พริษฐ์ชำแหละงบ กกต. 2,700 ล้าน ตั้งคำถามปมคดีโกง สว. แฉพิรุธอนุฯ คณะที่ 36 หลังผลวินิจฉัยสวนทางกับหลักฐาน จี้ตัดงบสอบสวนพร้อมเตือนหาก กกต. เดินตามมติอนุฯ อาจกลายเป็นการสนับสนุนอาชญากรรมปชต.
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 มาตรา 32 ซึ่งเป็นงบประมาณขององค์กรอิสระ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายเสนอให้ปรับลดงบประมาณสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและประสิทธิภาพการทำงานของ กกต.
นายพริษฐ์ระบุว่า เอกสารงบประมาณปี 2570 กกต.เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรวม 2,700 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายให้กระบวนการเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือ สุจริต และเที่ยงธรรม แต่จากการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ผ่านมา ทำให้ไม่มั่นใจว่างบประมาณดังกล่าวจะถูกใช้เพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า “อาชญากรรมทางประชาธิปไตย”
นายพริษฐ์หยิบยกกรณีขบวนการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. โดยตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของ กกต. ตั้งแต่ช่วงออกระเบียบการเลือก สว. การรับสมัคร ไปจนถึงการเลือก สว. ระดับประเทศ พร้อมระบุว่า จากเดิมที่ตั้งคำถามว่า กกต. ปล่อยปละละเลยหรือไม่ ปัจจุบันกลับกังวลว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนอาจมีส่วนรู้เห็นกับขบวนการดังกล่าว
ในส่วนการตรวจสอบคดี นายพริษฐ์ระบุว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI สอบพยานกว่า 700 ปาก จัดทำเอกสารกว่า 90,000 หน้า และมีข้อสรุปสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในจำนวนนี้เป็น สว. 138 คน และบุคคลที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยอีก 21 คน
ขณะที่ชั้นเลขาธิการ กกต. มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากเช่นกัน รวมถึง สว. อย่างน้อย 136 คนที่ปรากฏชื่อในโพย และรัฐมนตรีหรือ สส. พรรคภูมิใจไทยอย่างน้อย 3 คนที่มีหลักฐานโดยตรง
นายพริษฐ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36” โดยระบุว่า กกต. มีคณะอนุวินิจฉัยฯ เดิม 35 คณะ และมีการหมุนเวียนคดีเพื่อป้องกันการรู้ล่วงหน้าว่าคณะใดจะรับผิดชอบคดี แต่กลับมีการตั้งคณะที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ทั้งที่ 4 ใน 7 คนของคณะดังกล่าวเป็นบุคคลที่อยู่ในคณะอนุวินิจฉัยฯ เดิมอยู่แล้ว
นายพริษฐ์กล่าวว่า ผลการวินิจฉัยของอนุฯ คณะที่ 36 สวนทางกับพยานหลักฐาน โดยมีข้อสรุปว่าขบวนการทุจริตการเลือก สว. ไม่มีอยู่จริง และไม่มีผู้ถูกกล่าวหารายใดควรถูกสั่งฟ้อง พร้อมยกตัวอย่างข้อกล่าวหาหลายกรณีที่มีทั้งโพยเลือกตั้ง การโอนเงิน และคลิปเสียง แต่กลับถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสุจริตหรือเป็นเรื่องบังเอิญ
นายพริษฐ์จึงเสนอว่า หากกระบวนการสอบสวนของ กกต. สุดท้ายนำไปสู่การยกคำร้อง แม้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานมาอย่างละเอียด งบประมาณด้านการสอบสวนและเบี้ยประชุมของคณะอนุกรรมการดังกล่าวก็ควรถูกตัดออกทั้งหมดให้เหลือศูนย์
พร้อมทิ้งท้ายว่า หากวันที่ 14 ก.ย. กกต.ทั้ง 7 คนมีมติเดินตามความเห็นของอนุฯ คณะที่ 36 ซึ่งตนเห็นว่าสวนทางกับพยานหลักฐาน สภาฯ ก็ไม่ควรอนุมัติงบประมาณให้ กกต. เพราะอาจเท่ากับการนำเงินภาษีประชาชนไปสนับสนุนองค์กรที่ปกป้อง “เครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย”