“นิกร” โต้ปมแก้ข้อบังคับสภาฯ ยันไม่ปิดกั้นฝ่ายค้าน ชี้ กมธ. คือองค์คณะ ไม่ใช่เครื่องมือการเมือง

“นิกร” โต้ปมแก้ข้อบังคับสภาฯ ยันไม่ปิดกั้นฝ่ายค้าน ชี้ กมธ. คือองค์คณะ ไม่ใช่เครื่องมือการเมือง
"นิกร" โต้ข้อกล่าวหาอุ้มรัฐบาล-ปิดกั้นฝ่ายค้าน ยืนยันการเสนอร่างแก้ไขข้อบังคับประชุมสภาฯ มุ่งยกระดับทำงาน 4 กรอบยุทธศาสตร์ ชี้ระบบกมธ.ต้องทำงานในฐานะ"องค์คณะ" ไม่ใช่เครื่องมือการเมือง

ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้เสนอร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ...แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ในการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสื่อมวลชนและประชาชน หลังเกิดข้อกล่าวหาทางการเมืองว่าการยกร่างครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดกั้นการทำงานตรวจสอบของพรรคฝ่ายค้าน ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ฝ่ายค้านดำรงตำแหน่งประธาน

นายนิกร ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ตนเองเป็นหนึ่งในผู้ร่วมยกร่างข้อบังคับปี 2562 จึงมีความเข้าใจในระบบงานนิติบัญญัติอย่างดี ที่ผ่านมาเคยเป็นผู้เสนอปลดล็อกเอกสารอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อรักษาความลับเชิงยุทธศาสตร์ให้ฝ่ายค้าน รวมถึงเป็นผู้ร่วมผลักดันกฎหมายคำสั่งเรียกเพื่อ "ติดอาวุธ" ให้ กมธ. ใช้ตรวจสอบฝ่ายบริหารมาแล้ว

สำหรับการปรับปรุงข้อบังคับการประชุมสภาฯ ในครั้งนี้ เป็นการมองภาพรวมเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง ช่องว่าง และอุปสรรคทางปฏิบัติของข้อบังคับปี 2562 โดยรวบรวมข้อเสนอแนะจาก สส. และปัญหาจริงจาก "ฝ่ายประจำ" เพื่อขับเคลื่อนสภาให้ทันสมัยผ่าน 4 กรอบยุทธศาสตร์ใหญ่ 1.การพัฒนากระบวนการนิติบัญญัติ รักษาสภาพร่าง พ.ร.บ. แม้สมาชิกผู้เสนอจะพ้นตำแหน่ง, นับวันแปรญัตติเฉพาะวันทำการ และกำหนดให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแสดงวิสัยทัศน์ต่อสภา 2.การยกระดับระบบกระทู้ถามและเทคโนโลยีดิจิทัล จำกัดเวลาถาม-ตอบไม่เกิน 20 นาทีต่อกระทู้, จัดระเบียบประเภทกระทู้ให้ตรงจุด และอนุญาตให้ใช้ระบบสารบรรณดิจิทัลเสนอเรื่องและหนังสือนัดประชุม 3.การปฏิรูประบบคณะกรรมาธิการ เปิดช่องให้หลาย กมธ. ประชุมร่วมกันแก้ปัญหาซับซ้อน, กำหนดหลักเกณฑ์เลือกประธาน กมธ. ที่โปร่งใสผ่านการแสดงวิสัยทัศน์ และแต่งตั้งนักกฎหมายนิติบัญญัติจากฝ่ายประจำช่วยเสริมความรัดกุม และ4.ความโปร่งใสและการคุ้มครองสิทธิ รองรับการถ่ายทอดสดการประชุม กมธ. ผ่านสื่อดิจิทัล พร้อมสร้างกลไกคุ้มครองบุคคลภายนอกที่ถูกพาดพิงให้สามารถยื่นคำร้องชี้แจงแก้ไขได้ภายใน 3 เดือน

นายนิกร กล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์ว่า คณะกรรมาธิการทำหน้าที่กำกับดูแลฝ่ายบริหารในฐานะ "องค์คณะ" ของสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ไม่ใช่อำนาจเบ็ดเสร็จของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือประธาน กมธ. เพียงผู้เดียว

"ตามประเพณีการเมืองไทย แม้รัฐบาลจะครองเสียงข้างมาก แต่ก็จัดสรรตำแหน่งประธาน กมธ. ให้ฝ่ายค้านถึง 9 คณะเพื่อเปิดพื้นที่ตรวจสอบ เมื่อสมาชิกร่วมปฏิบัติหน้าที่ใน กมธ. แล้ว จำเป็นต้องสลายความเป็นฝ่ายค้านและรัฐบาล เพื่อทำงานร่วมกันในฐานะองค์คณะ หากนำ กมธ. ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เปลี่ยนเป็น 'อาวุธทำลายล้างทางการเมือง' ย่อมส่งผลกระทบเสียหายต่อระบบกรรมาธิการและสถาบันนิติบัญญัติทั้งระบบ" นายนิกร กล่าว

นายนิกร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ กมธ. ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองส่วนบุคคล ร่างข้อบังคับใหม่จึงวางกลไกสร้างความสมดุลเชิงเทคนิคไว้ 3 ประการ 1.การออกหนังสือเรียกบุคคล/เอกสาร (แก้ไขข้อ 97) ต้องได้รับมติเห็นชอบจากที่ประชุม กมธ. เพื่อให้ออกในนามสภาอย่างมีน้ำหนัก ป้องกันการใช้อำนาจตามความพอใจส่วนตัว 2. การเสนอประเด็นศึกษาและการแถลงข่าว (เพิ่มข้อ 92 วรรคสี่) การแถลงข่าว "ในนาม กมธ." ต้องได้มติเกินกึ่งหนึ่ง แต่หากเป็นการแถลงในนามส่วนตัวหรือพรรคการเมือง สส. ยังคงมีเสรีภาพทำได้ตามปกติ และ3.การคุ้มครองประชาชน (เพิ่มข้อ 98/2) เปิดให้ถ่ายทอดสดการประชุมได้เพื่อธรรมาภิบาล แต่ให้สิทธิบุคคลภายนอกที่ถูกพาดพิงเสียหายยื่นคำร้องชี้แจงแก้ข่าวได้ภายใน 3 เดือน

“การเสนอร่างข้อบังคับสภาฯ ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง หรือทำเพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นการวางหลักนิติทัศน์เพื่อสร้าง "ระบบกรรมาธิการที่พึงประสงค์" ที่มีความรัดกุม เป็นธรรม และสร้างสถาบันนิติบัญญัติที่เข้มแข็งเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน”นายนิกร กล่าว

TAGS: #กรรมาธิการ #กมธ #นิกรจำนง #นิกร