ลงนามตั้งสอบวินัยร้ายแรงแล้ว 5 ชื่อ โกงสอบท้องถิ่น นายกฯ ย้ำ ไม่มี "ซูเอี๋ย"

ลงนามตั้งสอบวินัยร้ายแรงแล้ว 5 ชื่อ โกงสอบท้องถิ่น นายกฯ ย้ำ ไม่มี

นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 263/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า​ มีการตั้งคณะกรรมการในแต่ละระดับชั้น ซึ่งในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง นายปกรณ์​ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง 

ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์​ สัมพันธรัตน์​ ปลัดกระทรวงฯ ได้มารายงานว่า มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นคนละส่วนของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้มารายงานในส่วนของตนว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง รวมไปถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ​ (ป.ป.ท.)

"มันตลกดีนะ​ ความผิดยังต้องแยกย่อย เพราะแต่ละความผิดก็จะมีแต่ละหน่วยงานที่จะไปดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินคดีต่อไป ก็ดีเหมือนกัน อย่างที่ผมเคยบอก ทุกหน่วยงาน ทำตามขอบเขตอำนาจ และหน้าที่ของเขา คู่ขนานกันไป สุดท้ายอย่างไรก็ตามข้อมูลทั้งหลายก็ต้องมาบรรจบ ที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งจะทำให้มีข้อมูลที่แน่นขึ้นและทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่า ไม่มีการวิ่งเต้นหรือช่วยเหลือ ซูเอี๋ยกันอย่างแน่นอนเพราะเราใช้แต่ละหน่วยงาน ที่เป็นหน่วยงานปราบปราม ในการดำเนินคดี" 

ส่วนจากการตรวจสอบของแต่ละหน่วยงานได้พบรายชื่อผู้กระทำความผิดซ้ำกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า​ เรื่องนี้ตีตราลับมาก ฉะนั้นตนก็ต้องรักษาความลับ เพียงแต่บอกได้ว่า ตั้งคณะกรรมการตามลำดับชั้น ให้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด และรวดเร็วและต้องมีความโปร่งใส

เมื่อถามอีกว่า ขณะนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เซ็นแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงแล้วหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มารายงานว่า ได้มีการลงนามคำสั่งสอบสวนวินัยร้ายแรงไปแล้วในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้

เมื่อถามต่อว่า เมื่อผลการสอบสวนของแต่ละหน่วยงาน สอบสวนแล้วเสร็จจะต้องส่งให้คณะกรรมการชุดของนายปกรณ์ เพื่อรับบทลงโทษใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คณะกรรมการของนายปกรณ์ทำหน้าที่ในนามสำนักนายกรัฐมนตรี และไม่สามารถดำเนินคดีเองได้ เพราะไม่ใช่เจ้าพนักงาน แต่ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นตัวแทนสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อุกอาจ เหิมเกริม และเป็นที่สนใจของสังคม ฉะนั้นต้องมีคนคอยกำกับดูแลด้านบน​ ซึ่งคณะกรรมการจะเป็นหัวหน้าส่วนราชการ เช่นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาฯปปท. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอัยการสูงสุด​

เมื่อถามด้วยว่าจะต้องให้ผู้ที่ถูกสอบวินัยร้ายแรงออกจากราชการไว้ก่อนเหมือนกรณีอื่นๆ ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันต้องมีขั้นตอน ซึ่งขณะนี้เราเริ่มแล้ว บางคนก็มีการเรียกมา​ให้มาช่วยราชการเพื่อขาดจากตำแหน่งเดิม ซึ่งต้องยึดตามหลักกฎหมาย ด้วยหลักฐานที่มีอยู่ ตรงไหนที่มีความชัดเจนก็ดำเนินการอย่างเด็ดขาดได้ ตรงไหนที่จะต้องใช้การสืบสวนสอบ สอบพยานหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็จะมีแต่ละช่อง แต่ละซอย ที่จะต้องไปดำเนินการ แต่ทุกอย่างกำลังดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้นจะเป็นการขับเคลื่อนในทุกหน่วยงาน โดยธรรมชาติก็มีการแข่งขันกันเอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

เมื่อถามต่อว่า ผลการสอบสวนในคณะกรรมการของนายปกรณ์​ จะนำไปสู่การดำเนินการอย่างไรต่อไป นายกฯ กล่าวว่า ผลการสอบ ถ้าพลาดไปโดนใครก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ขอให้ลองนึกดูว่า หากมองดูก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย มีการจ่ายสินบนและให้ค่าตอบแทนในการดำเนินการต่างๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลคะแนน ซึ่งล้วนแล้วแต่จะต้องนำมาเป็นสารตั้งต้น ในการนำไปสู่การสอบสวน ซึ่งทุกรูปคดีที่ผิดกฎหมาย เริ่มจากตรงนี้ทั้งนั้น เราก็ต้องยอมรับกฎหมาย ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นกฎหมู่ ถ้าทำตามอำเภอใจได้ก็จะเกิดอีกปัญหาหนึ่งตามมา​ ฉะนั้นเราจะต้องทำตามกฎหมาย​ให้มากที่สุด​ 

เมื่อถามอีกว่า มีการวางกรอบระยะเวลาการสอบวินัยร้ายแรงไว้แล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า​ เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงมหาดไทย​ ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ ในการวางกรอบและให้นโยบาย

เมื่อถามที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นพฤติการณ์ที่อุกอาจ​ได้วางกรอบในการสอบสวนไว้หรือไม่ว่าจะให้จบเมื่อใดอย่างไร นายกฯ​ กล่าวว่า​ กรอบมันดีอยู่แล้ว แต่ที่มีปัญหาออกมา ฝีแตกเพราะว่า กรอบถูกล้อมไว้หมด​ แต่กลับไปแหกกรอบ ส่วนเรื่องกรอบเวลาเร่งอยู่แล้ว ในเบื้องต้น คณะกรรมการชุดใหญ่จะมีการสอบสวนใน 30 วัน ส่วนชุดเล็กก็ตามเนื้อหา ไม่นาน เพราะเป็นที่สนใจและต้องตอบสังคมให้ได้ ฉะนั้นก็คงไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ก็ทำเต็มที่ ซึ่งตนได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี มาให้ความมั่นใจว่า รัฐบาล เราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินการของเขาในทุกรูปแบบโดยไม่ต้องเกรงหน้าอินหน้าพรม หรือหน้าใครที่ไหน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้าราชการทั้ง 5 คนจะต้องถูกให้ขาดออกจากตำแหน่งเดิม โดยให้สังกัดยังกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น​ (สถ.) โดยทั้ง 5 รายชื่อประกอบไปด้วย​นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ.​ นายธนนท์​ พรร​พี​ภา​ส​ รองอธิบดี​ นายพิชิต ทั่งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี​  น.ส.บุรณี แพรโรจน์ผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น​ และนาย ป.​ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ
 

TAGS: #โกงสอบท้องถิ่น