ทำไมจู่ๆ ญี่ปุ่นถึงหยุดสร้างนวัตกรรม? และถูกทิ้งห่างโดยจีนและเกาหลีใต้

ทำไมจู่ๆ ญี่ปุ่นถึงหยุดสร้างนวัตกรรม? และถูกทิ้งห่างโดยจีนและเกาหลีใต้

คำถามนี้มีผู้สนใจมากมายแม้แต่ในญี่ปุ่นเอง และต่างก็ให้คำตอบที่หลากหลายกันไป

ทำไมญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นพลังขับเคลื่อนหลักของนวัตกรรมโลก เป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ ในปัจจุบันจึงถูกแซงหน้าไปโดยเกาหลีใต้และจีน 

โดยที่จีนเองก็แซงไปทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้วทั้งด้านอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

โดยเฉพาะยานยนต์ ญี่ปุ่นยังคงยึดมั่นถือมั่นกับการผลิตรถยนต์สันดาบและการพัฒนาพลังงานไฮโดรเจน จนกระทั่งละเลยการพัฒนารถยนต์พลังงานแบตเตอร์รี่ลิเทียม ผลก็คือช่องว่างการพัฒนารถ EV ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจนตอนนี้ห่างกันจนไล่ตามไม่ทันแล้ว

คนที่ไล่ตามไม่ทันคือญี่ปุ่น และถึงแม้ญี่ปุ่นจะเริ่มพัฒนา EV จริงจังในวันนี้ ยังไงๆ ก็ยังตามจีนไม่ทันแล้ว

กระนั้นก็ตาม ญี่ปุ่นก็ยังยึดมั่นในรถยนต์แบบเดิมของตนทั้งๆ ที่มันจะล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต และต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าฉงนสนเท่ห์เป็นอย่างมาก 

นี่เป็นคำถามที่คาใจหลายคนมากว่าทำไมญี่ปุ่นถึง "ติดอยู่กับที่" ในขณะที่คนอื่นๆ เขาไปไหนต่อไหนกันหมดแล้ว?

ผมสนใจคำถามนี้มาตั้งแต่สองสามปีก่อน และได้อ่านบทสัมภาษณ์ของมิยาซาวะ  คาซึมาสะ (宮沢 和正) ประธานและซีอีโอของบริษัท Soramitsu บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งผู้ก่อตั้งได้พัฒนาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล VAIO ที่โซนี่ และคิดค้นบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ยุคบุกเบิกอย่าง Edy  

บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ใน nippon.com เนื้อหาบางตอนมีดังนี้ 

"บริษัทขนาดใหญ่ (ในญี่ปุ่น) หลายแห่งยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ทำให้ยากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมีนัยสำคัญ สหรัฐอเมริกาเป็นสังคมที่มีการแข่งขันสูงมาก แม้แต่บริษัทขนาดใหญ่ก็อาจล้มละลาย สูญเสียส่วนแบ่งการตลาด หรือถูกบังคับให้เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ หากไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่และกระตุ้นให้เกิดสตาร์ทอัพ (บริษัทใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น)"

บทสัมภาษณ์นี้พาดหัวว่า "เหตุใดนวัตกรรมจึงหยุดชะงักลง?" แต่จริงๆ แล้วคาซึมาสะให้คำตอบกับคำถามนี้น้อยมากยกเว้นส่วนที่ผมยกมาให้อ่านกัน ซึ่งสรุปใจความได้ว่า บริษัทใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นยึดมั่นถือมั่นกับความสำเร็จในอดีตจนไม่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ตรงกันข้ามกับเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตาย บริษัทที่เกิดและตายเรื่อยๆ จะกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมได้ง่ายเพื่อนำนวัตกรรมนั้นมาแข่งขันกัน

สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสหรัฐฯ แต่เกิดขึ้นในจีนด้วย การแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายของบริษัทเทคโนโลยีและยานยนต์ได้ทำให้เกิดนวัตกรรมที่ผุดขึ้นในชั่วข้ามคืนมาราวกับหน่อไม้ แม้บางบริษัทจะไปไม่รอด แต่การแข่งขันที่เท่าเทียมและความฝันที่จะสร้างอะไรใหม่ๆ โดยคนรุ่นใหม่ และบริษัทของคนไฟแรง ก็จะเกิดแรงกระตุ้นให้บริษัทหน้าใหม่เข้ามาแข่งเรื่อยๆ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ 

แม้ตอนนี้ จีนจะเริ่มเป๋เพราะปล่อยให้มีการทำ "สงครามราคา" โดยรายใหญ่ตัดราคาขยี้รายเล็ก ซึ่งเป็นการบั่นทอนบรรยากาศการสร้างสตาร์ทอัพและนวัตกรรมใหม่ๆ กระนั้นก็ตาม รัฐบาลจีนได้เข้ามาแทรกแซงแล้วโดยห้ามทำสงครามราคา เพื่อให้การแข่งขันอย่างเป็นธรรมชาติดำเนินต่อไป และนวัตกรรมก็จะเกิดตามมาโดยปริยาย

แต่ญี่ปุ่นยึดติดกับโมเดลของบริษัทใหญ่ ซึ่งพอถึงจุดหนึ่งแล้วก็ยิ่งยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นถูกต้องแล้ว จึงไม่คิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาอีก ทั้งรัฐบาล (ที่เอื้อบริษัทใหญ่ๆ อยู่แล้วตามระบบไซบัตสึ) ยังไม่สนับสนุนสตาร์ทอัพ นี่เป็นเหตุให้ระบบนิเวศที่สร้างนวัตกรรมไม่ก่อตัวขึ้นมา

แต่ผมก็ยังไม่พอใจคำตอบของคาซึมาสะ มิยาซาวะเพราะมีแค่มิติเดียว จึงลองค้นคำตอบของคนอื่นๆ ในญี่ปุ่นดูบ้าง จึงทราบว่ามีหลายคนที่เห็นว่าญี่ปุ่นเลิกสร้างนวัตกรรมเหมือนกัน ด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป

เช่น บทความที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ของ minato-ltd.co.jp ของบริษัท Minato ซึ่งส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งพวกเขาบอกว่า "เป็นแกนหลักของเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่กำลังเผชิญปัญหาเนื่องจากความคืบหน้าด้านการวางระบบที่ล่าช้า" แน่นอนว่า พวกเขาย่อมเห็นปัญหาที่ภาคธุรกิจญี่ปุ่นเผชิญอยู่ ในบทความเรื่อง "คนแบบสตีฟ จ็อบส์ คงไม่มีเกิดในญี่ปุ่น... "คนญี่ปุ่นไม่สามารถคิดค้นนวัตกรรมได้อีกต่อไป" และนี่คือเหตุผลว่าทำไม"

ตอนหนึ่งของบทความกล่าวว่า 

"เหตุผลที่นวัตกรรมไม่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น (ย้อนกลับไป) ในยุคเมจิ ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจด้านนวัตกรรมของโลก แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นประเทศที่นวัตกรรมแทบไม่มีอยู่เลย" ผู้เขียนบทความชี้ว่าสาเหตุก็เพราะ รัฐบาลไม่ช่วยเหลือ บริษัทญี่ปุ่นเองขาดความถ่อมตน และคนญี่ปุ่นก็ขาดความรักชาติ

ทั้ง 3 ข้อนี้ ผมเห็นว่า "บริษัทญี่ปุ่นเองขาดความถ่อมตน" เป็นประเด็นที่น่าสนใจ จึงยกมาให้อ่านเพียงข้อเดียว ซึ่งผู้เขียนกล่าวว่า 

"มักกล่าวกันว่าคนญี่ปุ่นนั้นอ่อนน้อมถ่อมตน แต่จริงหรือ?
เมื่อคนญี่ปุ่นทำการค้ากับโลก เราบังคับให้โลกใช้ภาษาญี่ปุ่น
เขาประกาศว่า "ผมจะไม่ทำธุรกิจกับคนที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้"
ตอนนี้ผมกำลังชดใช้กรรมนั้นอยู่
หากคุณอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างแท้จริง คุณควรเรียนรู้ภาษาท้องถิ่นและพยายามทำธุรกิจเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษากลางที่ใช้กันทั่วไป
ในยุคเมจิ เราไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนภาษาอังกฤษ แต่เราก็ยังพยายามสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ
ความอ่อนน้อมถ่อมตนเช่นนี้เป็นสิ่งที่เราขาดในปัจจุบัน
ด้วยระบบการศึกษาของญี่ปุ่น เราจึงกลายเป็นชนชาติที่กลัวความล้มเหลว
ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ชอบความท้าทาย และเพราะพวกเขาไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ พวกเขาจึงไม่สามารถทำธุรกิจกับคนที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้
นวัตกรรมจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้
เราไม่สามารถเข้าถึงโลกแห่งความรู้ที่อยู่ห่างไกลได้
ความรู้ที่อยู่ใกล้ตัวนั้น แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้น
หากเราแสวงหาแต่ความรู้ที่อยู่ใกล้ตัว เราก็จะไม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้เลย
เหตุใดเกาหลีใต้และไต้หวันจึงก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทระดับโลกในขณะนี้?
นั่นเป็นเพราะพวกเขาดำเนินธุรกิจด้วยภาษาอังกฤษ ซึ่งแตกต่างจากญี่ปุ่น
นั่นกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
เราควรหวนรำลึกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนและจิตวิญญาณแห่งความท้าทายของนักประดิษฐ์ในยุคเมจิ"

ข้อสังเกตนี้น่าสนใจ เพราะเทียบได้กับข้อสังเกตของคาซึมาสะ มิยาซาวะที่ว่าบริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นไม่ปรับตัวและย่ำอยู่กับโมเดลเดิมๆ ในแง่หนึ่งการย่ำอยู่กับที่เกิดจาก "ความจองหอง" และคิดว่าตัวเองเป็นที่สุดแล้ว เช่น ผู้เขียนบทความนี้ชี้ว่า คนญี่ปุ่นเมื่อทำธุรกิจในตลาดโลกกลับไม่เรียนรู้วิถีของโลก แต่ต้องการให้โลกเรียนรู้ความเป็นญี่ปุ่นของพวกเขา ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นไปได้ในทศวรรษที่ 70 หรือ 80 ในช่วงที่ญี่ปุ่นรุ่งเรืองและมีความต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่นค่อนข้างสูงเพื่อทำธุรกิจ 

ในเวลานี้ญี่ปุ่นไม่มีความสำคัญขนาดนั้นแล้ว พอหมดความสำคัญ ญี่ปุ่นก็ยิ่งต่อกับโลกภายนอกไม่ติดเพราะยังติดอยู่กับความจองหองเดิมๆ ต่างจากเกาหลีใต้และไต้หวันที่ "ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทระดับโลกในขณะนี้ .. นั่นเป็นเพราะพวกเขาดำเนินธุรกิจด้วยภาษาอังกฤษ ซึ่งแตกต่างจากญี่ปุ่น" แม้ว่าการสรุปเช่นนี้จะผิวเผินไปหน่อยก็ตาม แต่ก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง กระนั้นก็ตาม ผู้เขียนพยายามไม่เอ่ยถึงจีน แต่จีนนั้นใช้ภาษาอังกฤษในการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีและทำธุรกิจมากกว่าเกาหลีใต้ด้วยซ้ำ

ความเห็นนี้กับความเห็นแรก อาจสรุปได้ว่าเป็นเพราะ "บุคลิกความเป็นญี่ปุ่น" ที่ทำให้ญี่ปุ่นหยุดสร้างนวัตกรรม คือ การยึดมั่นในโมเดลเดิมว่าดีและการเชื่อว่าอัตตาของตนใหญ่กว่าของใคร

ผมต้องย้ำว่านี่เป็นแค่ทัศนะเท่านั้น โดยพยายามจะหาทัศนะจากคนในวงการธุรกิจให้มากที่สุด แม้จะไม่ใช่หลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ก็คงจะทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นได้บ้าง 

เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีรายงานข่าว Business Insider Japan เรื่อง "เหตุใด "เทคโนโลยีอันน่าทึ่ง" ของญี่ปุ่นจึงไม่สามารถสร้างนวัตกรรมระดับโลกได้?" ซึ่งเป็นข้อสังเกตจากการอภิปรายของสถาบัน IPC แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว โดยหนึ่งในผู้อภิปรายคือนากาซากะ ฮิเดกิ (長坂英樹) ผู้ดูแลโครงการ "1stRound" ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสนับสนุนสตาร์ทอัพข้ามมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ณ ศูนย์พัฒนาแพลตฟอร์มความร่วมมือของมหาวิทยาลัยโตเกียว (UTokyo IPC) ชี้ว่า "ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมและเงินทุนมากมาย อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นขาดทีมงานและแนวคิดทางธุรกิจที่คุ้มค่าแก่การลงทุน"

และนากาซากะยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ คือ ขาดพลวัตการแลกเปลี่ยนคนเก่งๆ, การขาดแบบจำลองการสนับสนุน และขาดแคลนผู้บริหารที่มีความสามารถ

ข้อที่น่าสนใจ คือ ขาดพลวัตการแลกเปลี่ยนคนเก่งๆ ในญี่ปุ่น โดยในญี่ปุ่นนั้นต่างจากสหรัฐฯ ตรงที่ "การเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีความสามารถระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการยังคงอยู่ในระดับต่ำ แทนที่จะเป็นประตูหมุนเวียน กลับกลายเป็นเหมือนถนนทางเดียวเสียมากกว่า" 

อีกแง่หนึ่งคือ ปัญหาการขาดแคลนผู้บริหารที่มีความสามารถก็เป็นปัญหาหนึ่ง นากาซากะเชื่อว่าญี่ปุ่นยังขาดผู้จัดการที่มี "ความสามารถในการทำให้สิ่งต่างๆ สำเร็จลุล่วง" และนำเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้"

ทั้งสองข้อนี้ เมื่อเทียบกับจีนแล้วญี่ปุ่นเริ่มจะถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ โดยที่จีนนั้นมีโครงการระดับชาติในการสร้าง ระดม และสนับสนุนคนเก่งจากสาขาและภาคส่วนต่างๆ ในขณะเดียวกันจีนก็สร้างผู้บริหารที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากมายไม่หยุดหย่อน ต่างจากญี่ปุ่นที่วันนี้แทบจะหาผู้บริหารที่มีชื่อเสียงและสามารถเป็นแบบอย่างทางธุรกิจได้ เพราะบริษัทใหญ่ๆ ยังใช้โมเดลระบบอาวุโสและการสืบทอดโดยทายาท

การอภิปรายนี้เน้นที่ช่องว่าระหว่างการแปลนวัตกรรมในแง่ทฤษฎีจากวงวิชาการไปสู่การปรับใช้ทางธุรกิจ ซึ่งพบว่ามีปัญหานี้ในญี่ปุ่น กระนั้น ผมเห็นว่านี่เป็นปัญหาเชิงเทคนิคที่หลายๆ ประเทศประสบเช่นกัน สิ่งที่เป็นตัวฉุดรั้งญี่ปุ่นให้หยุดสร้างนวัตกรรมจริงๆ ก็ยังเป็นการบริหารแบบเดิมๆ และวิธีคิดแบบเดิมๆ มากกว่า 

ผมจะขอปิดท้ายด้วยความเห็นของ โอคุโบะ ทากาโตชิ (大久保孝俊) ผู้บรรยายจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงาน "CMO Japan Summit 2023" เรื่อง "เหตุใดนวัตกรรมจึงไม่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น? ทักษะและวิธีการบริหารจัดการที่จำเป็น 3 ประการสำหรับผู้นำมีอะไรบ้าง?"  

มีข้อสังเกตหนึ่วที่น่าสนใจก็คือ เขาชี้ว่า ในบางบริษัทของญี่ปุ่น วัฒนธรรมองค์กรแบบลำดับชั้นที่มีความสัมพันธ์แบบผู้บังคับบัญชา-ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เข้มงวดนั้นฝังรากลึก ส่งผลให้ไม่มีสภาพแวดล้อมที่พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นหรือรับมือกับความท้าทายได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกลัวความล้มเหลวหรือความเสี่ยง ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานมักรู้สึกต่อต้านการแสดงออกถึงความคิดเห็นที่แตกต่าง 

การปิดกั้นการแสดงความเห็นด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่อนุรักษ์นิยมขนาดนี้ คือ "เขื่อนใหญ่" ที่ขวางกระแสความคิดสร้างสรรค์นั่นเอง 

สาเหตุนี้ก็ดูจะคล้องจองกับข้อสังเกตที่ผ่านๆ มาข้างต้น นั่นคือ เงื่อนไขด้านทรัพยากรมนุษย์และวัฒนธรรมองค์กรแบบญี่ปุ่นนั่นเองที่เป็นสิ่งขัดขวางการสร้างนวัตกรรม

จนกระทั่งตอนนี้ แม้ญี่ปุ่นจะเร่งสร้างนวัตกรรมขึ้นมาก็คงจะไม่ทันปิดช่องโหว่ที่สร้างขึ้นมาเองกับมือ ซึ่งจีนได้ใช้ประโยชน์นั้นและแซงญี่ปุ่นไปแล้วในแง่ของการสรางนวัตกรรม

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - หุ่นยนต์ช่วยเหลือมนุษย์ขนาดกะทัดรัดรุ่น "D1" จากบริษัท Zeal ถูกนำมาแสดงบนเวทีในงานแถลงข่าวที่ Shibuya Scramble Hall ในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 (ภาพโดย Andrew CABALLERO-REYNOLDS / AFP)