุงคือพระราชวงศ์ที่ปกครอง ก็ควรจะเป็นเจ้าเก่าๆ ในหัวเมือง ซึ่งสืบทอดอำนาจจากยุคโบราณที่มีนครรัฐต่างๆ หลายแห่งพื้นที่ของ 'สยาม' หรือภาคกลางและใต้ของไทย เช่น พระยาศรีธรรมาโศกราช (ปกครองสุโขทัย) เจ้าพระยาศรีธรรมราช เป็นต้น ไปจนถึงเมืองพิษณุโลก ซึ่งปกครองโดยเจ้าพระยาสุรสีห์ นาหมื่นที่มีศักดิ์และศรีสูงกว่าใครในภาคกลาง (และเป็นเมืองที่แม่หญิงการะเกดจากมา)
แต่ต่อมาตำแหน่งพระยาหัวเมืองเหล่านี้ไม่ได้ใช้เจ้านายเดิมของเมืองนั้น แต่มักจะส่งจากส่วนกลางไปดูแล แน่นอนว่าที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะเพื่อป้องกันการ 'แข็งเมือง' ของกลุ่มอำนาจเดิม และเสริมการรวบอำนาจเข้าสู่กรุงหรือส่วนกลางผ่านระบบศักดินาของอยุธยา
อยุธยานั้นแม้จะมีการจัดระบบราชการเป็นแบบดี แต่ทำเนียบศักดินาทำให้เราเห็นว่า ชนชั้น 'พระยา' หรือชนชั้นเจ้านั้นมีอำนาจมาก ต่างจากสังคมไท-ลาวอื่นๆ ทำให้ต้องจัดระเบียบเรื่องการมีที่ดินเพื่อป้องกันการชิงอำนาจผ่านการสะสมปัจจัยการผลิต
แม้พระยานาหมื่นบางตระกูลจะไม่ได้เป็นนาหมื่นในรุ่นต่อๆ แต่ลูกหลานก็ยังมีโอกาสในการรับราชการและไต่เต้าขึ้นไป ผิดกับพวกไพร่ที่แทบไม่มีโอกาสนั้นเลย
ดังในหนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" ของ จิตร ภูมิศักดิ์ กล่าวไว้ว่า
"แม้ว่าพวกขุนนางในชั้นหลังจะไม่มีที่ดินพระราชทาน แต่พวกนี้ส่วนมากก็มักมีที่ดินเป็นทุนเดิมสืบสกุลอยู่แล้วทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะพวกขุนนางวางน้ำส่วนมาก ก็มักจะมีชาติกำเนิดในชนชั้นศักดินาทั้งนั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีแต่พวกนี้เท่านั้นที่ได้มีโอกาสศึกษาและถวายตัวเข้าทำราชการ พวกไพร่จะได้ศึกษาอย่างมากก็โรงเรียนวัด หรือบวชเป็นพระภิกษุเพื่อการศึกษา แต่พวกบวชแล้วสึกออกมานี้ ราชการก็ไม่พึงประสงค์เสมอไป แน่นอน สังคมของศักดินาก็ย่อมต้องดำเนินไปเพื่อดูแลผลประโยชน์ของชนชั้นศักดินาและโดยศักดินาอย่างไม่มีข้อสงสัย ตำแหน่งราชการต่างๆ ล้วนได้ผูกขาดไว้สำหรับลูกหลานในชาติตระกูลของพวกศักดินาทั้งนั้น พวกไพร่ และพวกชาววัดที่จะขยับเขยื้อนขึ้นมาได้นั้นมีน้อยตัวเต็มที นับตัวได้ พวกนี้แม้จะ “ชำนิชำนาญกระบวนการในกระทรวงยิ่งกว่าพวกผู้ดีที่เป็นขุนนางโดยสกุล แต่พวกนี้น้อยตัวที่จะได้รับสัญญาบัตรเป็นขุนนาง” และมีบางคนที่ขยับเขยื้อนขึ้นไปเป็นขุนนางได้ ก็เป็นในขณะที่ชนชั้นศักดินาอยู่ในสภาพจนตรอกหมดตัวคนเข้าแล้วเท่านั้น"
ดังนั้น ลูกหลานชนชั้นขุนนางศักดินาสูงนั้นจึงกิน 'บุญเก่า' ที่สืบทอดต่อๆ กันมา เพราะตระกูลชนชั้นขุนนางก็จะเป็นขุนนางกันทุกชั่วรุ่น หนทางหากินจึงไม่มีวันตัน และท้องไม่มีวันอด อีกทั้งโอกาสทางการเมืองและเศรษฐกิจก็ไม่มีวันจบสิ้น ดังที่ รงค์ วงษ์สรรค์ นักเขียนชั้นครูของไทยบรรยายไว้ในหนังสือ "บูชาครูนักเลง" ว่า "ลูกพระยานาหมื่นนาแสนนายอากรพวกนั้น เขาเก็บขี้ดอกขี้เบี้ยพอกพูนความร่ำรวยกินไม่หมดเจ็ดชั่วโคตร"
แต่ "บูชาครูนักเลง" นั้นเป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยยุคระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งระบบศักดินารุ่นสุดท้ายถูกทำลายลงหลังจากจอมพลป. พิบูลสงครามยกเลิกบรรดาศักดิ์ และชนชั้นขุนนางเริ่มจะหมดหนทางหากิน จนต้องขายทรัพย์ เช่น ที่ดินออกไปเรื่อยๆ ส่วนชนชั้นกลางที่เป็นไพร่เดิมเติบโตขึ้นมาได้ผ่านระบบราชการและยังมีคนจีนที่เป็นผู้ควบคุมเศรษฐกิจ
ศักดินาแบบเดิมจึงตายสนิทในช่วงเวลานั้น พร้อมกับการเกิดของระบบศักดินาแบบใหม่ ที่ปัจจัยการผลิตอยู่ในมือของชนชั้นข้าราชการ ทหาร และนายทุนจีน คนเหล่านี้เป็นผู้ควบคุมทำทุนและกระแสเงิน จึงสามารถกว้านซื้อที่ดินมาครอบครองในปริมาณมากๆ ได้
ไพร่เดิมหรือประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้เหมือนเดิม นั่นเพราะขาดปัจจัยการผลิต และโอกาสทางเศรษฐกิจ แม้ตามกฎหมายแล้วเราจะไม่มีไพร่และทาสอีก แต่ความจริงก็คือ เกษตรกรหลายคนถูกหนี้สินรุมเร้าจนต้องขายที่ดินให้ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่า (เช่น 'บ้านใหญ่' และนายทุนต่างๆ ในหัวเมือง) แล้วตัวเองกลายเป็นผู้เช่าที่ดินของตัวเอง
ผลสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า เกษตรกรไทยกว่าครึ่งหนึ่งไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง และมีสัดส่วนการเช่าที่ดินสูงถึงเกือบ 1 ใน 3 (ประมาณ 28.91% - 29%) ของครัวเรือนภาคเกษตร
ครัวเรือนเกษตรของประเทศไทย มีที่ดินถือครองเฉลี่ย 24.97 ไร่ต่อครัวเรือน ถือว่าเท่าๆ กับศักดินาสูงสุดที่ไพร่สมัยก่อนจะถือครองได้
'พระยานาหมื่น' ในยุคสมัยใหม่คือนักการเมืองและนายทุนต่างๆ ที่เป็น Landlord นั่นเอง โดยในจังหวัดหัวเมืองนั้นเกษตรกรต้องเช่าที่นาจาก 'เจ้าที่ดิน' บางครั้งเป็นที่ดินเดิมของตนด้วยซ้ำ
นี่ไม่ใช่ระบบศักดินา (Feudalism) หรือ? แน่นอนว่าใช่ และในไทยเองก็ไม่มีใครกล้าเรียกมันตรงๆ แค่นั้น
เพียงแต่ Feudalism แบบนั้นมีอยู่ในทุกช่วงเวลาของประวัติศาสตร์โลกอยู่แล้ว มันคือปกติวิสัยของมนุษย์ที่จะมีผู้ทรงอำนาจกว่าและผู้ที่ด้อยกว่า กระนั้นก็ตาม ในท่ามกลาง Feudalism แบบคลาสสิกที่เกษตรกรยังเป็นไพร่ติดที่ดิน ชนชั้นกลางในเมืองก็เป็นไพร่ศักดินาสมัยใหม่ด้วยภายใต้ระบบที่เรียกว่า Neo-feudalism ซึ่งชีวิตของคนส่วนใหญ่ถูกบังคับให้ทำงานให้นายทุนใหญ่ และนำรายได้นั้นมาซื้อสินค้าและบริการจากนายทุนใหญ่ "วนเป็นลูป" ชั่วกัปชั่วกัลป์
ระบบศักดินาใหม่นี้ เขาเรียกกันเท่ๆ ว่า Stakeholder Capitalism คือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต แต่เป็น "หุ้นส่วน" หรือ "ไพร่ที่เช่าที่ดินหรือตำแหน่งงาน" จากทุนใหญ่ไปตลอดชาตินั่นเอง
และทุนใหญ่นั้น (โดยเฉพาะทุน Big Tech) ก็คือ 'พระยานาหมื่น' ในยุคสมัยของเรา
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - A Siamese official dictates dispatch/1900 Album of Photography in Siam