ก่อนหน้านี้ 404 Media สื่ออิสระที่เน้นการสืบสวนข่าวด้านเทคโนโลยีเปิดเผยว่า มีบริษัท AI จำนวนหนึ่งกำลังกว้านซื้อหนังสือมือใหม่และมือสองจากเอเย่นต์ค้าหนังสือ จากนั้นนำหนังสือมา "ชำแหละ" เป็นแผ่นๆ แล้วสแกนให้ AI ได้เรียน แล้วเรียนก็ท้ิงหนังสือที่กลายเป็นเศษนั้นไป
เรื่องนี้ทำให้เกิดความตื่นตัวในสังคมอย่างมาก เพราะกระแสต่อต้าน AI ก็พอตัวอยู่แล้ว ตอนนี้ AI ยังจะมาทำลาย "ฐานที่มั่นสุดท้าย" หรือ "ประภาคารแห่งสุดท้าย" ทางปัญญาไปเสียอีก ผู้คนจึงไม่พอใจอย่างรุนแรง
ที่จริงเรื่องนี้เป็นข่าวมาแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม เมื่อมีการเปิดเผยคำสั่งของศาลต่อกรณีที่ Anthropic ดำเนินโครงการ Project Panama ที่ซื้อหนังสือมือสองหลายล้านเล่มเอามาสสแกนให้ Claude AI ศึกษา ซึ่งศาลสหรัฐฯ ชี้ว่า "ไม่ผิด" เพราหนังสือมือสองพวกนั้นซื้อมาอย่างถูกกฎหมาย และการทำให้เป็นดิจิทัลนั้นเข้าข่ายการใช้งานโดยชอบธรรม หรือ fair use
การทำลายหนังสือมือสอง หรือ used books นั้นยังพอมีเวลาแก้ไขได้ เพราะหนังสือพวกนี้มีจำนวนมากมาย หลายเล่มก็พิมพ์แล้วพิมพ์อีกหลายครั้ง
ปัญหาก็คึอ ในจำนวนหนังสือชั้นดีและชั้นเลวนั้นมี 'หนังสือหายาก' (Rare Books) และ 'เลิกพิมพ์ไปแล้ว' (Out of print) หนังสือเหล่านี้อยู่ในมือคนจำนวนน้อยมาก และมีราคาสูงมาก แต่เรื่องราคาไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือเนื้อหาในหนังสือเหล่านั้นซึ่งหายากพอๆ กัน และยิ่งหากไม่เคยถูกทำให้เป็นดิจิทัล (Digitization) ก็ยิ่งเป็นของล้ำค่าเพราะถือเป็นองค์ความรู้ที่รู้เฉพาะคน
แต่ก่อนนั้น 'คนเล่นหนังสือ' ซึ่งหมายถึงนักสะสมหนังสือหายากและเลิกพิมพ์ไปแล้ว ก็เล่นด้วยการเก็บไว้เชยชมกับตัว พอเลิกเชยชมแล้วก็ขายให้นักเล่นหนังสือคนอื่น หนังสือพวกนี้จึงยังอยู่ดี แถมอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะคนเล่นหนังสือกับคนรักหนังสือคือคนๆ เดียวกัน พวกนี้จะนำหนังสือที่สภาพโรยราไปให้ช่างซ่อมดูแลอย่างดี จนสภาพของมันแข็งแรงเหมาะกับการเก็บรักษาไปอีกนานแสนนาน
คนรักหนังสือบางคนหรือองค์กรรักษ์หนังสือบางแห่งก็น้ำใจงาม พวกเขาอาจจะหวงหนังสือต้นฉบับ แต่ก็ยอมให้ทำ Digitization กับหนังสือหายาก โดยทำอย่างละมุนละม่อม หนังสือจึงไม่ยับเยินแม้แต่นิด แต่มนุษยชาติสามารถแบ่งความรู้ในหนังสือนั้นมาใช้ได้ ซึ่งนี่เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบยี่สิบปีก่อน
จนกระทั่งบริษัท AI ทำลาย "คุณธรรมของคนรักหนังสือ" จนป่นปี้
พวกบริษัท AI ตอนนี้ไม่ได้หมายหัวเฉพาะหนังสือมือสองดาดๆ แล้ว แต่ยังเล็งไปที่ Rare Books กับพวก Out of print ด้วย แถมยังมีรายงานที่ยังไม่ยืนยันโดย 404 Media ว่ามีร้านหนังสือโบราณ (Antique books) บางแห่งถูกทาบทามโดยบริษัท AI ให้จัดหาหนังสือโบราณไปให้ ซึ่งหนังสือโบราณนั้นยิ่งมีราคาและคุณค่าสูงกว่าสองประเภทที่กล่าวได้ข้างต้นเสียอีก ถือเป็นของสะสมระดับสูงที่สามารถนำไปประมูลโดยบริษัทชั้นนำของโลกได้สบายๆ
นั่นเป็นรายงานเมื่อไม่กี่สับปดาห์ก่อน ล่าสุดวานนี้เอง 404 Media รายงานว่า ได้ทำรายงานสืบสวนเรื่องบริษัท AI ซื้อหนังสือหายาก โดยทำการติดระบบติดตาม หรือ Tracker กับหนังสือหายากที่ซื้อไปโดยบริษัทบางแห่ง ปรากฎว่าหนังสือเล่มนั้นไปอยู่ที่ศูนย์ฝึก AI ของบริษัท Amazon!
ลองนึกภาพสิครับ ภาพที่บริษัท AI ซื้อหนังสือพวกนี้โยนเงินมหาศาลไปฉีกเป็นชิ้นๆ แล้วสแกนให้ AI อ่าน จากนั้นก็ทิ้งไป พวกเขาไม่ได้แคร์เงินเสียไป หรือไม่แม้แต่จะแคร์หนังสือที่ถูกทำลายไปตลอดกาล แต่พวกเขาแคร์ "องค์ความรู้" ที่หนังสือหายากพวกนั้นมี ซึ่งหลังจากนี้จะมีอยู่แค่ในโมเดล AI ของพวกเขาที่เราต้องเสียเงินซื้อบริการเท่านั้น
และจากนี้ความรู้ของมนุษยชาติจะถูกบริษัท AI ผูกขาดเอาไว้ นี่ไม่ถือเป็นภัยต่อมนุษยชาติหรือ?
ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีการทำลายคลังความรู้ขนาดใหญ่หลายครั้ง หากเป็นประวัติศาสตร์ของโลกตะวันตกมักจะยกตัวอย่างการทำลายห้องสมุดแห่งอเล็กซานเดรีย (Library of Alexandria) อันป็นคลังปัญญาของอารยธรรมตะวันตก
ส่วนในโลกตะวันออกมักจะยกตัวอย่างกรณีของจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ทรงมีคำสั่งให้ 'เผาตำรา ฝังบัณฑิต' (焚书坑儒) เป็นการทำลายคลังความรู้ของจีนยุคบรรพกาลจนเกือบหมดสิ้น โดยที่จีนนั้นถือเป็นแม่แบบของเอเชียตะวันออก และตำรับตำราของจีนถือเป็นต้นธารวัฒนธรรมเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม เป็นอาทิ
เหตุการณ์ทั้งสองนี้ ไม่ใช่แค่ 'การทำลาย' แต่การทำลายเป็นส่วนหนึ่งของ 'กระบวนการผูกขาดความรู้' โดยผู้มีอำนาจและผู้ที่คิดจะผูกขาดความรู้ในยุคนั้น
ในกรณีของห้องสมุดแห่งอเล็กซานเดรียนั้นแม้จะมีการทำลายห้องสมุดหลายครั้ง แต่ครั้งที่สะท้อนการทำลายองค์ความรู้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คือในศตวรรษที่ 2 ที่มีการทำลายห้องบรรยายและห้องสมุดเซเราเปอุม (Serapeum) อันเป็นที่รักษาองค์ความรู้ของปรัชญากรีกและโรมันในช่วงเวลาที่จักรวรรดิโรมันเริ่มสมาทานศาสนาคริสต์และเพ่งเล็งที่จะทำลาย 'ความรู้เก่า' ของ 'พวกนอกศาสนา'
'คนในศาสนา' ไม่ใช่จะเห็นว่า 'คนนอกศาสนา' เป็นศัตรู แต่เห็นความรู้เรื่องปรัชญา วิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ ฯลฯ ของพวกนี้ท้าทาย 'ความจริง' ของตนที่อิงกับ 'ความเชื่อ' เป็นหลัก ดังนั้น เพื่อทำลาย 'ความจริง"' ของพวกนั้นจึงต้องทำลายห้องสมุดที่เก็บรักษาภูมิปัญญาที่เข้าถึงความจริงของพวกนั้นไปด้วย
การทำลายความรู้ของ 'คนอื่น' ที่ไม่ใช่คนที่คิดเหมือนตนนั้น ก็คือการป้องกันไม่ใช้ความรู้ของตนถูกท้าทายนั่นเอง ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่บริษัท AI ถูกกล่าวหาอยู่ในขณะนี้ว่า กว้านซื้อหนังสือทั้งเก่าและใหม่มาให้ AI อ่านแล้วทำลาย ก็เพื่อไม่ให้มนุษย์มีหลักฐานจับผิดเมื่อโมเดล AI ทำงานอ้างข้อมูลพลาดขึ้นมา อีกทั้งยังเป็นการผูกขาดความรู้ที่ถูกทำลายไปแล้วให้อยู่ในกำมือตนเท่านั้น
แต่นี้ต่อไป หาก AI จะชี้นิ้วบอกว่า "กวางคือม้า" มนุษย์ก็ย่อมเชื่ออย่างเชื่องๆ
เช่นเดียวกันกับกรณีเผาตำราฝังบัณฑิตสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้
เราต้องแยกกรณี 'เผาตำรา' กับ 'ฝังบัณฑิต' ออกจากกันเสียก่อน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน การฝังบัณฑิตไม่ได้เกิดขึ้นเพราะต้องการกำจัดบุคคลมที่มีองค์ความรู้ แต่เป็นการลงโทษผู้ที่หมิ่นประมาทจิ๋นซีฮ่องเต้
แต่การเผาตำรามีเจตนาที่จะผูกขาดองค์ความรู้ให้อยู่ในมือรัฐบาลจักรวรรดิฉินเท่านั้น โดยทำลายองค์ความรู้ของรัฐอื่นๆ ที่เคยเป็นเอกราชแต่ถูกจักรวรรดิฉินทำลายและกลืนเป็นส่วนหนึ่ง การทำลายรัฐเหล่านั้นในทางกายภาพไม่เพียงพอที่จะรักษาอำนาจจักรวรรดิเอาไว้ได้ จะต้องทำลายรัฐเหล่านั้นในทางอุดมการณ์ด้วย และสิ่งที่ค้ำชูอุดมการณ์ก็คือ หนังสือ โดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์ ตำรารัฐศาสตร์ หนังสือปรัชญา และบทกวี
ดังที่ในหนังสือประวัติศาสตร์ 'สื่อจี้' บทว่าด้วย 'พงศาวดารจิ๋นซีฮ่องเต้' 《史记·秦始皇本纪》ได้กล่าวว่า "เรา (จิ๋นซีฮ่องเต้) สั่งให้เผาบันทึกทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่ไม่ได้เขียนโดยรัฐฉิน ผู้ใดในโลกที่กล้าครอบครองหนังสือบทกวี (ตำราซือจิง) หนังสือเอกสารการเมือง (ตำราซ่างซู) หรืองานเขียนของสำนักคิดร้อยสำนัก (สำนักปรัชญาอื่นๆ ที่ไม่ได้รับรองโดยรัฐฉิน) ยกเว้นที่อยู่ในครอบครองของข้าราชการผู้ทรงความรู้ จะต้องถูกนำตัวไปยังเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเผา ผู้ใดที่กล้าพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือบทกวีหรือหนังสือเอกสารเป็นการส่วนตัว จะต้องถูกประหารชีวิตในตลาด ผู้ใดที่ใช้อดีตมาวิพากษ์วิจารณ์ปัจจุบัน จะต้องถูกกำจัด ข้าราชการที่รู้เรื่องดังกล่าวแต่ไม่รายงาน จะต้องถูกลงโทษด้วยความผิดเดียวกัน หากหนังสือไม่ถูกเผาภายในสามสิบวันหลังจากออกคำสั่ง บุคคลนั้นจะต้องถูกสัก (สักหน้าประจาน) และถูกตัดสินให้ทำงานหนักสร้างกำแพง หนังสือประเภทเดียวที่ไม่ต้องทำลายคือหนังสือเกี่ยวกับยา การทำนายทายทัก และการปลูกพืช หากผู้ใดประสงค์จะเรียนรู้กฎหมาย จะต้องให้ข้าราชการเป็นครูสั่งสอน"
ตราบใดที่ยังมีหนังสือเหล่านี้ รัฐที่ถูกทำลายก็อาจถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเป็นเสี้ยนหนามของจักรวรรดิฉินได้ เพราะเมื่อผู้คนมี 'ความรู้' เกี่ยวกับอดีตและ 'ความจริงอีกด้าน' ที่ถูกปิดบังไว้ก็ย่อมโหยหาอดีตนั้น และท้าทาย 'ความจริง' ที่ผูกขาดโดยองค์ความรู้ที่รัฐฉินผูกขาดไว้
ไม่ใช่แค่จักรวรรดิฉินเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ดี แต่จักรวรรดิฮั่นที่สถาปนาขึ้นมาหลังโค่นล้มฉิน แทนที่จะถอนรากถอนโคนนโยบายของฉินที่เป็นเหตุให้เกอิดการกบฎ การต่อต้าน และการชิงอำนาจ ฮั่นกลับสานต่อนโยบายบางอย่างของฉินเสียอย่างนั่น นั่นคือ 'กฎหมายการเก็บหนังสือ' (挟书律) ซึ่งไม่ได้ถูกยกเลิกจนกระทั่งถึงรัชสมัยของจักรพรรดิฮั่นฮุ่ยตี้แห่งราชวงศ์ฮั่น
นั่นหมายความว่าราชวงศ์ฮั่นที่โค่นราชวงศ์ฉินลงกลับเห็นดีเห็นงามกับแนวคิดนี้ เพราะการผูกขาดองค์ความรู้เท่ากับการผูกขาดอำนาจนั่นเอง
ในยุคแห่ง AI ของเรา การผูกขาดความรู้ก็เท่ากับผูกขาดอำนาจ แม้ว่าบริษัท AI จะไม่ใช่หน่วยงานทางการเมือง แต่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่มีอำนาจ เพราะอำนาจไม่ได้อยู่ในรูปของการเมืองเท่านั้น แต่ยังอยู่ในรูปของทุน และทุนที่สำคัญที่สุดของยุค AI ก็คือ ข้อมูลและความารู้หรือ Data
ใครครอง Data เท่ากับครองโลก ดังนั้น หนังสือจึงต้องถูกทำลายเพื่อรวบหัวรวบหางการผูกขาด Data เอาไว้ในมือของบริษัทเทคเท่านั้น
อำนาจอันยิ่งใหญ่ในรูปของ Data นี้ แม้แต่รัฐบาลก็ยังต้องศิโรราบ
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - นักศึกษาชาวเยอรมันและสมาชิกหน่วยเอสเอสของนาซี บุกทำลายหนังสือในห้องสมุดของ ดร. มักนัส ฮิร์ชเฟลด์ (Magnus Hirschfeld) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางเพศ (Institut für Sexualwissenschaft) ในเบอร์ลิน ภาพจาก United States Holocaust Memorial Museum / Public Domain