"ไม่ต้องเลียอีลอน มัสก์" อเมริกามี SpaceX จีนก็มี LandSpace เหมือนกัน 

ขณะที่คนไทยยังเถียงกันไม่เลิกว่าควรจะให้ SpaceX เข้ามีลงทุน 100% ในไทยตามที่อีลอน มัสก์ ตั้งเงื่อนไขหรือไม่

และขณะที่คนไทยบางคนถึงกับบอกว่า "ต้องเลียเท้า" อีลอน มัสก์ก็ต้องเลีย เพื่อให้เขามาลงทุนที่ไทย

แต่คนไทยมองข้ามจีนไปในฐานะมหาอำนาจใหม่ด้านอวกาศ ที่ต้นทุนอาจจะต่ำกว่า แม้ในตอนนี้จะอยู่ในช่วงไล่ตามสหรัฐอเมริกาก็ตาม

ก่อนอื่นผมอยากจะให้อ่านข่าวของสำนักข่าว AFP ชิ้นนี้ดูก่อน เนื้อหามีดังนี้ 

.....

บริษัทสตาร์ทอัพด้านอวกาศของจีนสามารถกู้ส่วนแรกของจรวดบนพื้นดินได้สำเร็จในเช้าวันพุธ ซึ่งสื่อของรัฐยกย่องว่าเป็นครั้งแรกของประเทศและเป็น "ความก้าวหน้า" ในเทคโนโลยีการสร้างยานอวกาศที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ปักกิ่งได้ลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในโครงการอวกาศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อบรรลุสิ่งที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เรียกว่า "ความฝันด้านอวกาศ" ของจีน

จรวด Zhuque-3 ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพ LandSpace ได้ทะยานขึ้นจากเขตนำร่องนวัตกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ Dongfeng ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เวลา 7:35 น. ของวันพุธ (2335 GMT วันอังคาร) สำนักข่าวซินหัวของรัฐบางจีนรายงาน

ส่วนแรก ซึ่งหมายถึงส่วนล่างสุดของจรวด ได้รับการกู้คืนอย่างสำเร็จในภายหลัง โดย "ลงจอดอย่างราบรื่น" ซินหัวกล่าว

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีน แสดงให้เห็นว่าจรวดกำลังค่อยๆ ลดระดับลงสู่พื้นที่ลงจอดในทะเลทราย โดยขาที่พับได้กางออกเพื่อลงจอด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จรวดส่วนที่สอง ซึ่งอยู่เหนือส่วนแรก ได้ส่งดาวเทียม Honghu-03 ขึ้นสู่วงโคจร และยกย่องภารกิจนี้ว่าเป็น "ความสำเร็จอย่างสมบูรณ์"

ผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศกล่าวว่า LandSpace เป็นบริษัทแรกนอกสหรัฐอเมริกาที่ลงจอดจรวดส่งดาวเทียมระดับวงโคจร "ด้วยขาของตัวเอง"

"การลงจอดที่ประสบความสำเร็จของ LandSpace เป็นก้าวสำคัญสำหรับภาคอวกาศเชิงพาณิชย์ของจีน" ริชาร์ด เดอ ไกรยส์ (Richard de Grijs) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชและศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแมคควารี ประเทศออสเตรเลีย กล่าว

ความสำเร็จของ LandSpace เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่กู้คืนส่วนแรกของจรวดนำส่ง Long March-10B ที่พัฒนาโดยรัฐบาลจีน จากแท่นลอยน้ำในเดือนกรกฎาคม

"ขณะนี้จีนได้แสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมการกู้คืนที่แตกต่างกันสองแบบ ผ่านทั้งภาคอวกาศของรัฐและเชิงพาณิชย์" เดอ ไกรยส์ กล่าว

"การผสมผสานระหว่างการแข่งขันเชิงสถาบันและการทดลองทางเทคนิคนี้ อาจช่วยให้จีนพัฒนาศักยภาพในการปล่อยดาวเทียมที่ถูกกว่าและมีความถี่สูงกว่า ซึ่งจำเป็นสำหรับกลุ่มดาวเทียมขนาดใหญ่ที่วางแผนไว้"

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จรวด Zhuque-3 ได้รับการอนุมัติจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน และถูกสร้างขึ้นเพื่อ "การปล่อยดาวเทียมที่มีต้นทุนต่ำ ความจุสูง และความถี่สูง"

.....

นี่เป็นข่าวจากสำนักข่าวตะวันตก

แสดงถึงความสนใจของโลกตะวันตกต่อความก้าวหน้าของจีน เพียงแต่ข่าวตะวันตกก็ยังไม่ 'ลึก' เท่าข่าวในจีนเพราะยังมองข้ามความเร็วในการพัฒนาของจีนอยู่ ดังนั้นการติดตามข่าวในจีนจะทำให้เราเห็นภาพที่น่าทึ่งของ LandSpace มากกว่าในฐานะที่เป็น 'คู่แข่ง' ของ SpaceX

ตัวอย่างเช่น Sina สื่อที่เป็นที่นิยมของจีนพาดหัวข่าวความสำเร็จของ LandSpace ว่า "'SpaceX เวอร์ชันจีน' ซึ่งขาดทุนปีละ 1.7 พันล้านหยวน ในที่สุดก็กู้คืนจรวดของตนได้แล้ว"

เนื้อหาข่าวตอนหนึ่งบอกว่า 

.....

LandSpace (หรือ หลันเจี้ยน หังเทียน 蓝箭航天) ตามทันสเปซเอ็กซ์ไปแค่ไหนแล้ว?

หลังจากการกู้คืนจรวด Zhuque-3 (朱雀三号) สำเร็จ ความคิดเห็นของสาธารณชนมักจะแบ่งออกเป็นสองขั้ว:

บางคนเชื่อว่าจีนได้พัฒนา Falcon 9 (ยานปล่อยจรวดขนาดกลางแบบสองขั้นตอนสู่วงโคจรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้บางส่วน ออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกาโดย SpaceX) ของตัวเองขึ้นมาแล้ว ในขณะที่บางคนเชื่อว่าในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ได้ทำการบินไปแล้วหลายสิบครั้ง แต่เราเพิ่งลงจอดเพียงครั้งเดียว และยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงการตามทัน

การประเมินที่เที่ยงตรงกว่าอาจเป็นว่า แม้ว่า Zhuque-3 จะตามทันความสำเร็จครั้งสำคัญของ SpaceX เมื่อสิบปีก่อนแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจากระบบนิเวศทางวิศวกรรมและเชิงพาณิชย์ที่ SpaceX สร้างขึ้นในปัจจุบันมาก

แนวทางด้านเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดจุดเริ่มต้น แต่ความพร้อมของวิศวกรรมเป็นตัวกำหนดจุดสิ้นสุด สถาปัตยกรรม "ออกซิเจนเหลวและมีเทน + สแตนเลส + การกู้คืนในแนวดิ่งบนพื้นดิน" ที่ Zhuque-3 เลือกใช้นั้นใกล้เคียงกับ Starship ของ SpaceX ในแง่ของตรรกะพื้นฐาน แต่ LandSpace เพิ่งเริ่มต้นก้าวแรกในห่วงโซ่ "เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปสู่ความน่าเชื่อถือ" เท่านั้น

.....

นี่คือการประเมินของทีมข่าว Sina

ความสำเร็จของ Zhuque-3 ย่อมทำให้คนจีนภูมิใจว่า "เราตามทัน SpaceX อยู่รำไรแล้ว" แต่ในยุคนี้คนจีนไม่ได้เลินเล่อและเย่อหยิ่ง เพราะรู้ดีว่าแม้จะขึ้นมาบนถนนสายเดียวกันแล้ว แต่อีกฝ่ายนำโด่งไปไกลในระยะนับสิบกิโลเมตร (หรือนับสิบปี) 

LandSpace จะตาม SpaceX ทันหรือไม่ เรื่องเทคโนโลยีอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกแล้ว เป้าหมายที่จะต้องพุ่งชนก็คือการสร้าง 'ห่วงโซ่เทคโนโลยี' และระบบนิเวศน์ด้านเทคโนโลยีอวกาศที่ครอบวงจรและน่าเชื่อถือ ซึ่งจะนำมาซึ่งเงินลงทุน และการพัฒนาธุรกิจอวกาศที่ครอบคลุมแบบ SpaceX  ในเวลานี้

ดังที่ Sina ชี้ว่า 

.....

ความแตกต่างที่สำคัญกว่านั้นอยู่ที่ว่า สิ่งที่ SpaceX พบว่ายากที่สุดที่จะทำซ้ำไม่ใช่จรวดเพียงลำเดียวอีกต่อไป แต่เป็นวงจรป้อนกลับเชิงบวกแบบปิดที่เกิดจาก "การนำจรวดกลับมาใช้ใหม่ + การผลิตขนาดใหญ่ + เครือข่าย Starlink"

ความสามารถในการปล่อยจรวดที่ต้นทุนต่ำกว่าช่วยสนับสนุนการติดตั้งเครือข่าย Starlink อย่างรวดเร็ว และกลุ่มดาวเทียมขนาดใหญ่สร้างความต้องการในการปล่อยจรวดและกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในทางกลับกันก็เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการพัฒนาจรวดรุ่นต่อๆ ไป ไม่เพียงแต่ทำให้จรวดสามารถบินได้หลายสิบครั้งเท่านั้น แต่ยังให้คำสั่งซื้อดาวเทียมอย่างต่อเนื่องสำหรับการดำเนินงานของบริษัทอีกด้วย

สำหรับอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ของจีน แม้ว่าจะมีความต้องการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำสูง แต่ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่ว่าจะแปลงความต้องการที่มีศักยภาพให้กลายเป็นคำสั่งซื้อเชิงพาณิชย์ได้อย่างไร และจะจับคู่กับกำลังการผลิตจรวดและแท่นปล่อยจรวดที่เหมาะสมได้อย่างไร

หากไม่มีระบบการปล่อยจรวดความถี่สูง เทคโนโลยีการกู้คืนก็ไม่สามารถลดต้นทุนได้อย่างแท้จริง

.....

จากบทวิเคราะห์นี้ สรุปสั้นๆ ก็คือ เทคโนโลยีตัวเดียวยังไม่เพียงพอ จะต้องสร้างระบบที่ "ทำเงิน" และลดต้นทุนพร้อมกับสร้างกำไร

ทำสำเร็จเมื่อไร ต่อให้ SpaceX นำโด่งไปแล้ว LandSpace ก็ตามทันได้

ดังนั้น การชม 'การแข่งขันทางเทคโนโลยี' ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะวัดกันที่ 'อุปกรณ์' ของนักแข่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องวัดกันที่ 'ทีมเวิร์ค' ด้วย

'ทีมเวิร์ค' ในที่นี้ก็อย่างที่กล่าวไป คือระบบธุรกิจที่รองรับการสร้างนวัตกรรม เมื่อนวัตกรรมทำท่าจะไปได้สวย เงินทุนก็จะไหลเข้ามา เมื่อทุนไหลดเข้ามา นวัตกรรมใหม่ๆ ก็จะตามมาอีก หากเป็นไปตามวงจรนี้ LandSpace ก็จะก้าวขึ้นมาเทียบ SpaceX ได้

สถานการณ์ทางธุรกิจของ LandSpace ในเวลานี้ยังเป็นในช่วงตั้งไข่ อย่างที่ Sina ชี้ว่า 

.....

จากข้อมูลในหนังสือชี้ชวน (prospectus) ของ LandSpace ในปี 2025 รายได้ของบริษัทอยู่ที่เพียง 52.0963 ล้านหยวน ในขณะที่ขาดทุนสุทธิที่เกิดจากบริษัทแม่สูงถึง 1.711 พันล้านหยวน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) สูงถึง 922 ล้านหยวน และการลงทุนด้าน R&D สะสมในช่วงสามปีที่ผ่านมาเกิน 2.3 พันล้านหยวน ณ สิ้นปี 2025 กำไรสะสมรวมของบริษัทอยู่ที่ -5.955 พันล้านหยวน

ด้วยรายได้กว่า 50 ล้านหยวน แต่ขาดทุน 1.7 พันล้านหยวนในหนึ่งปี เห็นได้ชัดว่า LandSpace ยังไม่พบโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน LandSpace กำลังเร่งดำเนินการเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยวางแผนที่จะระดมทุน 7.5 พันล้านหยวน (ซึ่ง 2.77 พันล้านหยวนจะใช้เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และ 4.73 พันล้านหยวนจะยังคงลงทุนในการวิจัยและพัฒนาต่อไป) หากตลาดทุนยินดีที่จะลงทุนอีกหลายพันล้านหยวน ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าบริษัทไม่ได้เดิมพันกับรายได้ในปัจจุบันที่เพียงไม่กี่สิบล้านหยวน แต่เป็นการเดิมพันกับศักยภาพเชิงพาณิชย์ของการนำจรวด Zhuque-3 กลับมาใช้ใหม่ได้อย่างเสถียรและบ่อยครั้งในอนาคต

นี่คือเหตุผลที่ความสำเร็จในวันนี้ดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก หากจีนต้องการส่งดาวเทียมวงโคจรต่ำหลายหมื่นดวงในอนาคต และยังคงใช้โมเดลแบบดั้งเดิมคือ "สร้างหนึ่ง ปล่อยหนึ่ง และปล่อยหนึ่ง" กำลังการผลิตและต้นทุนก็จะถึงขีดจำกัดในที่สุด

.....

จากสถานการณ์ทางธุรกิจนี่เองที่ทำให้ LandSpace และบริษัทจีนทั้งหลายจึงต้องสร้างระบบที่ค้ำชูนวัตกรรมให้ยั่งยืนโดยเร็ว

วันนี้ผมอาจจะเขียนวิเคราะห์ไม่มาก เพราะเจตนาก็เพื่อให้คนไทยตามทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนโดยรับข้อมูลจากสื่อตะวันตกและสื่อในจีน เพื่อให้เราตระหนักว่า สิ่งที่โลกตะวันตกมีนั้น จีนก็มีเริ่มเหมือนกัน

อย่างที่บอกไป การแข่งเทคโนโลยีนั้นแข่งได้ สิ่งที่ต้องแข่งไปพร้อมกันคือการสร้างระบบนิเวศที่ตอบสนองทั้งการสร้างเทคโนโลยีและการทำกำไร

ในแง่นี้ SpaceX ทำได้เหนือกว่า และด้วยความเหนือกว่านี้จึงสามารถตั้งเงื่อนไขให้ประเทศต่างๆ ที่ "หลงไหล" กับความสำเร็จของ SpaceX ได้ง่ายๆ โดยไม่ทันคิด เช่น การตั้งข้อแม้ว่าต้องลงทุนในไทยโดยถือหุ้น 100% เท่านั้น

นี่เป็นเงื่อนไขเพื่อรักษาระบบนิเวศของการสร้างเทคโนโลยีและทำกำไรของ SpaceX นั่นเอง โดยที่เจ้าของประเทศจะได้อะไร นั่นเป็นเรื่องของเจ้าของประเทศต้องคิดให้ทันกันเอง

ด้วยท่าทีผูกขาดแบบนี้เอง ทำให้จีนและประเทศต่างๆ ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง เรียกว่าแนวโน้มของการ "สร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี" เช่น อธิปไตยด้าน AI เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่เพียงสร้างองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีของตนเท่านั้น แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ค้ำชูบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศเดียวกัน หรือบริษัทของประเทศพันธมิตรให้ดำรงอยู่ด้วยตัวเองได้ 

ในภายภาคหน้าการแข่งขันด้านอวกาศจะเข้มข้นขึ้น และจะต้องมีการกีดกันในด้านนี้มากขึ้นด้วย การส่งเสริมอธิปไตยด้านอวกาศก็ย่อมตามมา 

หากพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองยังไม่ไหว อย่างน้อยก็ต้องตั้งเงื่อนไขให้บริษัทต่างชาติที่เป็นเจ้าเทคโนโลยีต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บริษัทในท้องถิ่นในฐานะซัพพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนและบริการที่เกี่ยวข้องก็ยังดี ถือว่าเป็นการเกื้อกูลกัน 

แม้แต่ Tesla ของอีลอน มัสก์ ก็ต้องยอมทำตามเงื่อนไขนี้ที่จีนตั้งไว้เมื่อจะมาลงทุนในจีน แม้จะยังเป็นเจ้าของ 100% ในโรงงานที่เซี่ยงไฮ้ แต่ Tesla ก็ต้องใช้ซัพพลายเออร์ท้องถิ่นในจีน ซึ่งช่วยวางรากฐานระบบนิเวศน์ของอุตสาหกรรม EV ในจีน

คนไทยควรทราบว่าไทยก็ใช้โมเดลนี้เช่นกันในธุรกิจยานยนต์ตั้งแต่ยุครถสันดาปมาจนถึงยุค EV ไม่ใช่ว่าให้บางประเทศมาลงทุนสรางโรงงานผลิต แล้วไทยไม่ได้อะไรเลย นั่นเป็นความเชื่อผิดๆ

และในวันที่ไทยเข้าสู่ธุรกิจอวกาศเมื่อไร (ไม่ว่าจะของตัวเองหรือเป็นพันธมิตรกับประเทศใดก็ตาม) ก็ควรจะสร้างห่วงโซ่อุปทานแบบนี้เหมือนกัน

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - จรวด Zhuque-3 ของ LandSpace ถูกปล่อยจากเขตทดสอบนวัตกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ตงเฟิง (ภาพจากบัญชี WeChat อย่างเป็นทางการ @OurSpace)
   

TAGS: #อีลอนมัสก์ #LandSpace #SpaceX