พีรพัฒน์ ลั่น แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่คือประตูบานใหม่ ชูยุทธศาสตร์ความมั่นคงชาติ

พีรพัฒน์ ลั่น แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่คือประตูบานใหม่ ชูยุทธศาสตร์ความมั่นคงชาติ
พีรพัฒน์ สรุปญัตติ แลนด์บริดจ์ กลางสภาฯ ชี้ยุทธศาสตร์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจดัน GDP 1.5% แต่คือความมั่นคงชาติ พร้อมโต้ยุคเก่า ชู Green Port รักษ์โลก ยันไม่ยอมปล่อยโอกาสหลุดมือ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ได้เปิดโอกาสให้ผู้เสนอญัตติด่วนสรุปเนื้อหาของญัตติที่ขอให้สภาพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge)

นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย กล่าวสรุปญัตติโดยระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่โครงการที่เป็นยาวิเศษที่จะแก้ทุกปัญหาของประเทศไทยให้หายไปได้ในช่วงข้ามคืน แต่คือทางออกและประตูบานใหม่ที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ประเทศไทยต้องเลือกเดิน ซึ่งในมิติทางเศรษฐกิจ โครงการนี้จะช่วยสร้างงานมากกว่า 280,000 อัตรา และเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้ประเทศถึง 1.5% ต่อปี โดยเป็นการดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชน พร้อมยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลาง (Hub) การเดินเรือและโลจิสติกส์ของอาเซียน

นายพีรพัฒน์ ชี้ว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยลดเวลาการเดินเรือของโลกได้ 3-4 วัน และหากโครงการนี้สำเร็จในอนาคต ประเทศไทยจะสามารถขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้ไปยังท่าเรือระนองได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดเวลาเดินทางได้มากถึงประมาณ 14 วัน ถือเป็นทางเลือกหลักที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศจีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โอกาสเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ และเป็นโอกาสที่ประเทศไทยมีมาโดยตลอดแต่ยังไม่เคยนำมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง

นายพีรพัฒน์ กล่าวต่อถึงมิติด้านความมั่นคง โดยหยิบยกผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพทั่วโลก พร้อมให้ข้อมูลว่า ช่องแคบมะละกาซึ่งอยู่ติดกับประเทศไทย มีการขนส่งน้ำมันสูงถึง 23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงกว่าช่องแคบฮอร์มุซที่มีการขนส่งอยู่ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากวันใดวันหนึ่งเกิดวิกฤต สงคราม หรือมีการปิดกั้นเส้นทางการค้าในช่องแคบมะละกา ผลกระทบจะรุนแรงกว่าวิกฤตใด ๆ ที่ประเทศไทยเคยเผชิญมา

ดังนั้น หน้าที่สำคัญของรัฐบาลคือการเตรียมประเทศไทยให้พร้อมล่วงหน้า เพื่อไม่ให้การส่งออกของไทยได้รับผลกระทบ และยังเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียตอนใต้ แลนด์บริดจ์จึงถือเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่สำคัญของประเทศชาติ

สำหรับมิติด้านสิ่งแวดล้อม นายพีรพัฒน์ ยืนยันว่าแลนด์บริดจ์จะไม่ถูกสร้างด้วยแนวคิดแบบโลกยุคเก่า แต่จะขับเคลื่อนด้วยแผนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ESIA) ภายใต้ระบบท่าเรือสีเขียว (Green Port) เทคโนโลยีสมาร์ทโลจิสติกส์ และพลังงานสะอาด รวมถึงมีการออกแบบโครงสร้างที่ใส่ใจระบบนิเวศ เช่น การเจาะอุโมงค์และการกันแนวเส้นทางเพื่อรักษาผืนป่าให้ได้มากที่สุด โดยเป้าหมายคือการทำให้เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเดินหน้าควบคู่กันไปได้

“โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่โครงการของภาคใต้เพื่อผลประโยชน์ของคนใต้ แต่คืออนาคตทางเศรษฐกิจของพวกเราทุกคน ทุกภาค ทุกช่วงวัย บางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดที่เราจะทำได้คือการไม่ลงมือทำอะไรเลย คำถามของเราในวันนี้ไม่ใช่ว่าเราควรทำหรือไม่ แต่เราจะทำอย่างไรให้โครงการแลนด์บริดจ์ประสบความสำเร็จและเกิดผลประโยชน์ที่สูงที่สุดให้กับประชาชนชาวไทยทุกคน” นายพีรพัฒน์ กล่าวในตอนท้าย

TAGS: #ประชุมสภา #พรรคภูมิใจไทย #Landbridge