สภาฯ ถกเดือดปมอำนาจบรรจุวาระ กมธ. "มัลลิกา" ย้ำประธานมีอำนาจตามข้อบังคับ ก่อนวุ่นนับองค์ประชุมผ่านฉลุย 297 เสียง

สภาฯ ถกเดือดปมอำนาจบรรจุวาระ กมธ.
ที่ประชุมสภาฯ เกิดการโต้เถียงระหว่าง สส.ปชน.-ภท. ปมอำนาจประธานสภาฯ และประธานกมธ.ในการกำหนดวาระประชุม ด้าน"มัลลิกา"ยันต้องยึดข้อบังคับ ก่อนเจอเกมนับองค์ประชุมสุดท้ายมีสมาชิกแสดงตน297เสียงครบองค์ประชุม

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เกิดการอภิปรายโต้แย้งระหว่างสมาชิกพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับอำนาจในการกำหนดและบรรจุวาระการประชุมของประธานคณะกรรมาธิการสามัญ โดยมีประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อ นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ลุกขึ้นหารือว่า หลังจากพิจารณาวาระรับทราบรายงานเสร็จสิ้น ในสัปดาห์ถัดไปจำเป็นต้องขอมติจากที่ประชุมหรือไม่ว่าจะนำเรื่องใดเข้าสู่การพิจารณา

น.ส.มัลลิกาชี้แจงว่า การบรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นอำนาจของประธานสภาฯ ตามข้อบังคับ ซึ่งมีหลักเกณฑ์รองรับ และแตกต่างจากอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการ โดยเรื่องดังกล่าวไม่ใช่การแก้ไขระเบียบใหม่ แต่เป็นแนวปฏิบัติที่มีมาตั้งแต่ปี 2562 จึงไม่สามารถนำอำนาจของประธานสภาฯ และประธานกรรมาธิการมาเทียบเคียงกันได้ทั้งหมด พร้อมแนะนำให้นายเอกราชกลับไปศึกษาข้อบังคับให้ชัดเจน

ด้านนายเอกราชโต้แย้งว่า ข้อบังคับข้อ 93 กำหนดให้นำข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการประชุมมาใช้กับการประชุมกรรมาธิการสามัญโดยอนุโลม ดังนั้น หากประธานสภาฯ มีอำนาจบรรจุวาระการประชุม ประธานกรรมาธิการก็ควรมีอำนาจในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ได้ติดใจข้อชี้แจงของประธาน เพียงแต่ต้องการหารือถึงแนวทางการทำงานว่า ประธานสภาฯ จะเปิดโอกาสให้กรรมาธิการสามัญพูดคุยถึงเรื่องที่จะนำเข้าสู่การประชุมในสัปดาห์หน้าได้หรือไม่

ขณะที่ นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง ชี้แจงว่า ข้อบังคับข้อ 93 เป็นการนำข้อบังคับเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุมมาใช้โดยอนุโลม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำอำนาจของประธานสภาฯ ตามข้อ 22 มาใช้กับประธานกรรมาธิการได้ เนื่องจากข้อบังคับข้อ 90 กำหนดหน้าที่และอำนาจของกรรมาธิการไว้โดยเฉพาะ โดยระบุให้คณะกรรมาธิการรายงานต่อประธานสภาฯ เมื่อจะดำเนินการสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง รวมถึงต้องไม่ดำเนินการซ้ำซ้อนกัน

นายเอกราชจึงลุกขึ้นชี้แจงอีกครั้งว่า ข้อบังคับข้อ 93 ไม่ได้ระบุห้ามนำข้อบังคับในหมวดการประชุมมาใช้กับกรรมาธิการโดยอนุโลม จึงเห็นว่าประธานกรรมาธิการควรมีอำนาจกำหนดวาระการพิจารณาได้เช่นเดียวกัน โดยประเด็นที่ต้องการหารือไม่ใช่เรื่องขอบเขตอำนาจหรือการทำงานซ้ำซ้อน แต่เป็นเรื่องการเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยก่อนกำหนดวาระประชุม

น.ส.มัลลิกาชี้แจงเพิ่มเติมว่า เข้าใจสิ่งที่นายเอกราชต้องการสื่อสาร แต่ระเบียบวาระของการประชุมสภาฯ กับการประชุมกรรมาธิการมีรายละเอียดแตกต่างกัน โดยการประชุมกรรมาธิการมีวาระอื่น ๆ ที่เปิดโอกาสให้หารือกันได้ว่าในสัปดาห์หน้าจะพิจารณาเรื่องใด ซึ่งที่ผ่านมาไม่จำเป็นต้องลงมติ เพราะกรรมาธิการทำงานร่วมกันโดยไม่มีการแบ่งฝ่ายทางการเมือง

ส่วนการประชุมสภาฯ ประธานสามารถบรรจุระเบียบวาระได้ตามอำนาจที่ข้อบังคับกำหนด ไม่ใช่จะบรรจุเรื่องใดก็ได้ตามอำเภอใจ พร้อมย้ำว่าประธานกรรมาธิการเป็นกรรมาธิการคนหนึ่ง จึงต้องอาศัยการพูดคุยและประนีประนอมในการทำงาน

ต่อมา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สะท้อนปัญหาในทางปฏิบัติว่า หลังมีหนังสือแนวทางการดำเนินงานที่มีลายเซ็นของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ และ น.ส.มัลลิกา เวียนไปยังกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ ทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความกังวลและพยายามให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกรณีการกำหนดวาระที่สี่ ซึ่งเป็นวาระอื่น ๆ หากต้องขอมติและมีสมาชิกเหลือไม่ถึงองค์ประชุม ก็อาจส่งผลให้ไม่สามารถนัดประชุมหรือกำหนดวาระครั้งต่อไปได้

น.ส.มัลลิกายืนยันว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาในลักษณะนี้ และคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้วิธีลงมติเพื่อกำหนดวาระ โดยขณะนี้ได้แจ้งให้ประธานกรรมาธิการทุกคณะตรวจสอบว่า มีเรื่องใดที่ซ้ำซ้อนหรือเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของคณะอื่นหรือไม่ พร้อมกำหนดให้แจ้งข้อมูลภายในเย็นวันศุกร์ ก่อนนัดประชุมประธานกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องในเช้าวันจันทร์ เพื่อหาข้อสรุปและให้การทำงานของทุกคณะเป็นไปอย่างราบรื่น

จากนั้น ที่ประชุมเข้าสู่การพิจารณารับทราบรายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2567 แต่นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ได้เสนอขอนับองค์ประชุม โดยมีสมาชิกให้การรับรองถูกต้อง

นายธนยศลุกขึ้นระบุว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อมดำเนินการตามที่ประธานวินิจฉัย และหากสมาชิกต้องการใช้วิธีนับองค์ประชุมก็พร้อมเช่นกัน ขณะที่ น.ส.มัลลิกาถามย้ำว่านายนนท์จะไม่เปลี่ยนใจใช่หรือไม่ ซึ่งนายนนท์ยืนยันว่าเป็นสิทธิของสมาชิก และไม่เกี่ยวข้องกับผู้ชี้แจงรายงาน พร้อมสะท้อนว่าไม่ต้องการเห็นสภาพการประชุมที่มีสมาชิกเข้าร่วมบางตา โดยเฉพาะในการประชุมวันพฤหัสบดี

น.ส.มัลลิกากล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้น ในอนาคตอาจต้องปรับให้วันพุธและวันพฤหัสบดีไม่มีการประชุมกรรมาธิการ เพื่อให้สมาชิกเข้าร่วมประชุมสภาฯ ได้อย่างเต็มที่ และย้ายการประชุมกรรมาธิการไปเป็นวันจันทร์หรือวันศุกร์

อย่างไรก็ตาม นายธนยศแสดงความเห็นว่า การประชุมกรรมาธิการในวันพุธและวันพฤหัสบดีมีความจำเป็น เพราะหลายคณะกำลังพิจารณากฎหมายและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน การที่ต้องหยุดประชุมเพียงเพราะมีสมาชิกเสนอให้นับองค์ประชุมจึงไม่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดการประท้วงจาก สส.พรรคประชาชน ซึ่งยืนยันว่าการขอนับองค์ประชุมเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิก และตั้งคำถามว่าการใช้สิทธิดังกล่าวจะทำให้การรับฟังรายงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต้องหยุดชะงักหรือไม่

ด้านนายปกรณ์วุฒิขอให้สมาชิกช่วยกันแสดงตน เนื่องจากเห็นว่าทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลมีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมจำนวนมากพอสมควร อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาชี้แจงและรายงานดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อประชาชน จึงอยากให้การประชุมเดินหน้าต่อไป

ขณะที่นายยุพราช บัวอินทร์ สส.เพชรบูรณ์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นกล่าวตำหนิการเสนอให้นับองค์ประชุม โดยระบุว่าการประชุมสภาฯ เป็นสถานที่สำคัญ ไม่ควรใช้สิทธิเสนอแล้วถอนอย่างไม่เหมาะสม ทำให้นายปกรณ์วุฒิลุกขึ้นตอบโต้ว่า บรรยากาศกำลังดำเนินไปด้วยดี จึงไม่อยากให้มีการกล่าวถ้อยคำที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ก่อนจะมีเสียงโห่จากสมาชิกในห้องประชุม

ท้ายที่สุด น.ส.มัลลิกาวินิจฉัยว่า ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างเข้าใจว่าการขอนับองค์ประชุมเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. และถือเป็นเทคนิคหนึ่งในการดำเนินการประชุม พร้อมย้ำว่าสมาชิกทุกพรรคต้องเตรียมความพร้อม เพราะการขอนับองค์ประชุมสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และไม่มีใครสามารถตำหนิผู้ใช้สิทธิดังกล่าวได้

ภายหลังรอการแสดงตนของสมาชิกอยู่ระยะหนึ่ง ผลปรากฏว่ามีสมาชิกแสดงตนจำนวน 297 เสียง ถือว่าครบองค์ประชุม ประธานจึงดำเนินการประชุมเข้าสู่วาระต่อไป

TAGS: #กรรมาธิการ #กมธ #มัลลิกา #ที่ประชุมสภา #สภาผู้แทนราษฎร