“สิริพงศ์” ปัดรัฐบาลถ่วงเวลาพิจารณางบฯ 70 หวังสกัดฝ่ายค้านถกรายงาน กกต. ย้ำที่ผ่านมาเปิดประชุมถึงตี 1 เพื่อเร่งพิจารณา ชี้หากสมาชิกทั้งสองฝ่ายอภิปรายยาว เวลาก็ต้องเพิ่ม
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงข้อกังวลของฝ่ายค้านว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 อาจล่วงเลยจนไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณารายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 10 กันยายน ว่า การอภิปรายงบประมาณเป็นเรื่องของสมาชิกที่ลงชื่ออภิปรายในแต่ละมาตรา โดยแต่ละคนมีประเด็นที่สนใจและต้องการนำปัญหาของประชาชนในพื้นที่มาสะท้อนต่อที่ประชุม
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า โดยปกติฝ่ายรัฐบาลพยายามบริหารจัดการและกระชับเวลาอยู่แล้ว ขณะที่การพิจารณาร่างงบประมาณจะใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน ส่วนจะสามารถเสร็จตามกรอบเวลาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลว่าจะลดทอนเวลาการอภิปรายของตัวเองได้มากน้อยเพียงใด หากทุกฝ่ายบริหารเวลาได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่หากยังมีสมาชิกต้องการอภิปรายจำนวนมาก เวลาก็อาจล่วงเลยออกไป
ส่วนข้อกังวลของฝ่ายค้านว่าอาจมีการถ่วงเวลาเพื่อไม่ให้เข้าสู่การพิจารณารายงานของ กกต. นายสิริพงศ์ กล่าวว่า อาจเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านต้องการหยิบยกขึ้นมาเพื่อกดดันการทำงานของรัฐบาลหรือสร้างกระแสสังคม แต่ฝ่ายรัฐบาลพยายามควบคุมและบริหารเวลาอย่างเต็มที่ โดยตลอด 2 วันที่ผ่านมา การประชุมดำเนินไปจนถึงเวลาประมาณ 01.00 น. และไม่ได้ตัดจบการอภิปราย เพื่อให้การพิจารณาร่างงบประมาณเดินหน้าไปได้หลายมาตรามากที่สุด
เมื่อถามว่ามีกระบวนการขัดขวางฝ่ายค้านไม่ให้เข้าสู่การพิจารณารายงานของ กกต. หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องพูดคุยกัน ซึ่งมีการหารือกันอยู่แล้ว ส่วนจะมีการถ่วงเวลาหรือไม่ ต้องพิจารณาจากจำนวนผู้อภิปรายของทั้งสองฝ่าย
นายสิริพงศ์ ยกตัวอย่างว่า เฉพาะงบประมาณของกระทรวงมหาดไทยคาดว่าจะใช้เวลาอภิปรายประมาณ 4-5 ชั่วโมง หากฝ่ายค้านยังมีสมาชิกต้องการอภิปรายจำนวนมาก แล้วกล่าวหาว่ารัฐบาลถ่วงเวลา ก็คงไม่ใช่ ขณะเดียวกันจะให้ฝ่ายค้านอภิปรายเพียงฝ่ายเดียวโดยรัฐบาลไม่มีสิทธิพูดก็คงไม่เหมาะสมเช่นกัน เพราะทั้งสองฝ่ายควรได้รับเวลาในการอภิปรายอย่างเท่าเทียมกัน
นายสิริพงศ์ ยังกล่าวถึงกิจกรรมชุมนุมเดินเท้าในวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน เพื่อเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินคดีกรณีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า สังคมต้องทำความเข้าใจสถานการณ์ว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหาว่ามีกระบวนการต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลือก สว.
หากผลการดำเนินการของ กกต. ออกมาไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายตรงข้าม ก็อาจเกิดข้อกล่าวหาว่า กกต. ถูกกดดันจากรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายค้านเองก็กำลังกดดัน กกต. ด้วยการเชิญชวนประชาชนออกมาเดินบนท้องถนน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านและเครือข่ายเคยจัดกิจกรรมออกกำลังกายบริเวณด้านหน้าสำนักงาน กกต. ซึ่งจะประสบความสำเร็จหรือไม่เป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องพิจารณา แต่สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามกดดัน กกต. ของฝ่ายค้านเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการชุมนุม หากเป็นการจัดกิจกรรมในสถานที่สาธารณะและไม่รบกวนการสัญจรของประชาชนก็สามารถดำเนินการได้ แต่หากมีการปิดถนนหรือเดินขบวนเป็นระยะทางไกลและใช้เวลานานจนส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ขอให้ผู้จัดกิจกรรมคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย
นายสิริพงศ์ ยังตั้งคำถามว่า หากผลการพิจารณาของ กกต. ไม่เป็นไปตามที่ผู้ชุมนุมคาดหวัง จะดำเนินการอย่างไร หรือหากผลออกมาเป็นไปตามที่ต้องการ กลุ่ม สว. ถูกดำเนินคดีและพ้นจากตำแหน่ง ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ เพราะผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อย่อมเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ในบัญชีสำรอง จึงต้องพิจารณาว่าเป็นกลุ่มบุคคลของฝ่ายใด
ทั้งนี้ นายสิริพงศ์ กล่าวถึงการที่ผู้นำฝ่ายค้านเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วยตนเองว่า ในทางการสื่อสารกับประชาชนอาจอธิบายได้ว่าเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่สำหรับผู้ที่ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง ย่อมสามารถพิจารณาได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายทางการเมืองในเรื่องใด