"รัฐบาลผิดหรือใครผิด?" ความต้องการทุเรียนจีนไม่เคยพอ แต่อะไรที่ขวางไม่ให้ราคาทุเรียนไทยไปไกลกว่านี้

ตอนนี้ทุเรียนเข้าสู่ตลาดมากจนบางคนบอกว่า "ราคาตก" แต่บางคนก็บอกว่า "ราคาปกติ"  

หากมองว่ากำลังราคาตก นี่ก็ไม่ใช่ 'ปัญหา' ของไทยอยู่ประเทศเดียว แต่ในเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งของไทยในตลาดส่งออกก็เจอด้วย

ที่เวียดนาม จากการรายงานของสำนักข่าว Báo Thanh Niên รายงานว่า "ในช่วงประมาณสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปแล้วทุเรียนพันธุ์ Ri6 ที่ซื้อแบบเหมาจากฟาร์มจะมีราคาเพียง 25,000 - 30,000 ด่ง/กิโลกรัม"

พันธุ์ Ri6 ถือเป็นหน้าเป็นตาของทุเรียนเวียดนาม ประมาณหมอนทองของไทย และมูซังคิงของมาเลเซีย

ราคาของราชาทุเรียนเวียดนามตอนนี้ร่วงลงมาเหลือแค่  25,000 - 30,000 ด่ง/กิโลกรัม หรือเท่ากับ 31 - 37 บาท/กิโลกรัม

ราคานี้เลวร้ายกว่าทุเรียนไทยเสียอีก 

ผู้ปลูกทุเรียนเวียดบอกกับ Báo Thanh Niên "ปีนี้เราได้ผลผลิตดีมาก แต่ก่อนที่เราจะได้ฉลอง ราคาก็ร่วงลง" - เป็นใครก็ต้องดีใจไว้ก่อน เพราะรางวัลขั้นต้นของการทำเกษตรคือเห็นผลผลิตดกเต็มสวน

แต่เมื่อออกไปดูนอกสวนแล้วเห็นคนอื่นดกเหมือนกันใจมันก็จะห่อเหี่ยวลงในทันที กระนั้นก็ตาม เห็นผลผลิตของสวนอื่นสองสามแห่งยังไม่พอที่จะประเมินได้หรอก (เหมือนกับชาวสวนคนนี้) ต้องรอให้เห็นราคาตกเสียก่อนจึงจะทราบว่าทั้งประเทศก็ดกพร้อมๆ กันหมด

ตอนนี้ไม่ใช่แค่ทั้งประเทศ แต่เป็นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทุเรียนออกมามากพร้อมๆ กัน

ราคาทุเรียนตกในเวียดนามตอนนี้เป็นเรื่องร้อนอย่างมาก สังเกตจากการรายงานของสื่อประเทศนั้น 

สูตรการแก้ปัญหาก็ต่างกันไปตามระดับสติปัญญาของผู้บริหารประเทศเหล่านั้น แต่ผมเชื่อว่าแม้ระดับความแหลมคมของการแก้ปัญหาจะต่างกันไป แต่รัฐบาลทุกแห่งย่อมห่วงใย 'ภาคทุเรียน' ของตนเสมอเหมือนกัน

แล้วเราจะผ่อนหนักเป็นเบาอย่างไรดี?

เมื่อเราคาดหวังตลาดภายในประเทศไม่ไหวแล้ว เราควรจะคาดหวังตลาดนอกประเทศหรือไม่?

แม้จะเป็น Opinion หรือ Column แต่ผมจะไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ (มากนัก) เพราะไม่ใช่ผู้ค้าและรัฐบาล และในฐานะสื่อผมไม่อาจฟันธงเรื่องนี้ (ควรเป็นภาระของผู้ค้าและรัฐบาลมากกว่า) ทำได้แค่เพียง "เป็นสื่อ" บอกเล่าสถานการณ์ตลาดทุเรียนในจีนและเวียดนาม แล้วผู้อ่านพิจารณาหาทางออกกันต่อไป

หลายครั้งแล้วที่ The Better รายงานว่า ความต้องการทุเรียนของตลาดจีนนั้น "ไม่มีจุดสิ้นสุด" เหมือนหลุมที่ถมไม่เต็ม

ผมเพิ่งกลับจากภารกิจสื่อในเมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง หลังจากออกจากเมืองได้ไม่นานผู้สื่อข่าวชาวจีนก็ส่งข่าวมาบอกว่า ตอนนี้ทุเรียนล็อตแรกจากไทยเดินทางมาถึงกวางตุ้งแล้ว

ทุเรียนไทยไปจีนเป็นเรี่องปกติ แต่สิ่งที่ควรสังเกตก็คึอ "เรื่องนี้เป็นข่าว" สำหรับสื่อกระแสหลัก นั่นหมายความว่าทุเรียนไทยเป็นที่รอคอยของผู้บริโภคจีนและเป็น "ของพรีเเมี่ยม" การมาถึงของมันสจึงเป็น "เรื่องสำคัญ"

หลังจากออกจากกว่างโจวมาที่ปักกิ่งก็ยังเห็นว่าร้านขายผลไม้มีทุเรียนขายกันแล้ว และปิดป้ายบอกว่านี่เป็น "ทุเรียนจากประเทศไทย" นั่นหมายความว่าทุเรียนไทยเป็นที่ปรารถนาของผู้บริโภคจึงต้องประกาศให้รู้ว่า "ร้านเรามีของจากไทย" 

นี่คือการสังเกตแบบคร่าวๆ ในฐานะสื่อเดินทางจากเหนือจรดใต้ในประเทศจีน

เมื่อสำรวจความเคลื่อนไหวตลาดทุเรียนจีนผ่านสื่อในจีน พบว่าราคาที่ถูกลงทำให้คนจีนพูดถึง 'อิสรภาพทุเรียน' กันอีกครั้ง 

'อิสรภาพทุเรียน' (榴莲自由) เกิดจากราคาทุเรียนที่จับต้องได้ ทำให้ผู้บริโภคชาวจีนทุกระดับสามารถเข้าถึงง่ายขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ ทุเรียนถูกทำให้มีอิสระที่จะซื้อมากินแทนที่จะต้องมานั่งคิดว่าแพงไหมหรือคุ้มหรือไม่ที่จะซื้อ

ตอนนี้เพราะทุเรียนทะลักเข้าจีนมาก ทำให้คนตั้งตารอ 'อิสรภาพทุเรียน' กัน

จากการรายงานของสำนักข่าว China News Service ระบุว่า "ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการลดลงของราคาทุเรียนดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับราคาทุเรียนที่ต่ำ โดยกล่าวว่า "คุณสามารถซื้อทุเรียน 5 จิน (1 จิน เท่ากับ 0.5 กิโลกรัม) ได้ในราคาต่ำกว่า 100 หยวน" และ "ฉันเห็นมันราคา 18.9 หยวน/จิน  ระหว่างทางกลับบ้านและซื้อทันที" บางคนถึงกับกล่าวว่า "ราคา 9.9 หยวน/จิน ใกล้เข้ามาแล้ว""

เรื่องนี้ย่อมเป็นความยินดีปรีดาของผู้บริโภคชาวจีน 

แต่เรื่องนี้เป็นคุณหรือเป็นโทษต่อทุเรียนไทย?

แม้ว่าผมไม่อยากจะแสดงความเห็นเพราะไม่เชี่ยวชาญ แต่จะขอตั้งสมมติฐานบนคำกล่าวว่า "ตลาดทุเรียนจีนไม่มีจุดสิ้นสุด" เมื่อใช้คำนี้เป็นตัวตั้งแล้ว ต่อให้ราคาทุเรียนถูกลง แต่ตลาดจะขยายตัวมากขึ้นไปด้วย ยิ่งคนจีนมี 'อิสรภาพทุเรียน' มากเท่าไร โอกาสทื่จะเข้าถึงทุเรียนยิ่งมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยลิ้มรสมันมาก่อน เมื่อชิมแล้วย่อมติดใจ หลังจากนี้ต่อให้ทุเรียนถูกหรือแพง อุปสงค์จากจีนก็จะยิ่งทรงพลังขึ้นไปอีก

และราคาที่ถูกลงไม่ได้หมายความว่าจะถูกลงไปเรื่อยๆ เพราะทุเรียนมีต้นทุนของมันที่สูง มีการขนส่งระยะไกล และมีผลผลิตที่แน่นอนหากไม่พิจารณาการปัจจัยผันแปรเรื่องฤดูกาลผิดปกติ และยังมีตลาดจีนที่ต้องการไม่สิ้นสุดด้วย 

อย่างที่ สวี่ลี่เฟิง (许丽峰) นักวิจัยจากสถาบันวิจัยอุตสาหกรรมอีหมู่เถียน (一亩田产业研究院) กล่าวกับสำนักข่าว China News Service ว่า แม้ว่าราคาทุเรียนโดยทั่วไปจะลดลง แต่ก็มีขีดจำกัดที่ชัดเจนของการลดลง และจะไม่ลดลงไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

ผมอาจมองโลกในแง่ดีไปหน่อย แต่ในช่วงเวลาที่คนมองโลกแง่ร้าย (หรือพูดอย่างเพราะๆ ก็คือ มองในแง่ critical thinking) เยอะไปแล้ว ผมจะขอมอบโลกสวยๆ เพื่อช่วยปลอบใจกันบ้าง

เพราะแม้ตลาดจีนเองก็ท่วมท้นไปด้วยทุเรียนถูก แต่ทุเรียนไทยยังถือว่าโชคดีกว่าเพื่อน

เพราะผลผลิตดกจึงต้องแย่งตลาด ดังนั้นจึงต้องใช้กฎ "ใครเร็วใครได้" 

ความโชคดีนี้ผมไม่ได้พูดเอง แต่มาจากผู้เชี่ยวชาญของเวียดนามที่บอกกับสื่อเวียดนาม โดย  Báo Thanh Niên รายงานวาว่า "สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาทุเรียนในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ปีนี้ผลผลิตทุเรียนมีมากเป็นพิเศษ ส่งผลให้ผลผลิตสูง และตามรายงานของสำนักข่าวซินหัว บางวันไทยส่งออกทุเรียนไปจีนมากถึง 1,500 ตู้คอนเทนเนอร์ ทุเรียนไทยมีลักษณะเด่นคือการเก็บเกี่ยวอย่างหนาแน่นในเดือนเมษายนและพฤษภาคม และราคาในประเทศก็ลดลงในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเช่นกัน ดังนั้นทุเรียนเวียดนามจึงได้รับผลกระทบด้วย" และ ดั่ง ฟุก เหงียน (Đặng Phúc Nguyên) เลขาธิการสมาคมผักและผลไม้แห่งเวียดนาม (VINAFRUIT) กล่าวกับสำนักข่าวแห่งนี้ว่า  “ทุเรียนไทยเข้าสู่ตลาดจีนก่อนเรา พวกเขาสร้างฐานลูกค้าของตัวเองแล้ว ในขณะที่ทุเรียนพันธุ์ Ri6 จากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนั้นแข่งขันได้ยากกว่าเพราะเนื้อบางกว่า”  

เห็นไหมว่าทุเรียนไทยยังได้เปรียบเห็นๆ 

ปัญหาคือพ่อค้าคนกลาง หรือ 'ล้ง' ที่กลายเป็นคนกำหนดชะตากรรมของทุเรียนไทยเสียอย่างนั้น แถมยังเป็นล้งต่างชาติเสียอีก 

ดังนั้น แทนที่ราคาจะลดลงชั่วคราวแล้วเด้งกลับไปสู่ 'ภาวะปกติ' ตามกลไกตลาดตามที่ผู้เชี่ยวชาญของจีนที่บอกว่าราคาทุเรียน "จะไม่ลดลงไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด" แต่การบงการของล้งและการทำสงครามราคาในตลาดจีนอาจจะทำใหราคาทุเรียนไม่ปกติ

เรื่องนี้ผมคาดหวังรัฐบาลไทยจะมาจัดระเบียบล้งให้เป็นกิจจะลักษณะเสียที เพราะจะส่งผลต่อทิศทางราคาระยะยาวได้ และในเวลานี้แม้ทุเรียนไทยยังเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดจีน และทำให้เป็นเกราะป้องกันราคาตกจนน่าเกลียด แต่วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อตลาดจีนขยายตัวขึ้น บางทีความต้องการของพรีเมี่ยมอาจจะลดน้อยลงเพราะทุเรียน "เป็นของตาย" ไปแล้ว วันนั้นทุเรียนไทยจะมีปัญหา

ดังนั้น จะเสียเวลากับการแก้ปัญหาแบบฉาบฉวยหรือไม่ตรงจุดนั้น หากยังหาวิธีแก้ปัญหาไม่ได้ อย่างน้อยรัฐบาลควรเข้าใจความเป็นไปในตลาดจีนให้มากขึ้น หรือจับตาเพื่อนบ้านที่ขายของแบบเดียวกันให้ละเอียดละออกมากกกว่านี้ แล้วกำหนดสถานะของไทยให้เป็นผู้ควบคุมราคาทุเรียนในตลาดได้ แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซนต์แต่ถือเป็นผู้กำหนดราคาในระดับหนึ่งได้ก็ดี

กำหนดราคาให้สูงขึ้นนะครับ ไม่ใช่กำหนดให้ต่ำลงแบบลูกละร้อย 

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ภาพเด็กขายทุเรียนริมแม่น้ำหลังเกิดอุทกภัยฉับพลันที่ทำลายหมู่บ้านใกล้เคียงในเมืองเกตอล จังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 (ภาพโดย CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP)