ความบ้าระห่ำที่ทำให้ชาวโลกขาดน้ำมันและขาดอาหาร
โดนัลด์ ทรัมป์ ทำสงครามที่ไม่ได้เตรียมพร้อม สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่จบสงครามไม่ลง แต่ยังทำให้โลกต้องรับเคราะห์ไปด้วย
อย่างแรก คือ อิหร่านสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยที่กองทัพอเมริกันที่อ้างว่า "ทรงพลังที่สุดในโลก" ก็แย่งคืนมาไม่ได้
มิหนำซ้ำทรัมป์ยังบากหน้าขอร้องประเทศต่างๆ แม้แต่จีนให้ช่วยส่งทัพเรือไปช่วยรักษาความปลอดภัยเรือน้ำมันออกจากช่องแคบให้ที
ใครเขาจะไปช่วย? เพราะสงครามนี้ทรัมป์ก่อเองก็ควรปิดเกมเอง อีกทั้งประเทศที่ทรัมป์ขอความช่วยเหลือยังเป็นประเทศที่เขาเองรังแกมากับมือด้วยการขึ้นภาษีมาแล้ว
นี่ยังไม่นับว่าการทำตามคำร้องขอของทรัมป์เท่ากับเป็นศัตรูกับอิหร่าน ใครที่ไหนจะกล้าเอาตัวเองเข้ามาเกี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อิหร่านเป็นต่อขนาดนี้
ครับ อิหร่านเป็นต่อ นี่ไม่ใช่คำยกยอแต่เป็นการประเมินด้วยวัตถุวิสัย เพราะสหรัฐฯ โค่นรัฐบาลอิหร่านไม่ได้ ระบบป้องกันการโจมตีถูกทำลาย พันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียถูกถล่มทุกวัน และอิสราเอลก็ถูกถล่มทุกวันเช่นกัน
ความสิ้นท่าของทรัมป์จึงแสดงออกมาอีกครั้งด้วยการขอแรงนานาประเทศให้ช่วยมาพาเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซให้ที แม้แต่คำร้องขอนี้เขาก็ยังไม่กล้าใช้คำว่า "แย่งคืนมาจากอิหร่าน"
ก่อนหน้านี้หนึ่งวันก่อนการร้องขอ เขาอุตส่าห์สั่งให้โจมตีเกาะฆอร์ก ซึ่งเป็นฐานส่งออกน้ำมันของอิหร่าน นัยว่าเพื่อชิงความได้เปรียบกลับคืนมาในทำนองว่า "อิหร่านยึดช่องแคบที่ปล่อยน้ำมัน เราก็จะทำลายเกาะน้ำมันของอิหร่าน"
เขาคงคิดว่าทำลายเกาะฆอร์กแล้วอิหร่านจะสิ้นท่า เหมือนกับตอนที่เขาปลิดชีพอาลี คาเมนาอี อดีตผู้นำสูงสุด
แต่หลังจากนันหนึ่งวันทรัมป์กลับร้องขอความช่วยเหลือ นั่นย่อมหมายความการโจมตีเกาะฆอร์ก "สูญเปล่า" และตอกย้ำว่าวิธีการที่เรียกว่า Decapitation หรือการทำลายหัวหน้าและหัวใจหลักต่างๆ นั้น "ไม่ได้ผลกับอิหร่าน"
นับจากนั้นไม่เพียงอิหร่านจะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวดขึ้น แต่จะลงมือทำลายสาธารณูปโภคน้ำมันของประเทศในอ่าวเปอร์เซียให้หนักขึ้น เพราะประเทศเหล่านี้ถูกใช้โดยสหรัฐฯ เป็นฐานโจมตีกล่องดวงใจของอุตสาหกรรมน้ำมันอิหร่าน คือ เกาะฆอร์ก
เป้าหมายแรกที่อิหร่านพูดถึง ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งอิหร่านแกะรอยพบว่าการโจมตีเกาะฆอร์กมาจากประเทศนั้น
การทำลายสาธารณูปโภคน้ำมันของประเทศในอ่าวเปอร์เซียเพิ่มขึ้นและการปิดช่องแคบที่แน่นหน้าขึ้นจะส่งผลกระทบต่อน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องนี้เราทราบดีอยู่แล้ว ได้แต่ต้องทนรับเคราะห์กันไป
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ออกมาจากตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซคือ "ปุ๋ย"
ปุ๋ยสำคัญพอๆ กับน้ำมัน แต่มันสำคัญในระดับทุติยภูมิ (ทางอ้อม) ทำให้คนมองไม่เห็นว่ามันสำคัญเหมือนน้ำมันที่กระทบต่อชีวิตในระดับปฐมภูมิ (โดยตรง)
แต่ความสำคัญของปุ๋ยนั้นยิ่งยวดเอามากๆ และเกี่ยวพันกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซจนมองข้ามไม่ได้อีกแล้ว
ข้อมูลจาก Carnegie Endowment for International Peace (CEIP) ระบุว่า
"ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญไม่เพียงแต่ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และผลิตภัณฑ์น้ำมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปุ๋ยด้วย ประมาณหนึ่งในสามของการค้าปุ๋ยทางทะเลทั่วโลกมักผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียเป็นผู้ผลิตปุ๋ยไนโตรเจนที่สำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องอาศัยการเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติที่ความดันสูงในสภาวะที่มีไฮโดรเจนเพื่อสังเคราะห์แอมโมเนีย (โดยปกติไฮโดรเจนก็มาจากก๊าซธรรมชาติเช่นกัน)"
แต่ไม่ใช่เท่านั้น CEIP ชี้ว่า
"แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าปุ๋ยจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ซูดาน บราซิล หรือศรีลังกาได้เท่านั้น แต่ผู้ผลิตปุ๋ยในประเทศอื่นๆ ก็ขาดวัตถุดิบสำคัญด้วยเช่นกัน นี่คือผลกระทบทางอ้อมของวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นระหว่างการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 ซึ่งทำให้ราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้น"
โดยสรุปก็คือ อ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยของโลก แต่หนึ่งในสามของการค้าปุ๋ยทางทะเลทั่วโลกมักผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปุ๋ยปริมาณหนึ่งในสามดังกล่าวไม่สามารถออกมาสู่ตลาดโลกได้ แม้ปริมาณหนึ่งในสามเองก็เป็นปริมาณคร่าวๆ เพราะสองในสามที่เหลือยังต้องใช้วัตถุดิบจากตะวันออกกลาง ทำให้ที่ผลิตปุ๋ยแห่งอื่นๆ กระทบไปด้วยเช่นกัน
สรุปอีกครั้งก็คือ ปุ๋ยกำลังขาดแคลนไปทั่วโลก
แล้วมันสำคัญอย่างไร? หลายคนอาจคิดว่าน้ำมันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด แต่หากขาดน้ำมันเรายังพอมีชีวิตอยู่ได้ แต่หากขาดปุ๋ยเราจะไม่สามารถผลิตอาหารได้ เมื่อไม่มีอาหารก็ย่อมมีชีวิตต่อไปไม่ได้
นี่เองที่ทำให้การปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบต่อชีวิตของพวกเรายิ่งกว่าที่คาด
แต่ที่เราไม่ได้เห็นความสำคัญของมันตั้งแต่แรกนั้น CEIP บอกว่าเป็นเพราะ
"เนื่องจากปุ๋ยมีมูลค่าน้อยกว่าน้ำมันและก๊าซ ผู้นำทางการเมืองและธุรกิจจึงทุ่มทรัพยากรน้อยลงเพื่อให้แน่ใจว่าปุ๋ยจะยังคงไหลเวียนอยู่ กัปตันเรือที่กล้าหาญพอที่จะเสี่ยงต่อการโจมตีด้วยโดรนและแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซย่อมเลือกที่จะขนส่งน้ำมันมากกว่าปุ๋ย"
นี่เป็นข้อสรุปแบบลัทธิทุนนิยมแท้ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดที่เล็งผลกำไรมากกว่าเรื่องปากท้อง แต่พอนานวันเข้าการเล็งผลกำไรก็จะเริ่มเปล่าประโยชน์เมื่อความจำเป็นเร่งด่วนกว่าเรื่องปัจจัยสี่เริ่มบีบคั้นชาวโลกมากขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่า ตอนนี้มันยังไม่บีบคั้นขนาดนั้น แต่เรื่องนี้เป็นอุทธาหรณ์ให้โลกตระหนักว่าหากสงครามแบบนี้เกิดขึ้น เราจะห่วงน้ำมันอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องห่วงเรื่องห่วงโซ่การผลิตอาหารด้วย
จีนเป็นประเทศที่เล็งเห็นถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่จะมีต่อความมั่นคงด้านพลังงานและความมั่นคง
ด้านอาหารของตน ไม่เพียงเร่งหาแห่งหลังงานเพื่อเลี้ยงตัวเองและห้ามการส่งออกพลังงานในช่วงคับขัน แต่ยังจีนจำกัดการส่งออกปุ๋ยเพื่อปกป้องเกษตรกรของตนเองอีกด้วย
แต่จีนเองก็ยังไม่รอดหากช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดแบบนี้ เพราะ "โลกาภิวัฒน์" ทำให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารกระทบกันไปหมด
แม้ว่าจีนจะพึ่งพาตัวเองในเรื่องปุ๋ยได้และยังจำกัดการส่งออก แต่เพราะจีนเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิล ทำให้จีนได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซไปด้วย เพราะบราซิลต้องนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลาง หากไม่มียูเรียส่งออกมา ถั่วเหลืองจากบราซิลก็จะไม่มี จีนก็จะนำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิลไม่ได้ ท้ายที่สุดจีนก็จะไม่มีถั่วเหลืองไปทำอาหารสัตว์เลี้ยงหมูและวัวอันเป็นเนื้อที่เป็นอาหารหลักของคนจีน
นี่คือตัวอย่างของการกระทบกันเป็นลูกโซ่ของการปิดช่องแคบฮอร์มุซในแง่มุมของตลาดปุ๋ย
แม้แต่ห่วงโซ่อาหารในสหรัฐฯ เองก็ได้รับผลกระทบอย่างมหันต์จากการ "ยิงปินใส่เท้าตัวเอง" ในครั้งนี้
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม สมาพันธ์สำนักงานเกษตรกรอเมริกัน (American Farm Bureau Federation) ส่งจดหมายเปิดผนึกไปถึงทรัมป์ขอให้พิจารณาแก้ปัญหาปุ๋ยแพงและขานาดแคลน แต่จดหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องปุ๋ย แต่สะท้อนความกังวลอย่างหนักของเกษตรต่อปัญหาของแพงแต่สินค้าเกษตรตกต่ำ
เนื้อหาของจดหมายบอกว่า
"ความเป็นผู้นำของท่าน (โดนัลด์ ทรัมป์) ในการผลักดันร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act (หรือกฎหมายขึ้นภาษีศุลกากรกับประเทศต่างๆ) และการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจฉุกเฉินมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ ได้ช่วยให้เกษตรกรก้าวเข้าสู่ปี 2026 ด้วยฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เรายังคงประสบกับภาวะรายได้ของเกษตรกรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้และราคาสินค้าเกษตรที่ลดลงอย่างมาก เรื่องนี้เป็นที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเกษตรกรชาวอเมริกันเริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกพืชในฤดูใบไม้ผลิ แต่ราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ เช่น ปุ๋ยและเชื้อเพลิง กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
"เช่นเดียวกับน้ำมัน ตลาดปุ๋ยทั่วโลกมีความเปราะบางอย่างมากต่อการหยุดชะงักของเส้นทางการขนส่งทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งที่สำคัญสำหรับวัตถุดิบปุ๋ยและปุ๋ยสำเร็จรูป นอกจากนี้ การหยุดการผลิตพลังงานในตะวันออกกลางเมื่อเร็วๆ นี้จะส่งผลกระทบต่อราคาและความพร้อมของผลิตภัณฑ์ปลายน้ำหลายอย่างที่เกษตรกรต้องพึ่งพา การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้คาดว่าจะผลักดันราคาปัจจัยการผลิตที่สูงเป็นประวัติการณ์ให้สูงขึ้นไปอีก ในขณะที่กำไรของเกษตรกรอยู่ในระดับที่ย่ำแย่มากอยู่แล้ว และเกษตรกรจำนวนมากกำลังขาดทุน
"หากสหรัฐฯ ไม่จัดลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในการจัดส่งปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย ไนโตรเจน ฟอสเฟต และผลิตภัณฑ์ที่มีกำมะถันเป็นส่วนประกอบ สหรัฐฯ อาจเสี่ยงต่อการขาดแคลนผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารของเรา – และโดยนัยแล้วก็เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติด้วย – การหยุดชะงักของการผลิตดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วทั้งเศรษฐกิจของสหรัฐฯ"
จากนั้น สมาพันธ์สำนักงานเกษตรกรอเมริกันเรียกร้องว่า "เกษตรกรทั่วประเทศขอเรียกร้องด้วยความเคารพอย่างยิ่งต่อท่าน โปรดใช้อำนาจของท่านในการดำเนินการเชิงรุกเพื่อปกป้องห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของตลาดที่อาจคุกคามภาคเกษตรกรรมของอเมริกา" จากนั้นเสนอแนะวิธีการต่างๆ ให้ทรัมป์เร่งลงมือทำ หนึ่งในนั้นคือ
"เนื่องจากฤดูปลูกพืชในฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงเวลาที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว จึงจำเป็นต้องใช้กองทัพเรือสหรัฐฯ ในการจัดหาและรักษาความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในการขนส่งปุ๋ยทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ"
และ
"ทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อรักษาเส้นทางการเดินเรือให้เปิดอยู่เสมอ เพื่อลดความเสี่ยงจากความล่าช้าและการหยุดชะงักของอุปทาน"
แต่ทั้งสองข้อแรกนี้ ทรัมป์เองก็ทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องร้องขอประเทศอื่นๆ ให้เข้ามาช่วยแย่งช่องแคบฮอร์มุซ
นี่ยิ่งจะทำให้แผนการของอิหร่านสัมฤทธิ์ผล นั่นคือใช้การปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯ แล้วใช้ความไม่พอใจของอเมริกัน (โดยเฉพาะพวก MAGA ที่เป็นเกษตรและผู้ใช้แรงงาน) ทำลายฐานเสียงของทรัมป์
ที่นำเนื้อหาจดหมายมาลงแบบนี้ เพราะผมเห็นว่านี่เป็นจดหมายที่สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ครอบคลุมอย่างมาก และเป็นสัญญาณแสดงถึงความไม่พอใจของคนอเมริกันต่อทรัมป์ที่ไปก่อสงครามโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
มันจะส่งผลต่อสถานะทางการเมืองของเขาและพรรครีพับลิกันอย่างรุนแรงในการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีนี้ หากสงครามยังลากยาวต่อไป ซึ่งมันมีโอกาสที่จะเป็นแบบนั้น เพราะมีการเคลื่อนย้ายกำลังพลจากเอเชียตะวันออกมายังตะวันออกลางแล้ว ซึ่งความเป็นไปได้มีดังนี้
1. ทำการยกพลขึ้นบกเพื่อหมายจะเปลี่ยนแปลงการปกครองของอิหร่าน
2. ทำการแย่งชิงและควบคุมช่องแคบฮอร์มุซกลับคืนมาจากอิหร่าน
3. เพิ่มแสนยานุภาพที่ฐานทัพต่างๆ ในตะวันออกกลางแต่ยังไม่บุกอิหร่าน
ไม่ว่าจะออกมาในรูปไหน อิหร่านก็จะยิ่งควบคุมช่องแคบฮอร์มุซหนักขึ้นไปอีก หากคุมไม่ได้ก็จะโจมตีเป้าหมายจากแผ่นดินอิหร่าน ทำให้การขนส่งยิ่งเป็นไปไม่ได้
วิกฤตน้ำมันจะลากยาวและวิกฤตปุ๋ยและอาการจะหนักขึ้น นี่เป็นสิ่งที่อิหร่านต้องการให้เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ส่วนประเทศอื่นๆ ก็อย่างที่บอก คือ "ต้องรับเคราะห์ไปด้วย"
สหรัฐฯ และจีนยังกระทบหนักถึงเพียงนี้ คงไม่ต้องบอกว่าประเทศที่พึ่งพาทั้งน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ยจากตะวันออกกลางอย่างไทย สถานการณ์จะสาหัสสากรรจ์เพียงใด
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยเว็บไซต์ Sepanews ซึ่งเป็นเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2026 แสดงให้เห็นเรือหลายลำกำลังเคลื่อนที่รอบเรือบรรทุกน้ำมันในระหว่างการฝึกซ้อมทางทหารของสมาชิก IRGC และกองทัพเรือในช่องแคบฮอร์มุซ (ภาพโดย SEPAH NEWS / AFP)