เมื่อไม่กี่วันก่อนมีการเผยดัชนีเศรษฐกิจที่เรียกว่า Hanke’s Annual Misery Index (HAMI) ที่วัดว่าเศรษฐกิจของประเทศไหนน่าเวทนา (miserable) ที่สุด ปรากฎว่า ไต้หวันอยู่อันดับที่ 178 ของโลกที่มีเศรษฐกิจน่าเวทนาที่สุข หรือกล่าวอีกนับหนึ่งก็คืออยู่ท้ายตารางย่อมหมายความว่ามีความสุขที่สุด
สิงคโปร์ตามมาเป็นอันดับสอง และประเทศไทยมาเป็นอันดับสามด้วยคะแนน เพราะ "มีอัตราเงินเฟ้อต่ำและการจ้างงานที่มั่นคงมานานกว่าทศวรรษ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลดลง 0.3% ขณะที่อัตราการว่างงานคงที่อยู่ที่ 0.8% และ GDP ที่แท้จริงต่อหัวเติบโต 2.5%" (จากรายงานของ South China Morning Post)
ดัชนี HAMI บอกว่าไทยแฮปปี้ขนาดนี้ ผมเลยอยากจะถามคนไทยทุกคนว่า "เรายังแฮปปี้กันดีอยู่หรือ?"
ถ้ายังสุขสบายดีผมก็อนุโมทนาด้วย ก็คงจะเป็นอย่างที่ผลของดัชนี HAMI ออกมา
แต่ในระยะหลังผมเห็น'ผู้เชี่ยวชาญ'ต่างชาติทำคลิปออกมาเล่นกับกระแส'ประเทศไทยกำลังล่มสลาย'กันหลายคนหลายช่องแล้ว ซึ่งสวนทางกับผลของ ดัชนี HAMI
สารที่ส่งออกมาเหมือนๆ กัน คือเศรษฐกิจไทยถดถอย อนาคตด้านอุตสาหกรรมก็ไม่มี อัตราการเกิดต่ำ อัตราคนแก่สูง รวมๆ แล้วไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง เรียกว่า miserable ที่สุดในภูมิภาค
กระแสคอนเทนต์ 'ประเทศไทยกำลังล่มสลาย' ออกมาพร้อมๆ กับการประกาศตัวเลข GDP ของบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเกือบทุกประเทศโตเร็วกว่าไทยทั้งหมด (ยกเว้นสิงคโปร์) นี่ยิ่งทำให้คนรู้สึกว่า 'ประเทศไทยกำลังล่มสลาย' เข้าจริงๆ
หรืออย่างน้อยก็เห็นว่า "เรากำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง"
แต่คนไทยบางคนแย้งว่า GDP ของประเทศอาเซียนที่โตเร็วกว่าไทยเกือบทั้งหมดมีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กกว่า เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจใหญ่ๆ อย่างไทยแล้วเหมือนกับมดวิ่งไล่ช้าง
ผมก็อยากจะคิดแบบนั้นเหมือนกัน เพียงแต่เราต้องยอมรับจริงๆ ครับว่า กระแสคอนเทนต์'ประเทศไทยกำลังล่มสลาย'มันมีส่วนถูกจริงๆ
หากยังมองแบบปลอบใจตัวเองแบบนั้น ผมเกรงว่าเราจะกลายเป็น "กบต้ม" เสียก่อน คือกว่าจะรู้ว่าถูกลวกจนตายก็ตายโดยไม่รู้ตัวเสียก่อน เพราะมีสภาพไม่รับรู้ "ความเดือดร้อน" แบบกบอันเป็นสัตว์เลือดเย็น
คนไทยมักจะบอกว่าเรามี resilience คือความสามารถในการปรับตัวให้รอดจากสถานการณ์อันเป็นภัย แต่ความ resilience (ปรับตัวเก่งเหมืนสัตว์สะเทินน้ำ) กับความเป็น ectothermic (สัตว์เลือดเย็นแบบกบ) มันมีเส้นบางๆ กั้นอยู่แค่นั้น ผมเกรงว่าเราไม่ได้เป็นพวก resilient เสียแล้ว แต่เป็น ectothermic ที่กำลังจะตายไม่รู้ตัวมากกว่า
ผมเป็นคนรักชาติบ้านเมืองเหมือนคนทั่วไปจนกระทั่งมักจะเข้าข้างประเทศตัวเองโดยลำเอียงอยู่บ่อยๆ ดังนั้น พอเห็นว่าหลายคนไปโฟกัสที่ GDP ผมก็พยายามค้าในใจว่า "แต่รายได้ต่อหัวของไทยยังสูงมาก"
แน่นอน รายได้ต่อหัว (GDP per capita) ของไทยสูงอันดับต้นๆ ของอาเซียน แต่พอไปดูที่อัตราการขยายตัวของรายได้ตัวหัว มันโตเป็นเต่าคลานพอๆ กับ GDP เหมือนกัน ดังนี้
ประเทศที่โตเร็วกว่าไทย
- เวียดนาม อันดับที่ 15 ของโลก เติบโต 6.4%
- ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 30 ของโลก เติบโต 4.8%
- กัมพูชา อันดับที่ 32 ของโลก เติบโต 4.8%
- อินโดนีเซีย อันดับที่ 42 ของโลก เติบโต 4.2%
- มาเลเซีย อันดับที่ 48 ของโลก เติบโต 3.8%
- บรูไน อันดับที่ 60 ของโลก เติบโต 3.4%
- ลาว อันดับที่80 ของโลก เติบโต 2.9%
- ไทย อันดับที่ 87 ของโลก เติบโต 2.6% (ดัชนี HAMI บอกว่า 2.5%)
ที่โตช้ากว่าไทย
- สิงคโปร์ อันดับที่ 97 ของโลก เติบโต2.3%
- ติมอร์เลสเต อันดับที่ 202 ของโลก เติบโต -3.3%
หากตัดติมอร์เลสเตออกไป ก็จะเหลือแค่ไทยกับสิงคโปร์รั้งท้ายเหมือนเดิม
แต่กลับเป็นว่าทั้งไทยและสิงคโปร์เป็นตัวท็อปของดัชนี HAMI ในแง่เศรษฐกิจที่แฮปปี้ที่สุด
และที่น่าสังเกตก็คือ ขณะที่สิงคโปร์และไทยอยู่ในอันดับ 2 ของเศรษฐกิจที่ทุกข์ยากน้อยที่สุด แต่ในเวลาเดียวกัน มาเลเซีย, กัมพูชา และเวียดนามก็อยู่ในอันดับที่ทุกข์น้อยมากเช่นกัน ดังนั้น เราจึงอนุมานไม่ได้แล้วว่า ไทยโตน้อยยังทุกข์น้อยได้อยู่ เพราะประเทศที่โตมากก็ทุกข์น้อยไม่ด้อยไปกว่าไทย
ไม่ใช่ว่าดัชนี HAMI ผิดไปจากชาวบ้าน หากไล่ดูตัวเลขเศรษฐกิจแต่ละตัวมันก็ไม่ได้ดีเหมือนกับที่เราอภิปรายกันอยู่ ณ ที่นี้ เพียงแต่มันมีตัวช่วยค้ำอยู่ 2 ตัว คือ เงินเฟ้อที่ต่ำ (ของไม่แพง) และว่างงานต่ำ (ทำให้ไม่อดตาย)
แค่สองตัวนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้คนไทยไม่ต้องทุกข์ยาก
เพียงแต่คนที่ซื้อของไม่แพงและยังพอมีงานทำ ไม่ได้หมายความว่าจะมีอนาคต
พูดง่ายๆ ก็คือ แม้ไทยจะรอดจากความน่าเวทนา แต่ว่าเสี่ยงจะเป็นประเทศที่จะอยู่ไปวันๆ นั่นคือ แฮปปี้กับตัวเองได้แต่ไม่รู้จะมูฟออนไปยังไง
สถานะของประเทศไทยตอนนี้เท่าเทียมกับประเทศพัฒนาอยู่อย่างหนึ่งนั่นคือ GDP ใหญ่และโตช้า
เพียงแต่ไทยไม่ใช่ประเทศพัฒนาแล้ว แต่เป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง โดยรอจะเป็นสมาชิกของ OEDC หรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
ปัญหาก็คือ OEDC คือชาติอุตสาหกรรม แต่ไทยมีอุตสาหกรรมอะไรเป็นของตัวเองบ้าง? นอกจาก "อุตสาหกรรมท่องเที่ยว" ที่ไม่ได้สร้างนวัตกรรมที่จะทำมูลค่าเพิ่มและวัตถุที่จะเป็นสร้างอนาคตใหม่ๆ
ประเทศไทยจึงไม่มีทั้งรากฐานการเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ไม่มีอุตสาหกรรมของตัวเอง จึงยังติดกับดักรายได้ปานกลาง โอกาสทื่จะขึ้นไปเป็นรายได้สูงแทบไม่มี เพราะ "ไม่มีรากฐานที่ช่วยสร้างอนาคตใหม่ๆ"
ผมพูดแบบนี้หลายคนก็จะโกรธอีก แต่หลายคนนั้นไม่ได้มองความจริงที่เกิดขึ้นในบ้านเรา โดยเลือกที่จะภูมิใจในวาสนาเก่าๆ ที่จะหมดลงเรื่อยๆ เหมือนเทวดาที่เอาแต่เสพสุขบนสวรรค์โดยคิดว่าบุญเราไม่มีวันหมด แล้วตกสวรรค์ลงมาโดยไม่รู้ตัวอีกนั้นหละ
บางคนยังบอกว่า บริษัทใหญ่ๆ ในไทยไปลงทุนในเพื่อนบ้าน (เช่นเวียดนาม) มากมาย เป็นผู้สงเคราะห์การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศนั้นๆ ดังนั้น ไทยไม่ได้ถดถอย แต่กำลังรุ่งเรืองต่างหาก
แต่มีสิ่งต้องสังเกตสองอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้
หนึ่ง บางประเทศนับตัวเลขลงทุนจากต่างประเทศแค่ผิวเผิว เช่น นับแค่เงินลงทุน แต่ไม่ได้นับว่าผลกำไรที่ทำในประเทศนั้นจากการลงทุนโดยต่างชาติยังอยู่ในชาตินั้นหรือไม่ หรือว่าไหลไปที่อื่น ทั้งเวียดนามและไทยต่างก็อยู่ในสภาพนี้ คือพึ่งพา FDI เป็นหลัก แต่ไม่ได้ดู Outflow ของผลกำไรจากการลงทุนโดย FDI ว่าไปเข้ากระเป๋าประเทศต้นทางของเงินลงทุนไปเท่าไร ดังนั้น ชาวเวียดนามจึงโอดครวญว่า GDP ของเราโต แต่เหตุใดเรายังจนเท่าเดิม (นั่นคือ GDP per capita โตเร็วแต่ก็ยังน้อยในแง่มูลค่า)
ดีไม่ดี GDP และ per capita ของไทยที่โตช้าก็เพราะรูรั่วตรงนี้ด้วย
สอง เกี่ยวกับการที่เงินไหลไปที่อื่น เช่น ทุนใหญ่ของไทยไปลงทุนต่างชาติแบบนี้ถือว่านำเอาความมั่งคั่งออกจากไทยหรือไม่? ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานและการลงทุนในประเทศ แม้ว่าทุนไทยจะไปลงที่ประเทศอื่นแต่กำไรก็ไม่ได้กลับมาไทยและยังไม่ได้อยู่ในประเทศที่ลงทุนนั้น เพราะทุนจะหมุนไปยังประเทศอื่นๆ ไปเรื่อยๆ ดังคำกล่าวว่า "ทุนไหลไร้พรมแดน" และ "ทุนนั้นไร้สัญชาติ"
ดังนั้น แม้ว่า GDP ของไทยจะใหญ่ แต่เพราะการขยายตัวน้อย ทำให้การเติบโตของรายได้ต่อหัวน้อยไปด้วย นั่นหมายความว่าคนไทยจะรวยช้าลง
และยิ่งในเศรษฐกิจระบอบตลาดที่เสรีแบบไม่แบ่งปันอย่างนี้จะทำให้ทุนใหญ่สั่งสมความมั่งคั่งเร็วขึ้นดังเช่นที่เกิดกัยเศรษฐกิจระบบตลาดขนาดใหญ่ในตอนนี้ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ แต่ในยุโรปไม่เกิดชัดนักเพราะมีฟูกรองรับคือเศรษฐกิจตลาดแต่สังคมสวัสดิการ
นั่นหมายความว่า GDP ต่อหัวที่โตช้าทำให้คนไทยรวยช้า และจะทำให้คนไทยจนเร็วขึ้น
สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ไม่เพียงเราจะติดกับดักรายได้ปานกลาง แต่คนของเราจะจมลงสู่เศรษฐกิจสีดำ (นอกระบบ) มากขึ้น เพราะสิ่งที่อยู่ในระบบไม่เติบโตไปกว่านี้ ทั้ง "ทุนไทย" ก็ยังย้ายไปต่างแดน
การที่ทุนย้ายไปที่นั่นที่นี่ไม่ใช่ความผิดของทุน หากยับยั้งไม่ให้เคลื่อนไหวต่างหากถึงจะเป็นสิ่งผิดวิสัย ดังนั้น ปัญหาจึงอยู่ที่ทำไมทุนนอกถึงหนีและทำไมทุนนอกจึงไม่มา?
ถามทุกท่านครับ เพื่อหาคำตอบร่วมกัน เพราะผมตอบไปก็เป็นแค่ทัศนะด้านเดียว
สุดท้ายนี้อยากฝากว่า เมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของประเทศตัวเองแล้ว คนไทยพวกหนึ่งจะมองด้วยแว่น "ชังชาติ" อีกพวกหนึ่งจะมองด้วยแว่น "คลั่งชาติ" หาที่จะมองแบบ "กังวลชาติ" แทบไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจากความแบ่งขั้วสุดโต่งทางการเมือง โดยเอาการเมืองไปยังกับความเป็นห่วงเป็นใยหรือความมีหวังกับประเทศชาติ
หากเลิกชังแบบชุ่ยๆ และเลิกคลั่งแบบไม่ยั้งคิด ผมเชื่อว่าเราจะพบทางออกให้บ้านเมืองได้ แม้จะยังลงมือแก้ปัญหาไม่ได้ในทันที แต่เราจะมีกลุ่มคนที่มี "ความหวังอันสูงสุด" (Aspirational nationalism) มากมาย
คนแบบนี้เคยพาประเทศทื่พบกับวิกฤตที่หนักหนากว่าเรามาก่อน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือจีน ผ่านพ้นภยันตรายมาแล้ว แม้จะใช้เวลาสักหน่อยก็ตาม (โปรดอย่าใจร้อน แต่ก็อย่านอนใจ)
เมืองไทยจะมีบ้างได้ไหม?
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ผู้คนใช้ร่มและพัดลมพกพาพักผ่อนในที่ร่ม ขณะที่บางคนโพสท่าถ่ายรูปบนทางเดินลอยฟ้าสี่แยกปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 (ภาพโดย ANTHONY WALLACE / AFP)