กรณีแย่งสถานะ'นางสาว'ความดึงดันที่จะนำไปสู่การไม่ยอมรับต่อกลุ่ม LGBTQ+ ไทย

กรณีแย่งสถานะ'นางสาว'ความดึงดันที่จะนำไปสู่การไม่ยอมรับต่อกลุ่ม LGBTQ+ ไทย

บรรยากาศในไทยตอนนี้ตรงกันข้ามแบบหน้ามือเป็นหลังมือจากปีก่อน ที่คนไทยพลอยยินดีกับกับชาว LGBTQ ที่ได้รับสิทธิ์ในการสมรสเท่าเทียม

ตอนนี้น่ะหรือ อย่างเบาะๆ ก็บอกว่าไม่สนับสนุน อย่างกลางๆ ก็เสียดสี อย่างหนักๆ ถึงกับสาปส่ง 

ความพลิกผันที่เกิดขึ้นนี้มาจากกรณี 'แย่งชิงนางสาว' ระหว่างสาวไม่จริงกับหญิงแท้ 

สาวไม่จริง (ในทางกายภาพ) บอกว่า 'ความเป็นผู้หญิง' วัดที่กายภาพอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคำนึงถึงจิตใจด้วย สาวไม่จริงที่ไม่ได้เกิดมาเป็นหญิงแต่ตระหนักว่าตัวเองเป็นหญิง ก็ควรได้รับสิทธิ์ในการใช้คำนำหน้าชื่อว่า 'นางสาว' ด้วย

วิธีคิดแบบนี้แยกเพศทางกายภาพ (Biological sex) จากเพศสภาพ (Gender) ออกจากกันโดยให้น้ำหนักกับอย่างหลังมากกว่า 

หญิงแท้บอกว่าไม่ยอมยกให้หรอก เพราะนี่เป็นสิทธิ์โดยกำเนิด หากยกให้ใครก็ได้ที่ "คิดว่าตัวเองเป็นหญิง" โดยไม่ต้องดูกันแล้วว่ามีโครโมโซม XX หรือไม่หรือมีมดลูก หรือมีประจำเดือนหรือไม่ แบบนี้ไม่เท่ากับบั่นทอนสิทธิของผู้หญิง "แท้ๆ" หรอกหรือ?

ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันมากว่าสัปดาห์แล้ว แต่ผมไม่มีเวลาเขียนถึงเพราะมั่วยุ่งอยู่กับอิหร่าน

พูดถึงอิหร่าน แม้จะเป็นประเทศมุสลิม แต่ก็อนุญาตให้มี "หญิงข้ามเพศ" (Transgender women) ได้โดยหากผ่าตัดแปลงเพศเรียบร้อย ผ่านการตรวจสอบขั้นตอนต่างๆ แล้ว ก็สามารถเปลี่ยนจาก 'นาย' มาเป็น 'นางสาว' ได้

แบบนี้อิหร่านเปิดกว้างทางเพศกว่าไทยหรือไม่?

ผมขอตอบว่าไม่? เพราะคนข้ามเพศในอิหร่านยังถูกสังคมกีดกันและรังเกียจอย่างหนัก การแปลงเพศและการเปลี่ยนคำนำหน้าเพศนั้นถูกกำหนดโดยรัฐเพื่อให้มีเพศแค่สอง ไม่มี 'เพศที่สาม' (Third sex) เช่น จะเป็นเกย์ไม่ได้ หากถูกจับได้อาจโทษถึงตาย ดังนั้นเพื่อที่เกย์จะรอดโทษประหาร จึงต้องแปลงเพศ "เป็นหญิง" โดยการบีบคั้นของรัฐ

แม้จะเป็นหญิงแล้วโดยการแปลงและได้สิทธิ์ใช้คำว่า 'นางสาว' แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการบังคับ และสังคมก็ยังไม่ยอมรับ

อีกประการก็คือหญิงข้ามเพศในอิหร่านมีจำนวนน้อยมาก การแปลงเพศและเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่เหมือนเมืองไทยที่มีประชากรข้ามเพศหลายหมื่นคน ทำให้ฝ่ายต่อต้านการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อแย้งว่าหากเปลี่ยนมาใช้นาวสาวกันหมด ระบบราชการหรือระบบการแพทย์จะโกลาหลได้ 

เรื่องนี้เถียงกันได้ไม่จบสิ้น ผมจะข้ามไปเพราะไม่มีสาระที่ผมจะสื่อสาร 

สิ่งที่ผมต้องการสื่อก็คือ แม้ประเทศหนึ่งๆ จะให้สิทธิ์คนข้ามเพศเลือกคำนำหน้าชื่อให้ตรงกับเพศสภาพ แต่สังคมนั้นกลับไม่ยอมรับพวกเขา บางสังคมที่มีคนข้ามเพศจำนวนมาก และอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ เช่น สหรัฐอเมริกาและบราซิล ซึ่งมีคนข้ามเพศหลักล้าน แม้จะให้สิทธิ์นั้น แต่สังคมไม่ได้ยอมรับเต็มร้อย 

อย่างในสหรัฐฯ และบราซิลนั้นมีข่าวให้เห็นอยู่เนืองๆ ว่าหญิงข้ามเพศถูกฆาตกรรมโดย 'คู่รัก' หรือ 'คู่ขา' เพราะเขามารู้ที่หลังว่านางสาวที่ตนคบด้วยนั้น ไม่ใช่ของแท้แต่กำเนิด

ดังนั้น แม้จะเป็นประเทศเสรีแบบสหรัฐฯ คนข้ามเพศก็ต้องอยู่อย่างหวาดกลัว หลายคนจึงอพยพมาอยู่ไทย ที่แม้จะไม่เต็มร้อยในเรื่องกฎหมายรองรับเพศสภาพ แต่สังคมให้การยอมรับ LGBTQ อย่างมาก

จนกระทั่งสถานการณ์พลิกไปคนละขั้ว เพราะความ "ดื้อรั้น" ของคนข้ามเพศบางคนที่ต้องการจะทำลาย 'กำแพงด้านกฎหมาย'

ผมใช้คำว่าดื้อรั้นกับคนเหล่านี้ เพราะคนเหล่านี้ดึงดันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทางการเมือง โดยขาดแรงสนับสนุนทางการเมือง จึงเป็นการพุ่งเข้าชนเป้าหมายแบบไม่อีนังขังขอบใดๆ โดยคิดว่า "เรามีสิทธิ์" โดยไม่ตระหนักว่า สิทธิ์' ที่จะได้มานั้นจะต้องเกิดขึ้นจากการทำ 'สัญญาประชาคม' (Social contract)

เพราะความมั่นอกมั่นใจว่า "เราได้สมรสเท่าเทียมมาแล้ว ต่อไปจะต้องเอานางสาวมาให้ได้" นี่เป็นความหลงระะเริงกับ 'ชัยชนะ' โดยไม่ได้ดูว่าเงื่อนไขแห่งความพ่ายแพ้ได้ก่อตัวตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

เพราะตั้งแต่ได้สิทธิ์สมรสเท่าเทียมมาหมาดๆ และการผลักดัน Pride month ประจำปีผมสังเกตว่าคนไทย 'บางกลุ่ม' เริ่ม 'รำคาญ' กับการแสดงออกของ LGBTQ มากขึ้นในลักษณะที่เป็นการ "ล้ำเส้น" ค่านิยมในสังคมบางประการ แม้เรื่องนี้ก็เงียบไป แต่ผมเห็นว่าบรรยากาศชักจะไม่เข้าท่าเสียแล้ว

แต่ LGBTQ บางคนโดยเฉพาะกลุ่มหญิงข้ามเพศก็ยังเดินหน้าผลักดันในสิ่งที่พวกเธอต้องการต่อไป อาจเป็นเพราะมี 'แอคทิวิสต์' ที่เข้มแข็งและยังเป็นกลุ่มที่มีความ 'ตาสว่างทางการเมือง' (Wokeness) มากพอสมควร ทำให้ขับเคลื่อน 'สิทธิ์' ไปอีกขั้นหนึ่ง จนกระทั่งมีการหยิบยกเรื่องการใช้นางสาวขึ้นมาเป็นประเด็น

แล้วระเบิดเวลาก็ตูมขึ้นมาในที่สุด สังคมที่ยอมรับสาวข้ามเพศตระหนักว่า สาวข้ามเพศไม่ได้ "เป็นมิตร" หรือ "น่ารัก" อย่างที่คิดกันไปเอง แต่ "ก้าวร้าว" และ "ยอมหักไม่ยอมงอ" กับผู้หญิงแท้ๆ ทำให้ผู้หญิงแท้ๆ ต้องรวมตัวกันต่อต้านการเรียกร้องสิทธิ์ของสาวไม่แท้ กระทั่งผู้หญิงก็เข้ามาช่วยหญิงแท้ เพราะเห็นว่า "ผู้หญิงถูกรังแก" 

ทั้งหมดนี้ผมเห็นว่าเป็นเพราะ "ความดื้อดึง"  "ก้าวร้าว" และ "ยอมหักไม่ยอมงอ" ซึ่งสรุปได้ด้วยคำอังกฤษคำไทยคำ คือ "ไม่ compromise"

การ "ไม่ compromise" คือท่าทีของหญิงข้ามเพศบางพวกที่ดึงดันจะสู้เพื่อชิงนางสาวมาใช้ให้ได้เพราะพวกเธอยืนยันว่า "ก็เป็นหญิงคนหนึ่งเหมือนกัน" และจะสู้เพื่อเรื่องนี้โดย "ไม่ compromise" เป็นอันขาด เพราะถือเป็นสิทธิอันพึงมีพึงได้

การ "ไม่ compromise" นั้นเป็นนิสัยของพวก Woke โดยแท้ และเป็นทางหายนะชัดๆ เพราะบังเกิดยุคมิคสัญญีของพวก LGBTQ ขึ้นมาแล้วในสหรัฐฯ เพราะความดื้อไม่ยอม compromise แบบนี้

อย่างที่ผมบอกไป การจะขับเคลื่อนประเด็นทางการเมืองที่จะต้องอาศัยสัญญาประชาคมนั้น จะต้องอาศัยพลังทางการเมืองด้วย ปรากฏว่าตอนนี้พลังการเมือง หรือเสียงประชาชนพลิกมาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับหญิงข้ามเพศ เพราะตระหนักว่าหญิงข้ามเพศ "พูดไม่รู้เรื่อง" ไม่ใช่เพราะขาดสติ แต่เพราะขาดความตระหนักว่าในสังคมไทยยังมีเส้นกั้น LGBTQ กับคนทั่วไปอยู่ โปรดอย่าข้ามในช่วงที่สังคมยังไม่พร้อม 

นอกจากจะล้ำเข้ามาแล้ว ยังท้าทายด้วยการบอกว่า "เราไม่ยอมประนีประนอม" ประชาชนส่วนใหญ่จึงต่อต้าน จากต่อต้านกลายเป็นรังเกียจ จากรังเกียจโปรดอย่าปล่อยให้มันกลายเป็นการไล่ล่าและบีบคั้น

เส้นแบ่งที่สังคมยังไม่พร้อมที่จะรื้อถอนมันนั้น โปรดใจเย็นค่อยเป็นค่อยไป LGBTQ อย่าเย่อหยิ่งว่าตนเองเป็นพวก educated มากกว่าคนเพศตรง ตนเองนั่นแหละที่เป็นพวก ignorant ทางการเมืองเชิงปฏิบัตินิยม หากรู้ว่าต้องอาศัยการอุ้มชูจากคนเพศตรงส่วนใหญ่ของประเทศ พวกเธอจะไม่แสดงความเห็นและท่าทีอันเย่อหยิ่งและรุนแรงแบบที่เห็น

ตอนนี้ การสนับสนุนทางการเมืองต่อ LGBTQ ในไทยได้พังลงแล้ว เหลือแค่จะถอยหรือไม่เท่านั้นเพราะกระแสต้านรุนแรงมาก ขนาดที่ LGBTQ บางคนยังออกมาต่อต้านพวกเดียวกันเองที่เรียกร้องเกินเหตุ ผมเกรงว่าจะมีทั้งพวกที่ไม่เห็นด้วยแท้ๆ กับพวกที่ทำทีเป็นไม่เห็นด้วยเพื่อปกป้องตัวเอง เพราะรู้ว่าสังคมเริ่มที่จะไม่เมตตาต่อพวกตน

แม้พรรคการเมืองใดจะผลักดันเรื่องนี้ ผมก็เห็นว่าเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมืองชัดๆ (แต่บางพรรคก็ยังทำอยู่ เพราะเป็นพวก ignorant ทางการเมืองเชิงปฏิบัตินิยมเหมือนกัน) 

หลายปีก่อน ผมเคยพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่ง "Why Liberalism Failed" เป็นหนังสือที่เขียนโดย แพทริค ดีนีน (Patrick Deneen) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนอเทรอดาม ในปี 2018

หนังสือเล่มนี้อธิบายสาเหตุของการล้มเหลวของเสรีนิยม (Liberalism) ซึ่งพวก Woke และ LGBTQ+ เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดนี้ สาเหตุหลักๆ ก็คือ แนวคิดเสรีนิยมพยายามข้ามหรือแทนที่ค่านิยมที่สังคมยึดถืออยู่ด้วย "การเอาแต่สนใจเรื่องของตัวเอง" (self-interest) ซึ่งสุดท้ายทำให้คนมองแต่ตัวเองคนเดียว ไม่ได้มองคนรอบข้าง หรือมองแต่คนรอบข้างที่คิดเหมือนกัน แต่ไม่เห็นใจคนรอบข้างกลุ่มอื่นๆ 

คำนิยามนี้ทำให้ผมนึกถึงเสียงตำหนิหญิงข้ามเพศในไทยโดยหญิงไทยแท้ที่บอกว่า "พวกนี้เอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจความเดือดร้อนคนอื่น" ซึ่งนี่ไม่ใช่ข้อสรุปแต่เป็นเพียงทัศนะบางส่วน แต่มันสะท้อนถึงคำถามที่ว่า Why Liberalism Failed ได้เหมือนกันโดยเปลี่ยนมาเป็น Why LGBTQ Right in Thailand Failed

ความล้มเหลวนี้จะไม่ใช่แค่ทำให้คนทั่วไปไม่เป็นมิตรกับคนข้ามเพศเท่านั้น แต่อาจจะทำให้เกิดกระแสสวนกลับ เหมือนอย่างที่เสรีนิยมในสหรัฐฯ เรียกร้องเกินไป" จนสังคมระอา แล้วสังคมก็เลือกพวกขวา Conservative เข้ามาจากนั้นก็ทำลายขบวนการ Woke และ LGBTQ+ อย่างหนัก จนกระทั่งแทบไม่มีที่ยืน แม้จะเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ แต่พวกข้ามเพศอเมริกันต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

อย่าว่าแต่ LGBTQ+ เลย พวก Woke สาขาอื่นๆ ก็ถูกไล่ตีอย่างหนักไม่เว้นแม้แต่พวกต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางชาติและผิวสี พวกทรัมปิสต์ก็ดาหน้าทำลายขบวนการนั้นทั้งๆ เรื่องนี้เป็น "สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่แท้จริง" ด้วยซ้ำ โดยที่พวก Woke ได้แต่มองตาปริบๆ กระทั่งบารัก โอบามาและภรรยาถูกทรัมป์ล้อเป็น 'ลิง' ซึ่งเป็นการเยียดเชื้อชาติที่ต่ำช้ามาก พวก Woke ก็ได้แต่คร่ำครวญ โดยทำอะไรพวกขวาไม่ได้ 

สิ่งที่พวกนี้ทำคือโทษทุกอย่างรอบตัวโดยไม่ได้ชี้นิ้วมาที่ตนเอง เช่นในไทยนั้นพวก LGBTQ สาย Woke บางคนแม้จะตระหนักว่า "พวกขวามันมาแรง ทำให้เราต้องแพ้เรื่องนี้" แต่กลับเห็นว่า ฝ่ายขวาที่แข้งแกร่งในไทยเกิดจาก 'ชาตินิยม' ที่ก่อตัวขึ้นมาในช่วงสงครามกับกัมพูชา ซึ่งหมายความว่าชาตินิยมเป็นตัวขับเคลื่อนการต่อต้าน LGBTQ!

ความเลอะเทอะเช่นนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ LGBTQ ประเมินสถานการณ์ไม่ถูกและทำตัวเป็นศัตรูกับคนทั่วไป เพราะหลงคิดไปว่าคนทั่วไปนั้น "มืดบอดเพราะถูกฝ่ายขวา (ที่รักชาติ) ปลุกปั่นให้ต้านเรา"

ความเลอะเลือนของพวก Woke สมัครเล่นเหล่านี้นำไปสู่การสะดุดเท้าตัวเองล้มมาหลายครั้งแล้วในไทย แต่ในต่างประเทศนั้นหากสะดุดกันแบบนี้ มันไม่มีโอกาสให้มาแก้ตัวกันอีก เช่น ในสหรัฐฯ และในยุโรปที่ฝ่ายขวากำลังเถลิงอำนาจ โดยพวก Woke ที่นั่นเขาฉลาดเพราะไม่ได้โทษชาตินิยม แต่โทษตัวเองด้วยที่เลินเล่อฝ่ายต่อต้านเสรีนิยมสบช่องในการรื้อถอนเสรีนิยมออกไปจากสังคม

เครื่องมือในการรื้อถอนนั้นก็คือการชี้ว่า "เสรีนิยมคือภัยคุกคามต่อค่านิยมอันดีของสังคม" 

กรณีนางสาวหรือแม้แต่การสมรสเท่าเทียมก็ถูกมองแบบเดียวกัน

ผู้เขียน Why Liberalism Failed กล่าวไว้ว่า

"ปรัชญาทางการเมืองที่เริ่มต้นขึ้นเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคที่มากขึ้น ปกป้องความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเชื่อ ปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และแน่นอนว่าเพื่อขยายเสรีภาพ ในทางปฏิบัติกลับก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างมหาศาล บังคับใช้ความเหมือนกันและความเป็นเนื้อเดียวกัน ส่งเสริมความเสื่อมโทรมทางวัตถุและจิตวิญญาณ และบ่อนทำลายเสรีภาพ ความสำเร็จของมันสามารถวัดได้จากสิ่งที่มันทำได้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราเชื่อว่ามันจะทำได้ แทนที่จะมองว่าหายนะที่เกิดขึ้นเป็นหลักฐานแสดงถึงความล้มเหลวของเราในการปฏิบัติตามอุดมคติของเสรีนิยม เราควรจะเห็นให้ชัดเจนว่าซากปรักหักพังที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสัญญาณแห่งความสำเร็จของมันเอง การเรียกร้องให้แก้ไขข้อบกพร่องของเสรีนิยมด้วยการใช้มาตรการเสรีนิยมมากขึ้นนั้นเทียบเท่ากับการราดน้ำมันลงบนกองไฟที่กำลังลุกโชน มันจะยิ่งทำให้วิกฤตทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และศีลธรรมของเราเลวร้ายลงไปอีก"

ผมไม่อยากเรียกว่านี่คือสัญญาณเตือนมาถึง Woke ไทย เพราะมันกำลังสายไปแล้ว กรณีแย่งนางสาวจะทำให้สังคมไม่ร่วมมือกับ Woke และ LGBTQ ในที่สุด แม้จะไม่นำไปสู่สถานการณ์เดียวกับที่สหรัฐฯ แต่ก็จะทำให้การเรียกร้อง "ความเท่าเทียมกัน" ในสังคมถดถอยลงไปมาก

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ "ดำเนินการทางการเมือง" ไม่เป็น และเย่อหยิ่งจองหองว่า "เราคือฝ่ายที่ถูกต้องในทางการเมือง" (Politically correct) ใครที่คิดต่างจากเราเป็นพวกนอกรีต (Political heresy) ทั้งสิ้น

แต่อำนาจทางการเมืองไม่ใช่แค่การนิยามเอาแต่ปาก มันเกิดจากการยึดกุมอย่างเป็นรูปธรรมต่างหาก 

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ผู้ประท้วงสวมหน้ากากอนามัยโบกธงสีรุ้งแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่ม LGBTQ+ ระหว่างการชุมนุมเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทยลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากรัฐบาลจัดการวิกฤตการณ์โควิด-19 ได้ไม่ดี ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2564 (Photo by Jack TAYLOR / AFP)
 

TAGS: #LGBTQ #นางสาว #สาวประเภทสอง