จริงหรือที่กัมพูชาจะลากไทยขึ้นศาลโลก หลังฉีก MOU 44 แล้วเข้าสู่กติกา  UNCLOS

จริงหรือที่กัมพูชาจะลากไทยขึ้นศาลโลก หลังฉีก MOU 44 แล้วเข้าสู่กติกา  UNCLOS

เป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้วว่ากัมพูชาจะมีปฏิกิริยาต่อการที่ไทยยกเลิก MOU 44 แต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ขอความเห็นจากกัมพูชา

กัมพูชาบอกเสียใจที่ไทยทำแบบนั้น ในไทยเองกลับมีเสียงกังวลว่าเลิกฝ่ายเดียวจะทำให้ไทยเสียนั่นเสียนี่

ขอบอกว่าไทยมีสิทธิทำเช่นนั้นได้อยู่แล้ว เพราะทางเลือกที่จะยกเลิกสัญญาระหว่างประเทศใดๆ มีทั้งที่ต้องขอความเห็นชอบร่วมกัน และเลิกแต่ฝ่ายเดียวไปเลยโดยไม่ต้องถามความเห็น

โดยเฉพาะประเทศที่กำลังมีเรื่องบาดหมางกัน จะไปถามความเห็นให้เสียเวลาทำไม่เล่า? ยิ่งทะเลาะกันเรื่องพรมแดน และข้อตกลงก็ยังเป็นเรื่องพรมแดน ยิ่งไม่ต้องเกรงใจกันอีก

ตามปกติแล้วการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (Vienna Convention on the Law of Treaties) ซึ่งกำหนดวิธีการทำและเลิกสัญญาระหว่างรัฐเอาไว้ หนึ่งในนั้นกำนหดให้มีการเลิกสัญญาฝ่ายเดียวได้ 

ตามทัศนะของผู้เชี่ยวชาญกระทรวงการต่างประเทศของไทยนั้น MOU 44 ถือเป็นสนธิสัญญา "ไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไรก็ตาม"

กระนั้นก็ตาม ไทยไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ดังนั้นจึงไม่เพียงไม่ต้องปฏิบัติตาม แต่อนุสัญญาเองก็อนุญาตให้ยกเลิกสัญญาแต่ฝ่ายเดียวได้ด้วย

ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ไม่ว่ากัมพูชาจะเสียใจ หรือคนไทยเราเองจะกังวลใจอย่างไรก็ตาม 

เรื่องนี้ไม่มีผล

บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 2544 (ต่อไปนี่้จะเรียกว่า MOU 44) ในตอนนี้มันไม่ได้สร้าง 'ความเข้าใจ' ระหว่างไทยกับกัมพูชา รังแต่จะเป็นปัญหายืดเยื้อด้วยซ้ำ เพราะกัมพูชาอ้างสิทธิเหนือน่านน้ำตามอำเภอใจไม่ได้อิงกับหลักสากล ในขณะที่ไทยอิงกับหลักสากลในการวัดไหล่ทวีป

ดังนั้น สิ่งที่ตามมาคือคำว่า "ทับซ้อนกัน"

แต่ความจริงก็คือ เรียกว่าทับซ้อนกันยังไม่ได้ เพราะการทับซ้อนจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองประเทศใช้มาตรระยะน่านน้ำที่เป็นสากลเหมือนกัน แต่กัมพูชานั้นไม่ 

น่านน้ำของไทยและกัมพูชาจึงไม่ได้ทับซ้อนกัน แต่ถูกัมพูชาอ้างด้วยการลากเส้นตามใจชอบจนกระทั่ง "ทับ" กับการอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำของไทยที่วัดอย่างเป็นสากล

"อย่างเป็นสากล" คืออะไร?

คือการที่ไทยเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และให้สัตยาบันในปี 2554 แม้ว่าจะให้สัตยาบันล่าช้าไปถึงสามทศวรรษ แต่ไทยก็ยังถือปฏิบัติตามกติกาที่ UNCLOS กำหนดไว้อยู่แล้วในการกำหนดเขตเศรษฐกิจจำเพาะ  (EEZ) ซึ่ง UNCLOS พื้นที่ทะเลซึ่งรัฐมีสิทธิพิเศษเหนือเขตดังกล่าวในการสำรวจและใช้ทรัพยากรทางทะเล 

สิ่งที่ไทยกับกัมพูชาทะเลาะกันก็คือ EEZ ที่ว่ากันว่า "ทับซ้อนกัน" นั่นเอง (แต่ที่จริงมันไม่ได้ทับซ้อน หรือ overlapping อย่างที่อธิบายไว้)

สิ่งที่เรียกว่า "ทับซ้อนกัน" เกิดจากการที่กัมพูชา (ตั้งแต่สมัย ลอน นอล) ลากเส้นอาณาเขตทางทะเลตามใจชอบโดยลากที่ ปลายแหลมสารพัดพิษ (ที่เป็นชายแดนไทย -กัมพูชาที่จังหวัดตราด) ทับเกาะกูดตรงกลางพอดี โดยอ้างสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส ร.ศ. 125 แบบผิดๆ เพราะสนธิสัญญานี้บอกให้ใช้จุดสูงสุดของเกาะกูดลากมาที่ปลายแหลมเพื่อกำหนดพรมแดนไทย-กัมพูชาบนบก ไม่ใช่ลากเส้นทางน้ำจากปลายแหลมไปกินพื้นที่เกาะกูดตรงจุดสูงสุดด้วยการผ่าซะกลางเกาะ

นี่คือการกระทำของกัมพูชาที่เรียกว่าตามอำเภอใจ แม้ในภายหลังไทยกับกัมพูชาจะตกลงกันแล้ววว่าห้ามไม่ให้กัมพูชาอ้างแบบนี้อีก แต่สุดท้าย พวกกลุ่มการเมืองในกัมพูชาก็ยังอ้างไม่เลิกว่า "เกาะกูดเป็นของกัมพูชา" จนเป็นเหตุของความขัดแย้งครั้งล่าสุดระหว่างสองประเทศ 

ดังนั้น ตราบใดที่กัมพูชาไม่เลิกมั่วแบบนี้ ตราบนั้นมันจะมีเหตุให้สองประเทศหาเรื่องกันได้ตลอด แล้วยังจะตกลงกันไม่ได้ด้วยแม้จะมี MOU อีกร้อยฉบับก็จะย่ำอยู่ที่เดิม

วิธีการแก้ก็คือ กัมพูชาจะต้องใช้กติกาสากลภายใต้ UNCLOS เหมือนไทย ไม่เพียงทำให้กัมพูชาต้องพูดภาษากฎหมายเดียวกัน แต่ยังปิดปากไม่ให้พวกกลุ่มการเมืองในกัมพูชาอ้างตามอำเภอใจเรื่องเกาะกูดและเส้นแบ่งทางทะเลที่ลากโดยไร้หลักการอีก 

และกัมพูชาก็เพิ่มให้สัตยาบัน UNCLOS ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เอง 

ดังนั้นเมื่อไทยเลิก MOU 44 จึงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีกรอบในการเจรจากันอีกแล้ว ตรงกันข้าม ทั้งสองประเทศจะใช้กรอบ UNCLOS ในการพูดคุยกัน 

คุยกันไม่ไรู้เรื่องก็ให้ศาลโลกตัดสิน 

มาถึงตอนนี้คนไทยบางคนกลัวว่า "นี่เราต้องขึ้นศาลโลกอีกแล้วหรือ?" แล้วหวนคิดถึงฝันร้ายตอนเสียเขาพระวิหาร

แต่ตามการอธิบายของกระทรวงการต่างประเทศของไทย ทั้งไทยและกัมพูชาระบุเงื่อนไขในการเป็นภาคีของ UNCLOS จะไม่ใช้ศาลโลกในการแก้ไขกรณีพิพาท

ทางเลือกต่อมาก็คือใช้อนุญาโตตุลาการ

หากแก้ไขผ่านอนุญาโตตุลาการได้ก็ดีไป แต่หากประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ยอมรับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สุดท้ายแล้วทั้งสองประเทศก็ต้องกลับมาตกลงกันเองโดยอาศัยกรอบ UNCLOS ต่อไป

ดังนั้น ไม่ต้องกลัวว่าศาลโลกจะเป็นทางหายนะของไทย และไม่ต้องกลัวว่าฉีก MOU 44 แล้วจะหมดทางคุย เพราะสุดท้ายมันจะต้องมีการตั้งกรอบการเจรจากันอีก ซึ่งหมายจะหมายถึง MOU หมายเลขใดหมายเลขหนึ่งภายในอนาคต

คำถามก็คือ สมมติว่าไทยจะไม่รับการชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ UNCLOS ได้หรือไม่?

คำตอบก็คือ "ได้" แต่ผลที่ตามมาอาจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะแสดงว่าไทยไม่ยอมรับกติกาสากล ทำให้เสียชื่อเสียง และนานาประเทศจะไม่ยอมรับเรา

อันนี้คิดแบบวิญญูชนเขาคิดกัน 

แต่ในโลกที่มหาอำนาจเขาไม่เคารพกติกาสากลกันแล้ว การที่ไทยจะแหกกติกาบ้างก็ย่อมได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าไทย "เก๋า" แค่ไหน ซึ่งผมเชื่อว่าไทยเราไม่ชอบแสดงความเก๋า แต่ชอบแสดงความว่านอนสอนง่ายตามระเบียบโลกมากกว่า

การว่านอนสอนง่ายตามระเบียบโลกไม่ใช่การปฏิบัติตามอย่างเชื่องๆ แต่เพราะผลของการไม่ปฏิบัติตามมันร้ายแรงกว่า นั่นคือ ไทยจะเสียเครดิตในเวทีโลก แม้ว่าผลการตัดสินของอนุญาโตตุลาการ UNCLOS จะไม่มีการบังคับใช้ก็ตาม (หมายถึงไม่มีผู้บังคับใช้กฎหมายมาบีบให้ไทยต้องทำตามคำตัดสิน)

แต่ผมอยากให้มองแบบนี้ครับว่า การที่ไทยและกัมพูชาอยู่ในกรอบ UNCLOS แล้ว ไม่ว่าจะขึ้นศาลหรือไม่ขึ้นศาล ไม่ว่าคำตัดสินจะเป็นไปตามที่คนไทยต้องการหรือไม่ต้องการ อย่างน้อยทั้งสองประเทศอยู่ในกรอบกติกาที่เท่าเทียมกันแล้ว ซึ่งเป็นกรอบที่ไทยปฏิบัติตามมาก่อนกัมพูชาเสียอีก 

แต่กัมพูชามักจะ'ขิง'ไทยเรื่องไปศาลโลก เช่น The Phnom Penh Post พาดหัวข่าวเรื่องกัมพูชาจจะใช้แนวทางของ UNCLOS ว่า "Sea you in court" (ไปเจอกันที่ศาล) คงเพราะรู้ว่าไทยแขยงการขึ้นศาลโลก

ดังนั้น เราอย่าไปกลัวครับ เพราะหนึ่งเราไม่ต้องขึ้นศาลโลก สองเราไม่ต้องกลัวว่าทำตามกติกาของ UNCLOS แล้วเราจะเป็นฝ่ายเสียเท่านั้น 

กัมพูชาเสียอีกที่ต้องวิตก เพราะประเทศที่ไม่ทำตามกติกาชาวบ้านและเลี้ยงสแกมเมอร์เต็มเมืองแบบนี้ควรจะฝ่ายกลัวที่แจ้งเสียมากกว่า 

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 (Photo by JOHN THYS / AFP)

TAGS: #กัมกูชา #MOU44