1. หลังจากที่มหาอำนาจเซมินคอนดักเตอร์ทำ 'สงครามชิป' ระหว่างกัน เกาหลีใต้ก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของสงครามนี้ในฐานะผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก ทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเกาหลีจึงคึกคักตั้งแต่ต้นปี 2026 พร้อมกับการพุ่งขึ้นของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะหุ้นของ Samsung Electronics และ SK Hynix
2. อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดหุ้นบุมขึ้นมาก็เกิดฟองสบู่ก็ก่อตัวขึ้นด้วย ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ความผันผวนของตลาดทวีความรุนแรงขึ้นจากการลงทุนแบบใช้เลเวอเรจอย่างบ้าคลั่งซึ่งนี่ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก อย่างไรก็ตาม สัญญาณเตือนได้ปรากฏให้เห็นหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าไม่เพียงแต่นักลงทุนต่างชาติเท่านั้น แต่นักลงทุนรายย่อยก็หันมาขายหุ้นเช่นกัน เริ่มต้นจากการปรับลดคาดการณ์รายได้ของบริษัท Broadcom ของสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ความไม่มั่นใจเกี่ยวกับการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เริ่มปรากฏขึ้นในหมู่นักลงทุน
3. นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศและสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าความคาดหวังของตลาดมากเกินไป ความขัดแย้งเกี่ยวกับการถือหุ้นแบบวงกลมของ Nvidia ในอุตสาหกรรม AI (คือเครือข่ายผู้ผลิตชิปลงทุนในสตาร์ทอัพ AI และผู้ให้บริการคลาวด์ที่ตกลงกันว่าจะใช้เงินทุนเหล่านั้นเพื่อซื้อฮาร์ดแวร์ของ Nvidia ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามในตลาดเกี่ยวกับอุปสงค์เทียม) การลดลงของความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศและสหรัฐฯ รวมถึงการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานที่เกิดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อ ทั้งหมดนี้รวมกันทำให้ดัชนี KOSDAQ ร่วงลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน และดัชนี KOSPI ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน
4. อีกปัจจัยมาจากการผงาดของลบริษัทจีนที่น่าตกตะลึง โดยเฉพาะการเข้าจดทะเบียนและผลประกอบการที่ทำลายสถิติของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์จีน ChangXin Memory Technologies(CXMT) จนทำให้เกิดคำถามว่า "CXMT เป็นภัยคุกคามที่แท้จริงต่อการครองตลาดหน่วยความจำของ Samsung และ SK hynix หรือไม่?" โดยเฉพาะสถานการณ์ที่สวนทางการของบริาทจีนและเกาหลี คือ CXMT สามารถระดมทุนได้ 12.56 ล้านล้านจากการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม แต่หนึ่งวันต่อมา หุ้นของ Samsung Electronics ปิดตลาดลดลงประมาณ 13% จากวันก่อนหน้า ขณะที่หุ้นของ SK hynix ร่วงลงประมาณ 14%
5. การดิ่งลงของตลาดรุนแรงมากจนดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ต้องใช้มาตรการกลไกตัดวงจร (Circuit breakers กฎฉุกเฉินที่ระงับการซื้อขายเพื่อหยุดยั้งการขายแบบตื่นตระหนก) ซึ่งเคยถูกใช้งานเพียง 6 ครั้งในรอบ 27 ปี แต่กลับถูกใช้งานถึง 9 ครั้งในปี 2026 เพียงปีเดียว ส่งผลให้เกิดสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวันที่ 28 และ 29 กรกฎาคม โดยมีการใช้งานกลไกตัดวงจรในดัชนี KOSPI ติดต่อกันสองวัน นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นในประเทศที่ทั้งกลไก Sidecar (กลไกการหยุดซื้อขายชั่วคราวที่ใช้เพื่อลดความผันผวนของการซื้อขายแบบโปรแกรม)และ Circuit breakers ถูกใช้งานพร้อมกันในสองวันติดต่อกันทั้งในดัชนี KOSPI และ KOSDAQ
6. ผลที่ตามมาคือ มูลค่าการลงทุนประมาณ 2,800 ล้านล้านวอนหายไปจากตลาดหุ้นเกาหลี ณ วันที่ 30 กรกฎาคม ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ทำจุดสูงสุดก่อนหน้านี้ เพียงสองวันต่อมา ในวันที่ 31 กรกฎาคม Samsung Electronics หนึ่งในสี่บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด พุ่งขึ้น 27% ขณะที่ SK Hynix, Samsung Electro-Mechanics และ SK Square ก็พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดประจำวัน (+30%) ระหว่างการซื้อขาย ดัชนี KOSPI ฟื้นตัวกลับมาแตะระดับ 6,600 จุด ทำสถิติเพิ่มขึ้นรายวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 18%
7. เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยต้องแบกรับผลกระทบจากความผันผวนอย่างรุนแรงนี้ จึงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่คือปรากฏการณ์ "Roller KOSPI" ที่ล่อให้ 'แมลงเม่า' หรือนักลงทุนรายย่อยเข้ามาติดกับ และหุ้นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็น "เครื่องมือเสี่ยงโชค" และตลาดหุ้นกลายเป็นคาสิโนไปแล้ว
8. นอกจากเงื่อนไขในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และ AI เอาแน่เอานอนไม่ได้เป็นทุนเดิมอยุ่แล้ว ยังมีสิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก คือ การเก็งกำไรของนักลงทุนรายวันและแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ และการพึ่งพาเลเวอเรจในการซื้อข่ายหุ้นอย่างหนัก (เลเวอเรจ หรือ Leverage คือ การใช้เงินทุนส่วนน้อยยืมเงินหรือเครดิตจากโบรกเกอร์มาช่วยเพิ่มพลังซื้อ เพื่อลงทุนหรือควบคุมสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินตัวเองหลายเท่า) ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ราคาหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์มีอัตราการลดลงเช่นกัน แต่เกาหลีสถานการณ์ย่ำแย่กว่าที่อื่นเพราะไม่เพียงตลาดจะพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์อย่างมากอยู่แล้วเท่านั้น หุ้น Samsung และ SK Hynix ยังใช้เลเวอเรจสูงดูดซับเงินลงทุนส่วนใหญ่ ทำให้ฐานราคาหุ้นที่แท้จริงอ่อนแอลง
หรือว่าจะเป็นเพราะชายที่ชื่อ'แอสเชนเบรนเนอร์ '
มีการคาดว่า อีกสาเหตุของการผันผวนรุนแรงของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ มาจากการโจมตีโดยเจาะจงต่อเลโอโปลด์ แอสเชนเบรนเนอร์ (Leopold Aschenbrenner) ผู้จัดการกองทุนหน้าใหม่ เช่น Global Economic สื่อของเกาหลีใต้ชี้ว่า "ผู้ร้ายที่แท้จริงเบื้องหลังเหตุการดิ่งลงของ SK Hynix คือการการบีบให้ขายกองทุน AI ของ เลโอโปลด์" ซึ่งเลโอโปลด์ สเชนเบรนเนอร์ ผู้นี้เป็นอดีตนักวิจัยของ OpenAI ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักลงทุนอัจฉริยะจากการบริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ AI ที่ทำผลตอบแทนสะสมได้ถึง 1,000% ภายในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งใช้เวลาเปิดตัวเพียงไม่ถึงสองปี
เมื่อแอสเชนเบรนเนอร์ เริ่มก้าวเข้ามาเป็นผู้นำอย่างเต็มตัวในภาคเทคโนโลยี เขากลับขายชอร์ตหุ้นบริษัทซอฟต์แวร์ โดยอ้างว่าบริษัทเหล่านั้นจะล้มเหลวทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็เข้าซื้อหุ้นบริษัทฮาร์ดแวร์ AI ในระยะยาว และในที่สุดก็เปิดเผยพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของเขา แอสเชนเบรนเนอร์มีความมั่นใจอย่างมาก โดยใช้เลเวอเรจสูงถึงสี่เท่าหรือมากกว่านั้นในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ และยังถือหุ้น SK Hynix ในอัตราเลเวอเรจ 4 เท่าอีกด้วย สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของเขามีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ Fโดยกองทุนของแอสเชนเบรนเนอร์ใช้เลเวอเรจในการลงทุนสูงถึง 400% เพื่อเก็งกำไรในฮาร์ดแวร์ AI และ "ปัญหาคอขวด" ในห่วงโซ่อุปทาน
เมื่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงอย่างหนักในสัปดาห์นี้ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ด้าน AI ของแอสเชนเบรนเนอร์ที่ชื่อ Situational Awareness ประสบกับความสูญเสียอย่างมหาศาลหลังจากลงทุนอย่างหนักและใช้เลเวอเรจสูงในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้น SK Hynix ของเกาหลีใต้ การเทขายหุ้นเทคโนโลยีอย่างฉับพลันทำให้เกิดการเรียกหลักประกันเพิ่มเติมอย่างรุนแรง และกองทุนของเขาขาดทุน 67% ในเดือนกรกฎาคม จนบังคับให้เขาต้องขายหุ้นในพอร์ตการลงทุนสาธารณะทั้งหมดให้กับ Citadel บริษัทการลงทุนยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างเร่งด่วน
Global Economic สื่อของเกาหลีใต้รายงานว่า "การขายสินทรัพย์โดยบังคับเนื่องจากการเรียกหลักประกันเพิ่มเติมของกองทุนเลเวอเรจปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ถูกระบุว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกร่วงลงอย่างรวดเร็วเมื่อเร็วๆ นี้" และขี้ว่า "ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ (บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก รวมถึง SK Hynix ร่วงลงอย่างมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากการรวมกันของภาระอัตราดอกเบี้ยที่สูงและความกังวลเกี่ยวกับการลงทุน ขณะที่สื่อเกาหลีตีความการลดลงของราคาหุ้นว่าเป็นผลมาจากทฤษฎีฟองสบู่ AI แต่การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุที่แท้จริงคือการขายหุ้นแบบบังคับโดยกลไกของแรงกดดันทางการเงิน"
หลังจากที่ Citadel เข้าครอบครองสถานะการลงทุนทั้งหมด และทันทีหลังจากที่แอสเชนเบรนเนอร์ปิดสถานะการลงทุนทั้งหมดในวันที่ 31 กรกฎาคม หุ้นที่เคยร่วงลงก็พุ่งขึ้นกว่า 20% ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงตั้งทฤษฎีสมคบคิดว่า การตกต่ำของตลาดหุ้นเกาหลีใต้เกิดจากการ "ล่า" แอสเชนเบรนเนอร์โดยวอลล์สตรีท ซึ่งรวมถึง Citadel ด้วย Global Economic ชี้ว่า "เนื่องจากแรงกดดันในการขายลดลงจากการเข้าซื้อกิจการของ Citadel ผลประกอบการที่ Samsung Electronics ประกาศออกมาจึงส่งผลให้ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัว ในรายงานผลประกอบการ Samsung Electronics ระบุว่ากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 1,814% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และทำรายได้รายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์"
นั่นหมายความว่า พื้นฐานหุ้นเซมิคอนดักเตอร์นั้นแข็งแกร่งจริง แต่ที่ปั่นป่วนเพราะตลาดหุ้นเกาหลีใต้กลายเป็นแค่ "สนามล่า" ให้กับพ่อมดการเงินรายอื่นๆ ที่ต้องการ "เก็บ" แอสเชนเบรนเนอร์ไม่ให้เป็นดาวรุ่ง และผลที่ตามมาคือเขากลายเป็นดาวร่วงในเวลาอันสั้น พร้อมๆ กับ 'เม่า' มากมายที่ทุ่มเทกับการใช้เงินออมและใช้เลเวอเรจในการเล่นหุ้น
ที่พบว่าในเวลาไม่กี่วันพวกเขาไม่เหลืออะไรเลย
โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - Dwarkesh Patel / Youtube