เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสได้เดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานเหอหนาน ที่เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องโบราณวัตถุล้ำค่าและมีชื่อเสียงจากราชวงศ์ซางจนถึงราชวงศ์ถัง
การเดินทางครั้งนี้ ผมได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศจีนและมหาวิทยาลัยเหรินหมิน ผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ต้องขอขอบคุณที่ให้โอกาสได้เปิดหูเปิดตามา ณ ที่นี้
ท่ามกลางสมบัติล้ำค่าของพิพิธภัณฑ์ มีสิ่งหนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ "แผ่นทองคำสัญฐานดั่งแผ่นซีกไม้ไผ่ของอู่จ้าว" (武曌金简) หรือ "แผ่นทองคำสัญฐานดั่งแผ่นซีกไม้ไผ่ของอู่เจ๋อเทียน" 武则天金简
ต้องอธิบายก่อนว่า แผ่นซีกไม้ไผ่ (简) คือเครื่องเขียนโบราณของจีนยุคก่อนมีกระดาษ เป็นของไว้ใช้เขียนหนังสือหนังหาต่างๆ โดยใช้ไม้ไผ่มาตัดเป็นซีกเหลาให้บางแล้วเขียนอักษรลงไป จากนั้นมัดรวมเป็นแผ่นหนังสือม้วน
คำว่า อู่จ้าว (武曌) เป็นพระนามของพระนางอู่เจ๋อเทียน หรือที่คนไทยรู้จักกันชื่อบูเช็กเทียน จักรพรรดิสตรี "พระองค์เดียว" ในประวัติศาสตร์จีน โดยที่พระนาม "เจ๋อเทียน" (则天) ที่แปลว่า "ปกครองแสวรรค์" เป็นพระสมัญญามตั้งใหม่ไม่ใช่พระนามเดิม
เดิมนั้นพระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียน มีพระนามว่า อู่จ้าว (武照) แต่คำว่าจ้าวเขียนแบบเดิมว่า 照 (แปลว่าแสงสว่าง)
เมื่อจะทรงยึดอำนาจราชวงศ์ถังแล้วปราบดาภิเศษกเป็นจักรพรรดิสตรีองค์แรกของจีน มีขุนนางที่เป็นพระญาติ ชื่อว่า จงฉินเค่อ เห็นว่าความจะทำการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้พระแม่จ้าวได้รับการยอมรับและความเคารพจากขุนนางราชวงศ์ถัง วิธีการหนึ่งก็คือ การใช้อักษรสื่อความหมายอำนาจที่ครอบฟ้าคลุมดินของพระแม่เจ้า
ดังนั้น จงฉินเค่อ จึงกราบทูลให้เปลี่ยนอักษรของพระนามเดิมว่า 照 เป็นคำว่า 曌 ที่ออกเสียงเหมือนกัน
พระนาม "จ้าว" (曌) นั้นเป็นพระนามที่ทรงโปรดให้ใช้ขาน โดยเป็นตัวอักษรแบบใหม่ที่ประดิษฐ์ขึ้นในรัชกาลนี้ เช่นเดียวกับอักษร 18 ตัวที่ทำขึ้นมาให้เพื่อสนองแนวทางการสร้างรัฐใหม่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิสตรี
ในปีแรกของรัชสมัยเทียนโส่ว (ค.ศ. 690) พระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียน 67 ปี ได้ขึ้นครองราชย์และสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิของราชวงศ์ใหม่ที่ชื่ออู่โจว พระองค์ได้ออกพระราชโองการให้ขานพระนามจ้าว ด้วยตัวอักษร 曌
ความพิเศษของอักษรคำว่า "จ้าว" (曌) คือประกอบด้วยอักษรคำว่า สุริยัน (日) จันทรา (月) และนภากาศ (空) ความหมายเทียบเท่ากับ พระอาทิตย์และพระจันทร์ส่องสว่างเหนือท้องฟ้า
ความหมายนี้ไพศาลกว่าคำว่า "จ้าว" ที่ใช้อักษรว่า 照 ที่แปลว่า แสงธรรมดาๆ แต่อักษร 曌 คือแสงที่คลุมจักรวาลครอบฟ้าคลุมดิน คล้องจองทรงบัญญัติให้ขานพระสมัญญานามว่า "พระแม่เจ้าทิพยจักรพรรดิ" (圣母神皇) คือพระแม่ในฐานะเจ้าแห่งสรวงสวรรค์ และพระนามว่า "มหาอริยะจักรพรรดิผู้ปกครองฟ้า" หรือ "เจ๋อเทียนต้าเซิ่งหวงตี้" (则天大圣皇帝) อันเป็นที่มาของคำว่า "เจ๋อเทียน" หรือ "เช็กเทียน" ในพระนามที่คนทั่วไปรู้จักกัน
การที่ทรงเลือกพระนาม "จ้าว" (曌) จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เท่ากับประกาศความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งเป็นจักรพรรดิสตรี (女皇帝) ไม่ใช่จักรพรรดินี (皇后) ที่อยู่ในวังชั้นในไม่ต้องปกครองใคร แต่พระองค์เป็นผู้หญิงที่ขึ้นมาเหนืออบุรษเพื่อปกครองประเทศ เป็นหงส์เหนือมังกร ว่าราชการด้วยพระองค์เองเยี่ยงจักรพรรดิบุรุษ และยังเป็นผู้ปกครองฟ้าหรือสวรรค์ เฉกเช่นจักรพรรดิที่เป็นบุรุษ ซึ่งมีสถานะเป็น "โอรสสวรรค์" ผู้ได้รับ "โองการสวรรค์" มาปกครองแผ่นดิน
"แผ่นทองคำสัญฐานดั่งแผ่นซีกไม้ไผ่ของอู่จ้าว" มีความสำคัญมาก ไม่ใช่แค่ทำจากทอง (ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญน้อยที่สุด) แต่เพราะปรากฏว่าพระนาม อู่จ้าว (ในภาพหน้าปกของบทความนี้ก็เห็นอักษรสองตัวอยู่ตรงกลาง) และยังเป็นของตกทอดของจักรพรรดิสตรีพระองค์นี้เพียงไม่กี่ชิ้น
ประวัติของมันก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะถูกพบโดย ชวีซีหวาย ชาวนาจากเมืองเติงเฟิง มณฑลเหอหนาน ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2525 โดยเขาสังเกตเห็นชิ้นทองคำระยิบระยับที่ซ่อนอยู่ในรอยแยกบนยอดเขาจวิ้นจี๋บนภูเขาซงซาน ต่อมาได้รับการยืนว่าเป็นแผ่นทองคำที่พระนางบูเช็กเทียน หรือ "อู่จ้าว" ทรงถวายแก่เทพเจ้าประจำภูเขาซงซาน (ภูเขาซงซานถือเป็นศูนย์กลางโลกตามคติจีนโบราณ) เพื่อวิงวอนจากเทพเจ้าขอให้พระพลานามัยแข็งแรงปลอดจากโรคภัย
ของชิ้นนี้ทำขึ้นในปลายรัชกาลพระแม่จ้าว ก่อนที่จะทรงถูกทำรัฐประหารและต่อมาสวรรคตอย่างสงบ แล้วนำพระบรมศพไปประดิษฐานที่สุสานหลวงเฉียนหลิง (乾陵) อันเป็นสุสานหลวงของพระราชสวามี คือ จักรพรรดิถังเกาจง
แต่ที่สุสานเฉียนหลิงมีปริศนาอยู่อย่างหนึ่ง คือ ศิลาจารึกขนาดใหญ่โตมโหฬารสูงถึง 8.03 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 98.84 ตัน แต่ทั้งแผ่นศิลาอันใหญ่โตนี้เดิมไม่มีอักษรจารึกแม้แต่ตัวเดียว จึงเรียกว่า "จารึกไร้อักษร" (无字碑)
ปกติแล้วตามสุสานจะมีป้ายจารึกบอกชื่อเสียงเรียงนาม ในกรณีของสุสานหลวงจะเป็นป้ายศิลาจารึก"พระเดชพระคุณ" หรือประวัติความดีงามที่เจ้าของสุสานเคยกระทำมา
แต่มีปริศนาหลายประการเกี่ยวกับ "จารึกไร้อักษร" อันนี้ซึ่งตั้งขึ้นในรัชสมัยเสินหลงปีที่ 2 ตรงกับ ค.ศ. 706 อันเป็นรัชกาลของจักรพรรดิถังจงจงพระราชโอรสของของพระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียน เป็นช่วงคาบเกี่ยวของการทำรัฐประหารปลดพระแม่จากบัลลังก์
ประการแรกมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า สุสานหลวงสมัยราชวงศ์มักจะไม่มีการตั้งศิลาจารึกแบบนี้
อย่างไรก็ตาม รัชกาลของพระแม่จ้าวนั้นไม่ถือเป็นราชวงศ์ถัง เพราะทรงให้ยุบราชวงศ์ถังตั้งราชวงศ์อู่โจวของพระองค์ขึ้นมา นี่อาจเป็น "การปฏิวัติวัฒนธรรม" ที่หลงเหลือจากยุคอู่โจวก็เป็นได้
แต่นั่นยังไม่เท่ากับความเป็นจารึกที่ไร้ตัวอักษรของมัน
มีทฤษฎีมากมายที่พยายามอธิบายสาเหตุที่ที่แผ่นศิลาไร้ตัวอักษรจารึก เช่น
1. พระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียนเชื่อว่าคุณงามความดีและคุณธรรมของนางไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะในรัชสมัยของพระองค์ ไพร่ฟ้าอยู่เย็น บ้านเมืองเป็นสุข การปกครองโปร่งใส ในเมื่อพระคุณต่อบ้านเมืองมากมายเกินจะกล่าว จึงปล่อยจารึกให้ว่างเปล่าไว้เป็นสัญลักษณ์ว่า "ความดีมากมายเกินกว่าคำพูดจะพรรณนา"
2. พระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียนเคยมีพระราชดำรัสว่า "คุณงามความดีและโทษของเราจะถูกตัดสินโดยคนรุ่นหลัง" ดังนั้นจึงทรงปล่อยให้จารึกว่างเปล่า เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ประเมินคุณงามความดี พระเดชพระคุณของพระนางกันเอง ดีกว่าจะให้คนร่วมสมัยประเมินเพราะอาจจะมีความลำเอียงได้
3. ศิลาจารึกนี้สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิถังจงจง เพื่ออุทิศแด่พระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียนพระราชมารดาของพระองค์ แต่เนื่องจากเกิดข้อถกเถียงว่าจะเรียกพระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียนว่าจักรพรรดิหรือจักรพรรดินี จึงปล่อยให้ศิลาจารึกว่างเปล่าไม่มีอักษรใดๆ
4. สถาบันวิจัยโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมส่านซีเคยค้นพบระหว่างการสืบสวนว่าด้านหน้าของศิลาจารึกถูกปกคลุมด้วยแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดยาว 4 ซม. และกว้าง 5 ซม. แต่แผ่นจารึกนั้นหายไป อาจเป็นไปได้ว่าพระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียนได้มอบจารึกที่เขียนข้อความไว้แล้วให้กับจักรพรรดิถังจงจง แต่จักรพรรดิถังจงจงคงจะไม่พอใจการกระทำของมารดาที่ทำการยกเลิกราชวงศ์ถังและสถาปนาราชวงศ์อู่โจว (จักรพรรดิถังจงจงทรงเป็นทายาทของราชวงศ์ถังตามพระราชบิดา) จักรพรรดิถังจงจงจึงไม่ต้องการยกย่องพระแม่เจ้า แต่ก็ลังเลที่จะวิพากษ์วิจารพระแม่เจ้า จึงทิ้งศิลาจารึกไว้โดยไม่เอ่ยถ้อยคำใดๆ
นี่เป็นปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้ แต่ทฤษฎีต่างๆ ข้างต้น บางทฤษฎีนั้นสะท้อนตัวตนของพระแม่จ้าวอู่เจ๋อเทียนได้ดี คือ ทรงองอาจ กล้าหาญ เด็ดขาด การที่จะทรงดำริให้คนรุ่นหลังพิจารณาพระเดชพระคุณของพระนางเองนั้นก็ควรแก่เหตุผลอยู่
แต่ความที่พระองค์โปรดการยกย่องตนเองโดยตั้งพระนามต่างๆ อันสะท้อนความเลิศเลอของพระองค์ ก็ยังสะท้อนทฤษฎีที่ว่าทรงอาจะเห็นว่าความดีความชอบของพระองค์นั้นมากมายเหลือคณานับ ดั่งแสงเจิดจ้าครอบคลุมพื้นพสุธาและหล้าหาว เกินกว่าจะคำนวณนับและกล่าวเป็นคำพูดได้ จึงให้ปล่อยจารึกเป็นการสื่อว่าความดีของพระองค์นั้นกว้างใหญ่ดัง "ท้องฟ้า" (空) และคำว่าท้องฟ้านั้นยังเป็นไวพจน์กับคำว่า "ว่างเปล่า" (空) อีกด้วย
เช่นเดียวกับพระนาม "จ้าว" (曌) ที่ประกอบด้วยคำว่าท้องฟ้า (空) อันกว้างใหญ่ไม่อาจประมาณได้
ดังนั้น ความดีงามที่ไพศาลดุจฟ้า จึงควรแค่าแก่การทำให้จารึกนั้นว่างเปล่าจนใส่อักษรพรรณนาไว้ไม่พอ
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - 武则天金简 โดย กรกิจ ดิษฐาน