วันนี้ ฮุน เซน โพสต์เฟซบุ๊คว่า “ในฐานะรักษาการประมุขแห่งรัฐ ผมขอเตือนราชรัฏฐาภิบาล (รัฐบาลกัมพูชา) ว่าอย่าเปิดการเจรจาทวิภาคีกับไทยในประเด็นทางทะเล และให้ไปใช้กลไกกฎหมายทะเล 1982 โดยตรง โดยไม่ต้องรอความเห็นชอบจากฝ่ายไทย”
กลไกกฎหมายทะเล 1982 ที่ ฮุน เซน หมายถึงคืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS 1982
ฮุน เซน ยังกล่าวต่อไปว่า "เรารู้สึกเสียใจที่ประเทศไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี 2001 (MoU 44) แต่เราก็ขอขอบคุณประเทศไทยที่ช่วยให้เราใช้กลไกระหว่างประเทศแทน"
ฮุน เซน แสดงออกด้วยลีลานี้หลายคนอาจจะใจอ่อนจนโกรธไม่ลง เพราะคราวนี้ไม่เพียงขอบคุณไทย แต่ยังยอมรับควาามสำคัญของ UNCLOS อันเป็นมาตรฐานสากลในการกำหนดพื้นที่ทางทะเลและมีกลไกในการแก้ไขข้อพิพาท
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน รัฐบาลกัมพูชาเพิ่งดำเนินการ Compulsory conciliation หรือกระบวนการประนีประนอมภายใต้กลไกของ UNCLOS ซึ่งหมายถึงการดึงให้ไทยเข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการไกล่เกลี่ย (Conciliation Commission) ให้ทั้งสองประเทศหาข้อสรุปเรื่องกรณีพิพาทน่านน้ำโดยฉันมิตร (Amicable settlement)
แต่ที่น่าสงสัยก็คือ แม้กัมพูชาจะมีสิทธิ์ใช้กระบวนการ Compulsory conciliation แต่เหตุใดจึงข้ามขั้นตอนไป? เพราะก่อนจะไปถึงขั้นนั้นทั้งสองประเทศควรจะหารือระดับทวิภาคีกันก่อน พอตกลงกันไมได้ค่อยไปสู่ระดับที่ต้องการใช้กรรมการไกล่เกลี่ย
หรือว่า กัมพูชาเห็นว่าคุยระดับทวิภาคีไปก็เสียเวลา กระนั้นเลยควรจะหา 'มือที่สาม' เข้ามาแทรกกลางระหว่างสองประเทศจะดีกว่า เพราะอาจเชื่อว่าการคุยสองต่อสองจะเสียเปรียบไทย (โดยเฉพาะในช่วงชาตินิยมไทยกำลังแรงและกระแสชังกัมพูชาแรงยิ่งกว่า)
กัมพูชานั้นมีท่าทีแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร (โดยเฉพาะหลังจากชนะไทยในศาลโลกกรณีเขาพระวิหาร) คือ มักจะหาประเทศอื่นมาแทรกกลางระหว่างความขัดแย้งกับอีกประเทศหนึ่ง เพราะรู้ตัวว่าสู้ตัวต่อตัวไม่ไหว
ดังนั้น พอไทยทำท่าจะฉีกทั้ง MoU 44 และ 43 กัมพูชาจึงหาทางหนีทีไล่เอาไว้ก่อน โดยให้สัตยาบันกับ UNCLOS เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี่เอง
แล้วไทยก็ฉีก MoU 44 จริงๆ
เมื่อทั้งสองประเทศเป็นภาคีของ UNCLOS แล้วก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั่นคือ หากมีกรณีพิพาทจะต้องเจรจาสองฝ่ายกันก่อน
หากเจรจาไม่ได้ก็ค่อยเข้าสู่กระบวนการ Compulsory conciliation โดยมีกรรมการ
แต่กรรมการของกระบวนการนี้ไม่มีอำนาจบังคับอะไร เป็นแต่คนกลางไกล่เกลี่ยและรายงานของกรรมการยังไม่มีผลผูกพัน (non-binding) ดังนั้นประเทศทั้งสองไม่ต้องปฏิบัติตามก็ได้
แล้วถ้ายังหากยังสะสางกันไม่ได้ผ่านกระบวนการข้างต้น ขั้นตอนต่อไปก็คือ ต้องใช้ 'ตุลาการ' แบบต่างๆ ในการเป็นคนกลางสะสาง อันได้แก่ ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS), ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ), อนุญาโตตุลาการพิเศษ (Special Arbitral Tribunal) และอนุญาโตตุลาการ (Arbitral Tribunal)
นี่เป็นกระบวนการอย่างที่ควรจะเป็น
แต่กัมพูชากลับข้ามขั้นตอนโดยไม่ยอมคุยสองฝ่ายก่อน แล้วกระโจนไปหากระบวนการที่สองซึ่งให้ตั้งกรรมการไกล่เกลี่ย
ไทยบอกว่าไม่ได้ยอมรับเรื่องนี้ และย้ำว่าต้องการเจรจาโดยตรงกับกัมพูชา
นายหัวของกัมพูชาสั่งแล้ววันนี้ว่า "อย่าเปิดการเจรจาทวิภาคีกับไทยในประเด็นทางทะเล"
ผมไม่รู้ว่า ฮุน เซน อ่อนกฎหมายหรือคนข้างๆ ไม่คอยเตือนหรือไงว่าขั้นตอนแรกยังไม่ได้ลองกันเลย จะข้ามไปขั้นตอนที่สองได้หรือ?
หรือว่าฮุน เซนและรัฐบาลกัมพูชารอไม่ไหวที่จะให้ 'มือที่สาม' เข้ามาจัดการกับกรณีพิพาทนี้?
ผมเกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น
เพราะเห็นสื่อกัมพูชาบางรายกระดี๊กระด๊าพาดหัวข่าววันที่ไทยเลิก MoU 44 ว่า "See you in Court" ซึ่งหมายถึงจะลากไทยไปศาลโลกให้ได้ เพราะตัวเองเคยชนะไทยในศาลโลกมาแล้ว และเห็นว่าไทยแขยงศาลโลกจนไม่กล้าไปศาลโลก
ไม่ว่าจะข้อตกลงไหนๆ ก็ตาม ไทยไม่ต้องไปศาลโลกแล้ว "ปะโอน แขมร์"
แม้แต่กรณีพิพาทภายใต้กรอบ UNCLOS ก็ไม่ต้องไปศาลโลก ไม่ว่าจะศาล ITLOS หรือศาล ICJ ไทยไม่ต้องไปทั้งสิ้น
แต่ถึงที่สุดหากจำเป็นจริงๆ ก็ต้องใช้อนุญาโตตุลาการ
และผมก็เกรงว่ากัมพูชาก็ยังหวังจะลากไทยไปถึงขั้นอนุญาโตตุลาการจนได้นั่นแหละ เพราะนี่เป็นแนวทางของกัมพูชาที่ต้องการเผชิญหน้าประเทศที่ใหญ่กว่าด้วยกรรมการ เพราะเจอกันตัวต่อตัวมีแต่เสียกันเสีย
ฮุน เซน คงจะมั่นใจอย่างมากในการสู้กับไทยแบบหาพวกมาช่วยรุม จึงกล่าวเหมือนเสแสร้งว่า "แต่เราก็ขอขอบคุณประเทศไทยที่ช่วยให้เราใช้กลไกระหว่างประเทศแทน"
หากกัมพูชาสนใจกลไกระหว่างประเทศแทนระหว่างประเทสจริง คงไม่ลากเส้นน่านน้ำตามใจชอบแบบจะเอาเกาะกูดไปเป็นของตนหรอก แล้วยังล่าช้าในการเป็นภาคีของ UNCLOS นี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่า ฮุน เซน แสร้งพูดดีๆ
กระนั้นก็ตาม ไทยตั้งเงื่อนไขตามมาตรา 298 ของ UNCLOS ซึ่งอนุญาตให้รัฐภาคี สามารถเลือกที่จะไม่เข้าร่วมในกระบวนการบังคับ (ผลการตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ) ที่มีผลผูกพันสำหรับข้อพิพาทที่ละเอียดอ่อนเฉพาะเรื่อง เช่น การกำหนดเขตแดนทางทะเล กิจกรรมทางทหาร และกรรมสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์
นั่นหมายความว่า แม้กัมพูชาจะลากไทยไปจนถึงขั้นอนุญาโตตุลาการได้ แต่ผลการชี้ขาดก็อาจจะไม่มีผลผูกพัน (non-binding) ต่อไทยอยู่ดี หากไทยกล่าวว่าเรื่องนี้กระทบต่ออธิปไตย
ผมให้มีหลักมีฐานสักหน่อย ผมจะขอยกข้อเขียนจากหนังสือ The Oxford Handbook of International Law in Asia and the Pacific ที่กล่าวถึงเงื่อนไขของไทยในการเป็นภาคีของ UNCLOS เอาไว้ว่า
"เรื่องทางทะเลมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ถูกล้อมรอบด้วยเขตทะเลของประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ได้แก่ อินเดีย เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และเวียดนาม ประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญากฎหมายทะเลทั้งสี่ฉบับปี 1958 และลงนามในอนุสัญญากฎหมายทะเลแห่งสหประชาชาติ (UNCLOS) ในปี 1982 อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยใช้เวลาถึงสามทศวรรษในการให้สัตยาบัน UNCLOS และได้ดำเนินการในเดือนพฤษภาคม 2011 หลังจากได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา มีคำประกาศแนบมาด้วยซึ่งรับรองถึงแนวทางที่รอบคอบและเป็นขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 310 ของ UNCLOS เช่น คำแถลงที่ว่าการให้สัตยาบันไม่ได้หมายความถึงการรับรองหรือการยอมรับการอ้างสิทธิ์ในดินแดนใดๆ ที่ทำโดยรัฐภาคีของอนุสัญญา มีข้อยกเว้นต่างๆ หลายข้อในคำประกาศเกี่ยวกับมาตรา 298 ของ UNCLOS เกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความการกำหนดเขตแดนทางทะเลหรือข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับอ่าวหรือกรรมสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ ที่น่าสนใจคือ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่ได้เลือกกลไกที่จะใช้หากนำอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) มาใช้เพื่อระงับข้อพิพาท ความหมายโดยปริยายของอนุสัญญาคือ การอนุญาโตตุลาการจะเข้ามามีบทบาทเป็นกลไกภายใต้อนุสัญญาในบริบทดังกล่าว " (Saul, Ben. Owada, Hisashi. Simon, Chesterman. (EDT). "The Oxford Handbook of International Law in Asia and the Pacific". 2019. OUP Oxford)
เรื่องนี้จะพูดมากไม่ได้เพราะไม่มีใครรู้ดีไปกว่ากระทรวงการต่างประเทศของเรา และเราก็ไม่ควรจะไปเซ้าซี้กระทรวงการต่างประเทศให้มาก เพราะเรื่องนี้เป็นความมั่นคงของชาติ ควรจะเก็บงำเอาไว้บ้าง แต่เรื่องที่ควรรู้ไว้ก็คือ กัมพูชามีเจตนาจะลากไทยไปอยุ่ท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรดแน่นอน แต่ไทยก็ไม่ได้เลินเล่อขนาดจะปล่อยให้กัมพูชาทำแบบนั้นตามใจชอบ
เรื่องนี้ไทยเราทำตามกติกา พร้อมตั้งเงื่อนไขของเรา และเรามีท่าทีที่ชัดเจนอยู่แล้ว กัมพูชาจะใช้ลูกไม้แบบไม่ดูตามาตาเรืออาจจะเป็นมลทินแก่ตัวเปล่าๆ
เช่น มีกรณีหนึ่งเกิดกับจีนและฟิลิปปินส์เกี่ยวกับน่านน้ำทะเลจีนใต้ เรียกว่ากรณี South China Sea Arbitration (อนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้) เมื่อปี 2016 โดยทั้งสองประเทศเป็นภาคีของ UNCLOS และฟิลิปปินส์ใช้สิทธิ์ขอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดกรณีพิพาทกับจีน แต่จีนไม่เอาด้วยโดยไม่ยอมรับอำนาจตุลาการ ทำให้ฟิลิปปินส์ดำเนินการฝ่ายเดียว และผลก็คืออนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดที่เป็นคุณต่อฟิลิปปินส์ ซึ่งจีนก็ไม่ยอมรับอยู่แล้ว
เรื่องนี้แสดงถึงสิทธิ์ของประเทศภาคี UNCLOS ที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก็ได้ และประเทศต่างๆ ก็ทำได้แค่แสดงท่าทียอมรับหรือไม่ยอมรับเช่นกัน โดยไม่มีการบีบคับให้ปฏิบัติตามคำชี้ขาด
ในบรรดาประเทศอาเซียน ในเวลานั้นส่วนใหญ่เป็น 'คู่กรณี' กับจีนเรื่องทะเลจีนได้ ดังนั้นประเทศอาเซียนส่วนใหญ่จึงเข้าข้างฟิลิปปินส์
มีประเทศเดียวที่ไม่ร่วมแสดงจุดยืนนั้น คือ กัมพูชา นำโดย ฮุน เซน
ฮุน เซน พยายามแก้ตัวพัลวันว่าไม่ได้ทำให้อาเซียนเสียงแตกและไม่ได้เข้าข้างจีน กระนั้นก็ตาม จากกาารรายงานของ Khmer Timers (วันที่ 24 มิถุนายน 2016) ปรากฏว่า "พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล กล่าวเมื่อวานนี้ว่า สนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการที่นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ให้การสนับสนุนจีนในข้อพิพาทเรื่องการควบคุมทะเลจีนใต้" พร้อมกับโวยวายว่า "พรรค CPP ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรมที่ว่ากัมพูชาได้ทำลายการออกแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนเกี่ยวกับประเด็นทะเลจีนใต้ ทั้งที่เมืองคุนหมิงเมื่อเร็วๆ นี้ และในปี 2012”
กรณีระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์นั่นก็เรื่องหนึ่ง ซึ่งที่จริงไม่ใช่เรื่องของไทย (โดยตรง)
แต่เรื่องที่พึงสังวรไว้ก็คือ กัมพูชาเองก็สนับสนุนจีนที่ปฏิเสธอำนาจของอนุญาโตตุลาการตามกรอบ UNCLOS
ดังนั้น หากไทยจะปฏิเสธบ้างกัมพูชาก็อย่าร้องก็แล้วกัน
ป.ล.
ผมขอทิ้งท้ายด้วยงานเชิงวิชาการที่กล่าวถึงการที่กัมพูชาสนับสนุนจีนที่ไม่ยอมรับอำนาจอนุญาโตตุลาการในเวลานั้น จากหนังสือ "The South China Sea From a Regional Maritime Dispute to Geo-Strategic Competition" ความตอนหนึ่งว่า
"ในอ่าวไทย ไทยได้แก้ไขข้อพิพาทกับมาเลเซียและเวียดนามแล้ว แต่ยังมีข้อพิพาทที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขกับกัมพูชา กัมพูชามีผลประโยชน์ทางทะเลที่มีแนวโน้มจะสอดคล้องกับจีน กัมพูชารู้สึกเสียเปรียบจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษให้กัมพูชามีขนาดเล็กมาก เนื่องจากชายฝั่งและเกาะชายฝั่งของไทยและเวียดนามรุกเข้ามาจากทั้งสองด้าน ทำให้ความยาวและขนาดของชายฝั่งที่เกี่ยวข้องของกัมพูชาลดลง กัมพูชาต้องการข้อตกลงที่คำนึงถึงความเท่าเทียมและประวัติศาสตร์ก่อนยุคอาณานิคมมากขึ้น เช่นเดียวกับจีน ดังนั้น รัฐบาลกัมพูชาจึงมีแนวโน้มที่จะขอความช่วยเหลือจากจีนเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่ไทย เวียดนาม และ UNCLOS เสนอให้" (Do Thanh Hai. Buszynski,Leszek (EDIT). "The South China Sea From a Regional Maritime Dispute to Geo-Strategic Competition". 2019. Taylor & Francis.)
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better