โต้ฝ่ายค้านปมกินรวบ กมธ. ย้ำเป็นเวทีทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เวทีตรวจสอบ

โต้ฝ่ายค้านปมกินรวบ กมธ.  ย้ำเป็นเวทีทำงานร่วมกัน  ไม่ใช่เวทีตรวจสอบ
โฆษกรัฐบาล สวนฝ่ายค้านกินรวบกมธ. ชี้ไม่ใช่เวทีตรวจสอบ แต่ฝ่ายค้าน-รัฐบาลทำงานร่วมกัน เหน็บ “ปชน.” งอแง เลื่อนซักฟอก รอเปิดรับเงินบริจาค ถาม “ได้เท่าไรแล้ว”

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาลว่าเป็นระบอบสีน้ำเงินกินรวบ ห้ามตรวจสอบ ว่า เป็นการกล่าวหากันไป ทั้งนี้ การทำงานของรัฐสภามีทั้งห้องประชุมใหญ่และกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่งการทำงานของ กมธ. โดยส่วนใหญ่แบ่งเป็นคณะตามประเด็น เป็นตัวแทนจากสัดส่วนพรรคการเมืองทำงานร่วมกัน ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาอะไร เพราะไม่มีการแบ่งฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการเล่นการเมืองเยอะไป มากกว่าทำเพื่อประโยชน์ให้ได้ข้อสรุปจริง ๆ

ดังนั้น ที่มีการให้ข้อมูลว่ามีการกินรวบ เป็นการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เพราะการประชุมในแต่ละครั้ง แต่ละกรรมาธิการจะมีการตั้งประเด็นว่าในสัปดาห์หน้าจะพูดคุยเรื่องอะไร และจะเชิญใครบ้าง ซึ่งเป็นสิทธิ์ของประธาน กมธ. ที่จะเสนอได้ แต่ที่ผ่านมาเป็นข้อตกลงที่ทุกคนเห็นร่วมกัน แต่ปัญหาในปัจจุบัน คือ ประธาน กมธ. บางคณะใช้อำนาจเกินขอบเขต และแอบลงมติ ทั้งที่องค์ประชุมอยู่ไม่ครบ ทำให้การทำงานมีปัญหาและส่งผลให้บรรยากาศใน กมธ. ดูแย่ลง เช่น กรณีข้อบังคับมีการอนุญาตให้ กมธ. ถ่ายทอดสดการประชุมได้ ซึ่งหลายครั้งประชาชนก็ได้รับข้อมูลที่ดี แต่บาง กมธ. ก็เน้นเชิงดรามาเยอะ จนทำให้เกิดเสียงวิจารณ์

ซึ่งรัฐบาลในฐานะอำนาจบริหาร ก็ให้เวลาและความร่วมมือกับกรรมาธิการ และในสภาฯ ห้องใหญ่มาโดยตลอด เช่น การตอบกระทู้ แต่เราไม่ได้ทำแค่การทะเลาะในสภาฯ หรือเน้นมีเรื่องไปรายวัน แต่ดูทั้งเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งขณะนี้กำลังมีราคาสูงขึ้น แต่จากการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาที่สูงขึ้นยังคงเป็นกำไรต่อเกษตรกรอยู่ ทำให้รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินงบประมาณเป็นแสนล้านบาทในการประกันราคา หรืออย่างข้าวก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาท แบบที่ผ่านมา ดังนั้น เราไม่ได้วนเวียนแค่การสร้างวาทกรรม

ส่วนกรณีที่นายปิยรัฐ จงเทพ รองเลขาธิการพรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า กมธ. มีมติ 7:0 เสียง ให้เชิญนายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจงในห้องประชุมใหญ่ มองว่าเหมาะสมหรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า ตนเองเพิ่งทราบจากข่าว แต่การจะมีมติในกรรมาธิการนั้น จะต้องมีคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง หรือเสียง 1 ใน 3 ตนจึงไม่แน่ใจว่าประธานกรรมาธิการออกมาให้ข้อมูลเนื่องจากคิดเลขผิดหรือไม่ ก่อนระบุว่า นายปิยรัฐคงมัวแต่ไปประท้วงอยู่ที่อื่นแล้วลืมคิดเลขหรือไม่

ส่วนอีกตัวเลขหนึ่งที่ต้องคิด คือ กรณีที่พรรคประชาชนเปิดรับบริจาคว่ารับเงินไปเท่าไร เพราะอุตส่าห์เลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจไปเดือนกว่า แต่ก็ยังไม่รู้เลยว่าได้รับเงินบริจาคไปเท่าไร

ขณะเดียวกันหมายความว่าอย่างไรในเรื่องการรับเงินบริจาค นายเอกภพ ระบุว่า ตนคิดว่าเขาอาจจะมีแผนไว้ก่อน ที่ตอนแรกบอกจะอภิปราย 27-30 พ.ย. แล้วให้เวลาเพิ่มเป็น 26-30 พ.ย. ก็ไม่เอา บอกจะเอา 5 วัน งอแงกันไปมา สุดท้ายก็มาตกลงกันง่ายว่าต้นเดือนธันวาคมก็ได้ และก็มีโฆษณารับบริจาคออกมาทันที ซึ่งถ่ายทำอย่างรวดเร็ว จึงจะดูเข้าล็อกไปนิดหนึ่ง

ส่วนศึกซักฟอกเป็นเป้าหมายหลอก แต่การรับบริจาคเป็นเป้าหมายที่แท้จริงใช่หรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า รับบริจาคอะไรไปก็ต้องบอกพี่น้องประชาชนด้วยว่าใช้อะไรไปบ้าง เพราะเงินบริจาคที่ประชาชนให้กับพรรคต้องเปิดบัญชีทุกพรรคการเมือง ไม่ใช่เฉพาะพรรคสีอะไรก็ตาม ฉะนั้น ขอให้เปิดมาเลยว่าเงินรับบริจาคได้มาจากอะไร เพื่อให้ประชาชนรับทราบ รวมถึงเงินสนับสนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ด้วย

ซึ่งขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตรวจสอบมูลนิธิทุกมูลนิธิที่อาจจะมีปัญหาในการผิดวัตถุประสงค์ หรือเรี่ยไรเงินประชาชน พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ตนต้องการคือให้ทุกพรรคการเมืองเปิดข้อมูลออกมาว่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

สำหรับกรณีที่พรรคภูมิใจไทยจะเสนอแก้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการพยายามใช้เสียงข้างมากกินรวบตำแหน่งประธานกรรมาธิการ นายเอกภพกล่าวว่า ที่ผ่านมาก็มีการตกลงกัน แบ่งสัดส่วนตามจำนวนของ สส. เป็นข้อตกลงและมารยาททางการเมืองที่ทำกัน ซึ่งพรรคการเมืองไหนที่เป็นเสียงข้างมากก็จะได้รับสิทธิ์ในการโหวตอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเราให้เกียรติกันว่าเป็นโควตาของพรรคใดบ้าง

ทั้งนี้ สมัยที่ตนเป็น สส. พรรคอนาคตใหม่ ก็เคยเห็นว่ามีการพยายามแย่งชิงประธานกรรมาธิการ หรือแม้กระทั่งในสภาฯ ชุดนี้ตอนที่มีการตั้ง กมธ. ฝุ่น PM 2.5 ทั้งที่ตกลงกันแล้ว อยู่ดี ๆ ก็มี สส. ของพรรคที่ออกมาโวยวายตอนนี้มาเสนอตัวเป็นคู่แข่ง เวลาที่ตัวเองได้ประโยชน์หรือทำผิดมารยาทไม่ค่อยพูด แต่เวลาโจมตีคนอื่นพูดจัง

ย้ำว่าการทำงานของ กมธ. ไม่ได้แบ่งฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่ทำงานร่วมกันเชิงประเด็น ดังนั้น กมธ. ไม่ใช่เวทีตรวจสอบรัฐบาล ถ้าใช้หลักเกณฑ์นั้นจริง ฝ่ายค้านต้องเป็นประธาน กมธ. ทุกชุด แต่เราดำเนินการคู่ขนานกับรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาเราทำกันแบบนี้มาโดยตลอด

TAGS: #ฝ่ายค้าน