สองศัตรูคู่อาฆาตจับมือสู้ไทย เมื่อรัฐบาลฮุนกับฝ่ายค้านกัมพูชาแท็กทีมทวงคืนแผ่นดินจาก'โจรสยาม'

สองศัตรูคู่อาฆาตจับมือสู้ไทย เมื่อรัฐบาลฮุนกับฝ่ายค้านกัมพูชาแท็กทีมทวงคืนแผ่นดินจาก'โจรสยาม'

แต่ก่อนนั้น ศัตรูอันดับหนึ่งของรัฐบาลตระกูลฮุน คือพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคสงเคราะห์ชาติ (CNRP) ซึ่งแต่ก่อนนำโดย สม รังสี (សម រង្ស៊ី) และ กึม สุขา (កឹម សុខា) ถึงขนาดหาทางยัดข้อหาแกนนำพรรคและสมาชิกพรรคนี้จนหนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่ต่างประเทศก็มาก ถูกจับในประเทศก็มี

สม รังสี หนีไปสู้อยู่ต่างแดน ส่วน กึม สุขา สู้ในประเทศแล้วถูกจับโดยยัดข้อหากบฎ จนกระทั่งเมื่อเดือนพฤาภาคมนี้เองก็ถูกปล่อยตัวออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมกับที่ลูกสาวของเขาได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลฮุนให้เป็นผู้แทนพิเศษของรัฐบาลกัมพูชา คือ กึม มโนวิทยา (កឹម មនោវិទ្យា) ซึ่งตอนนี้

ในช่วงเวลาเดียวกับที่ลูกสาวได้ทำงานกับรัฐบาล ตคือเมื่อเดือนสิงหาคม กึม สุขสา ที่เพิ่งได้รับอิสรภาพก็ประกาศว่าจะช่วยเหลทือรัฐบาลฮุนให้ประชาคมโลกตระหนักถึง "การรุกรานกัมพูชา" ของไทย

ด้วยเหตุผลนี้เองกระมังที่ประชาคมฝ่ายค้านกัมพูชาที่เกลียดรัฐบาลฮุนเหมือนอุจจาระ ถึงได้ตกใจในตอนแรกที่ครอบครัวกึมยอมร่วมมือรัฐบาลฮุน แต่พอเห็นกึม สุขาประกาศจะ "ทวงคืนแผ่นดิน" จากไทย ฝ่ายค้านก็เริ่มไม่สงสัยว่าการจับมือกับรัฐบาลฮุน คือการทรยศต่อหลักการ

ดังนั้น เราจะเห็นว่า ฝ่ายค้านกัมพูชาที่ไม่ยอมให้รัฐบาลฮุนเริ่มที่จอมยอมให้และร่วมมือด้วยซ้ำ เพื่อที่จะรวมพลังต่อต้านไทย

ในกรณีนี้ สมการ "ศัตรูของศัตรูคือมิตร" จึงเป็นแบบนี้ ศัตรู (รัฐบาลฮุน) ของศัตรู (ไทย)  คือมิตร (ของฝ่ายค้านเขมร) 

เราเห็นแนวโน้มนี้ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม เมื่อกึม สุขา เปรยกับโทมัส แอนดรูว์ส (Thomas Andrews) ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนในกัมพูชาว่า "ต้องการเห็นความปรองดองในชาติ"

เขาถึงขนาดอ้างว่า "ผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชากำลังประสบกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเนื่องมาจากสงครามชายแดนกัมพูชา-ไทย" ทั้งๆ ที่ "ผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชา" เหล่านี้ฝ่ายไทยมองว่าเป็นผู้เข้ามารุกล้ำดินแดนของไทย ตั้งแต่ตอนที่เมืองเขมรเกิดสงครามกลางเมือง และไทยเจียดแผ่นดินให้มาลี้ภัยชั่วคราว แต่แล้วก็เนรคุณด้วยการปักหลักที่ดินแดนไทยมันซะเลย

กรณีของกึม สุขา เราอาจมองได้ว่าเขาอาจจะ "ยอม" เล่นละครคล้อยตามตระกูลฮุนเพื่อให้ได้รับอิสรภาพและความปลอดภัยของครอบครัว 

แต่จากหการสังเกตการณ์การเมืองกัมพูชาในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ผมเชื่อว่า ฝ่ายค้านกัมพูชาไม่ได้ยอมร่วมมือเพราะกลัว แต่เพราะสมการ "ศัตรูของศัตรูคือมิตร" มากกว่า

แม้ว่าก่อนหน้านี้ พวกเขาจะพยายามสร้างสมการทางการเมืองว่า "รัฐบาลฮุนเป็นมิตรกับรัฐบาลไทย และทั้งสองฝ่ายรวมหัวกันแบ่งผลประโยชน์บนความฉิบหายของกัมพูชา" ถึงกับปั่นกระแสว่า "รัฐบาลฮุนขายชาติ"

แต่สมการนั้นใช้ไม่ได้ผลแล้วหลังจากเกิดสงครามกับไทย เมื่อรัฐบาลฮุน "จำใจรบ" ก็ยังถือเป็นการรบ การรบนั้นเท่ากับว่าล้างภาพการสมคบตคิดกับไทยไป ทำให้ฝ่ายค้านกัมพูชาต้องหาไม้ตายใหม่ในการโจมตีรัฐบาลฮุน

แต่ในระยะหลังมานี้ ฝ่ายค้านที่ยังหนีอยู่ต่างแดนยังหาสมการใหม่ไม่ได้ ได้แต่โจมตีรัฐบาลฮุนแบบเดิมๆ ว่า "ยอมอ่อนข้อให้ไทย" โดยไม่ดำเนินการที่เข้มแข็งพอให้ไทยคืนดินแดนที่ "ยึดไป" หรือไม่ก็วิจารณ์ว่าขาดความหลักแหลมทางการทูตเวลาเจรจากับไทย น้ำเสียงของฝ่ายค้านที่ด่ารัฐบาลฮุนว่า "ขายชาติ" เริ่มแผ่วลง

ฝ่ายค้านที่หนีในต่างแดนที่วิจารณ์รัฐบาลอย่างเป็นระบบที่สุดคนหนึ่ง คือ อุม สำอัน (អ៊ុំ សំអាន) นักการเมืองฝ่ายค้านและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเสียมราฐสังกัดพรรค CNRP และมีบทบาทเคลื่อนไหวในประเด็นปัญหาชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม และกัมพูชา-ไทย

ก่อนหน้านี้ อุม สำอัน ถูกทางการกัมพูชาจับกุมในจังหวัดเสียมราฐในเดือนเมษายน ปี 2016  สืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความที่เผยแพร่แผนที่และประเด็นปัญหาเรื่องพรมแดนกัมพูชา-เวียดนาม เขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลากว่าสองปี (รวมทั้งสิ้น 866 วัน) ในข้อหายุยงปลุกปั่น ก่อนที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษและได้รับการปล่อยตัวในเดือนสิงหาคม ปี 2018 หลังจากได้รับการปล่อยตัวและพรรค CNRP ถูกยุบ ก็ได้เดินทางไปใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน

ในต่างแดนนี่เองที่ อุม สำอัน โจมตีรัฐบาลฮุนมาตลอดว่า "ขายชาติ" หรือ "ขายแผ่นดิน" ให้เวียดนามและไทย

ในกรณีของเวียดนามนั้น อุม สำอัน โจมตีไม่รามือ แต่ในกรณีของการโจมตีรัฐบาลเรื่องรับมือกับ "การรุกราน" อขงไทยนั้น จู่ๆ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น

เพราะไม่กี่วันมานี้ ฮุน มาแณต หรือ 'ฮุน มาเนต' นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเสนอที่จะเชิญเขากลับประเทศ เพื่อที่จะมาช่วยกันหาทางรับมือกับไทย โดยที่ฮุน มาเนต จะรับรองความปลอดภัยให้เขา

นี่คือกลยุทธ์เดียวกับที่ฮุน มาเนต ใช้กับกึม สุขาหัวหน้าพรรคของอุม สำอัน ชัดๆ 

ฮุน มาเนต โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊คของเขาว่า

นี่ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับนายอุม สำอัน และคณะ ในการแสดงให้เห็นถึงความสามารถและความรับผิดชอบในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการชายแดน นายอุม สำอันซึ่งเคยเป็นอดีตผู้ต้องขังที่เคยเผยแพร่ข้อมูลที่ปราศจากมูลความจริงเกี่ยวกับเรื่องชายแดน ได้ผันตัวมาวางบทบาทตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านชายแดน เขาออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับชายแดนกัมพูชา-ไทย แต่ข้อกล่าวอ้างของเขายังคงขาดหลักฐานข้อเท็จจริงที่ชัดเจนรองรับ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทย บริเวณระหว่างหลักเขตแดนที่ 52 ถึง 59 โดยกล่าวหาว่าหลักเขตแดนชั่วคราวที่ติดตั้งโดยคณะทำงานด้านเทคนิคของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมกัมพูชา-ไทย (JBC) นั้นรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของกัมพูชาเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งส่งผลให้สูญเสียดินแดน อีกทั้งยังกล่าวหาว่ารัฐบาลกัมพูชายอมยกดินแดนให้แก่ไทยเพื่อแลกกับสันติภาพและอำนาจทางการเมือง ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการโจมตีรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นการกล่าวหาโดยตรงต่อคณะผู้เชี่ยวชาญด้านชายแดนของกัมพูชาว่าเป็นต้นเหตุให้สูญเสียดินแดน ทั้งที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเทและมีความรับผิดชอบสูงสุดในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนอันชอบธรรมของกัมพูชามาเป็นเวลาหลายทศวรรษ นี่ถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและไม่อาจยอมรับได้

เพื่อแสดงให้สาธารณชนเห็นถึงความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบได้ และความรับผิดชอบของรัฐบาลและคณะผู้เชี่ยวชาญด้านชายแดนของเรา อีกทั้งเพื่อเปิดโอกาสให้นายอุม สำอันและคณะ ได้พิสูจน์ความสามารถและความรับผิดชอบที่แท้จริงของตนเกี่ยวกับประเด็นชายแดน ผมจึงขอเสนอข้อเสนอดังต่อไปนี้แก่นายอุม ซัม อัน และคณะ:

1. ผมขอเชิญนายอุม สำอัน และคณะผู้เชี่ยวชาญด้านชายแดนของเขา นำเอกสารและหลักฐานทั้งหมดที่มีเกี่ยวกับชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ระหว่างหลักเขตแดนที่ 52 ถึง 59 มาหารือร่วมกันโดยตรงและเปิดเผยกับคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านชายแดนจากสำนักเลขาธิการกิจการชายแดนแห่งกัมพูชา

2. ในขั้นตอนนี้ แม้ว่าการเจรจาและการแก้ไขปัญหาชายแดนกับฝ่ายไทยจะยังไม่ได้ข้อยุติ แต่เราไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนบางประการต่อสาธารณะผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบได้ และความรับผิดชอบในระหว่างการหารือ เราจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน ตัวแทนพรรคการเมือง องค์กรภาคประชาสังคม นักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนทั่วไป ได้เข้าร่วมรับฟังในฐานะสักขีพยาน (ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม) และได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับประเด็นที่เป็นที่สนใจของสาธารณชน

3. ผมรับประกันความปลอดภัยของนายอุม สำอันและคณะ ตลอดระยะเวลาที่พำนักอยู่ในกัมพูชา จนกระทั่งเดินทางออกจากประเทศ

4. หากท่านไม่มีทุนทรัพย์สำหรับซื้อตั๋วเครื่องบินมายังกัมพูชา ผมยินดีเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้แก่ท่าน

5. หากท่านขาดแคลนยานพาหนะหรือที่พัก ผมจะจัดเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดช่วงเวลาที่ท่านอยู่ในกัมพูชา การดำเนินการนี้มิใช่ความพยายามที่จะสร้างความขัดแย้งกับนายอุม สำอัน และคณะ แต่มีเจตนาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบได้ ความซื่อสัตย์สุจริต และความรับผิดชอบต่อสาธารณชนในประเด็นปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่กระบวนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่

รัฐบาลกัมพูชาไม่มีสิ่งใดต้องปิดบังและไม่หลีกเลี่ยงที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ทั้งนี้ คณะทำงานด้านเทคนิคเกี่ยวกับชายแดนของรัฐบาลมีความพร้อมที่จะหารือโดยตรงและเปิดเผยกับนายอุม สำอัน และคณะ

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านายอุม สำอัน และคณะ จะไม่ลังเลที่จะตอบรับคำเชิญของผมเพื่อหารือกับคณะทำงานด้านเทคนิคของรัฐบาล—ซึ่งท่านเคยกล่าวหาว่ามีการลักลอบยกดินแดนบริเวณระหว่างหลักเขตแดนที่ 52 ถึง 59 ให้แก่ประเทศไทย—โดยมีสื่อมวลชน ตัวแทนพรรคการเมือง องค์กรภาคประชาสังคม นักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนชาวกัมพูชาร่วมรับฟัง ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปรวมถึงตัวข้าพเจ้าเองต่างเห็นว่าท่านมักหยิบยกประเด็นเรื่องชายแดนขึ้นมาอภิปรายในเวทีต่างๆ อยู่เสมอ ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรหวาดกลัวที่จะมาหารือเกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงระหว่างหลักเขตแดนที่ 52 ถึง 59 การหารือครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนให้สาธารณชนได้ประจักษ์ถึงความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริต และความรับผิดชอบของท่าน ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะไม่ยกข้ออ้างใดๆ ขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงคำเชิญให้มีการหารือในครั้งนี้

ผมขอยืนยันคำรับประกันเรื่องความปลอดภัยของท่านและคณะอีกครั้ง นับตั้งแต่ท่านเดินทางมาถึงกัมพูชาจนกระทั่งเดินทางกลับ ในฐานะผู้นำระดับสูงของรัฐบาล ผมไม่มีเหตุผลใดที่จะทำลายความเชื่อมั่นทางการเมืองของสาธารณชนด้วยการโกหกหรือให้คำมั่นสัญญาที่เป็นเท็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่มีบทบาทสำคัญเช่นท่าน นายอุม สำอัน ดังนั้น ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของท่านและคณะจึงไม่ควรเป็นอุปสรรคที่ทำให้ท่านปฏิเสธคำเชิญของผม การเลือกกัมพูชาเป็นสถานที่หารือจะเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวกัมพูชาในประเทศได้รับฟังและร่วมเป็นสักขีพยาน อีกทั้งยังเอื้อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ได้หากมีความจำเป็น

นับเป็นโอกาสอันดีที่นายอุม สำอัน จะได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาชายแดน ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่หนักแน่นและความรับผิดชอบที่ชัดเจน แทนที่จะปรากฏตัวในภาพลักษณ์เดิมของนายอุม สำอัน ผู้ซึ่งเคยถูกจำคุกจากการเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูลความจริงเกี่ยวกับประเด็นชายแดน

นี่เป็นข้อเสนอของฮุน มาเนต ซึ่งแม้จะฟังดูแล้วอออกจะเป็นการท้าทายอุม สำอันอยู่กลายๆ แต่หากพิจารณาให้ดี เราจะเห็นว่าฮุน มาเนตผ่อนปรนกับอุม สำอันอย่างมาก ฉากหน้าดูเหมือนจะท้าให้มาเปิดเผยหลักฐานเรื่องรัฐบาลกัมพูชาเสียแผ่นดินให้ไทย แต่เบื้องลึกนั้นก็คือเพื่อเชิญอุม สำอันมาหารือกันเพื่อปรับทัศนคติกัน เพื่อที่จะ "ลดความเป็นศัตรูภายในซึ่งกันและกันแล้วรับมือกับศัตรูภายนอก" นั่นคือไทย

นี่คือท่าทีของฮุน มาเนตที่คนไทยไม่ตระหนัก เขามีความเป็นนักการทูตและเป็นไม้ไผ่ลู่ลมมากกว่าฮุน เซน ผู้เป็นพ่อ ซึ่งเป็น "นักเลง" ที่แข็งเป็นไม้หนเ้าสามยอมหักกับผู้อ่อนแอกว่า แต่ฮุน มาเนตนั้นยอมอ่อนให้กับทุกฝ่าย เพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายของตน

เราจะเห็นว่าท่าทีของฮุน มาเนตนั้นเปี่ยมไปด้วยพลังแห่ง "สาลิกาลิ้นทอง" เพราะการตอบรับอุม สำอันไม่ได้แสดงท่าทีเย้ยหยัน (เพราะฝ่ายค้านก็ยังถูกฆ่าและเก็บอยู่ตลอด การเชิญแบบนี้เท่ากับเชิญไปติดกับเพื่ออุ้มหายได้ง่ายๆ) ตรงกันข้ามอุม สำอันกับแสดงไมตรีจิตต่อคำเชิญของฮุน มาเนต

อุม สำอันตอบกลับว่า "ผมยินดีที่จะยอมแพ่้ให้ท่านฮุน มาเนต หากกัมพูชาสามารถเอาชนะไทยและทวงคืนดินแดนกลับมาได้"

เขาโพสต์ในเฟซบุ๊คว่า "เพื่อตอบสนองต่อข้อความของท่านฮุน มาเนตในวันนี้ ผมขอขอบคุณที่ท่านให้คำรับรองเรื่องความปลอดภัยของตัวผมและคณะทำงานหากเราเดินทางไปยังกัมพูชา เป้าหมายของผมคือการทวงคืนดินแดนจากประเทศไทย มิใช่การเอาชนะเพื่อนร่วมชาติเขมรด้วยกันเอง ผมมุ่งหวังให้เกิดความปรองดองและความสามัคคีในชาติ รวมถึงการปล่อยตัวนักโทษทางความคิดกว่า 100 คน ในฐานะเพื่อนร่วมชาติเขมร ผมปรารถนาที่จะร่วมมือกับท่านฮุน มาเนต ในการยื่นฟ้องประเทศไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และประสานงานกับประธานร่วมของข้อตกลงสันติภาพกรุงปารีส ค.ศ. 1991 เพื่อทวงคืนดินแดนของกัมพูชาจำนวน 81 แห่ง ประชาชนชาวเขมรต่างต้องการเห็นผมและท่านฮุน มาเนต จับมือกันเพื่อดำเนินการทางกฎหมายกับประเทศไทยในศาลระหว่างประเทศในการทวงคืนดินแดนดังกล่าว มากกว่าที่จะมาโต้เถียงกันเพื่อเอาชนะกันเอง เพราะต่อให้ผมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการโต้เถียง หรือท่านฮุน มาเนตเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ กัมพูชาก็ยังคงไม่ได้ดินแดนทั้ง 81 แห่งนั้นคืนมาจากประเทศไทยอยู่ดี มีเพียงความร่วมมือและความสามัคคีของคนในชาติเท่านั้นที่จะทำให้กัมพูชาสามารถเอาชนะประเทศไทยและทวงคืนดินแดนของกัมพูชาได้สำเร็จ"

ท่าทีแบบนี้เป็นที่ชัดเจนว่า "กลยุทธ์สาลิกาลิ้นทอง" ของฮุน มาเนตใช้ได้ผลแล้ว นั่นคือ เขาสามารถรวมพลังฝ่ายตรงข้ามกลุ่มต่างๆ ให้มาร่วมกันต่อสู้กับไทย ซึ่งไม่เพียงจะลดแรงกดดันทางการเมืองภายในเท่านั้น แต่ยังจะช่วยพรรครัฐบาลฮุนในการเอาชนะการเลือกตั้งในปีหน้าด้วย โดยไม่ต้องลงแรงมารบกับไทยอีกหากฝ่ายค้าน "ยอมสยบ" ให้รัฐบาลฮุน 

นั่นหมายความทุกฝ่ายจะไม่สู้กันเอง "เป็นการชั่วคราว" เพื่อทำการ "ต่อต้านศัตรูเฉพาะหน้า" นั่นคือ 'โจรสยาม' ที่แย่งชิงแผ่นดินกัมพูชาไปเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ฝ่ายค้านเขมรทุกคนที่หลงกล "สาลิกาลิ้นทอง" ของฮุน มาเนต

เช่น ชุน จันทบุตร (ជុន ច័ន្ទបុត្រ) รองผู้อำนวยการสำนักข่าว RFA Khmer ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสำนักข่าวฝ่ายวิพากษ์รัฐบาลเขมรโพสต์เฟซบุ๊ควิเคราะห์ไว้ว่า 

"การเลือกใช้ถ้อยคำของนายฮุน มาเนต ทำให้ข้อความมีน้ำเสียงในเชิงดูแคลนผู้วิจารณ์และเป็นการกดดัน มากกว่าจะเป็นการเชิญชวนให้มีการหารือกันด้วยความเคารพ แม้ว่าจะมีการใช้คำอย่าง "ความโปร่งใส" "ความสามารถในการถูกตรวจสอบได้" และ "ความรับผิดชอบ" แต่ภาษาที่ใช้กับนายอุม สำอัน กลับแฝงไว้ด้วยการตัดสินในเชิงลบตั้งแต่ยังไม่มีการหารือกันเกิดขึ้น" และ "สร้างน้ำเสียงที่เยาะเย้ยและดูแคลน ซึ่งเป็นการท้าทายศักดิ์ศรีของอีกฝ่าย และในทางปฏิบัติแล้วถือเป็นการยั่วยุให้เกิดโทสะอย่างชัดเจน ทั้งยังไม่ใช่การเชื้อเชิญให้นายอุม สำอัน เข้ามาร่วมหารือเกี่ยวกับประเด็นเรื่องบูรณภาพแห่งดินแดนแต่อย่างใด"

ชุน จันทบุตรไม่ใช่คนเดียวที่คิดแบบนี้ เพียงแต่คนที่คิดแบบเขาไม่ได้มีอำนาจทางการเมือง หนรือไม่ใช่นักการเมือง ดังนั้น เขาจึงยึดหลักการได้มั่นคงกว่า แต่นักการเมืองแบบอุม สำอันนั้นต้องการอำนาจทางการเมืองเพื่อเคลื่อนไหวให้บรรลุเป้าหมาย ต่อให้ต้อง "ร่วมมือกับปีศาจ" ก็ตาม เพราะเขาถือว่าเป้าหมายของเขาเป็นคุณต่อชาติ หากต้องยืมมือมารเพื่อบรรลุถึง "ความดีงาม" ตามที่เขาเชื่อก็ย่อมต้องทำ

ดังนั้น เราจึงเห็นอุม สำอันแสดงความซาบซึ้งต่อฮุน มาเนต ทั้งๆ ที่คนไทยเราอ่านข้อความของฮุน มาเนตก็ยอมดูออกว่า "นี่มันดูถูกกันชัดๆ นี่หว่า"

ที่เขาว่าการเมืองมันคือละครโรงใหญ่ ก็แบบนี้แหละครับ

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ภาพจาก Um Sam An/Facebook
 

TAGS: #กัมพูชา #ฮุน #มาเนต #อุมสำอัน